เดือน: มกราคม 2014

  • ครม.ลักไก่ยัดไส้กู้1.3แสนล้าน

    ครม.ลักไก่ยัดไส้กู้1.3แสนล้าน

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ว่า ในการประชุมครม. เมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 57 ครั้งที่1 โดยมีหนี้สาธารณะลง5,168.92 ล้านบาท จากเดิม 1,321,499.76ล้านบาทเหลือ 1,316,330.84 ล้านบาท พร้อมทั้งอนุมัติการค้ำประกันเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจภายใต้กรอบวงเงินของแผนที่ได้ปรับปรุงซึ่งล้วนเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการโดยมติ ครม.โดยหน่วยงานไว้ก่อนวัยที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรขณะเดียวกันยังอนุมัติให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณากู้เงิน วิธีการกู้เงินเงื่อนไขและรายละเอียดต่างๆของการกู้เงินและการค้ำประกันในแต่ละครั้งได้ตามเหมาะสมและจำเป็นภายใต้แผนบริหารหนี้สาธารณะที่ปรับปรุงนี้ซึ่งหากรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการกู้เงินได้เอง ก็ให้สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมและจำเป็นของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆทั้งนี้ในการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าวมีประเด็นสำคัญที่ได้ขอปรับเพิ่มวงเงินกู้2 รายการรวมเงิน 143,244ล้านบาท ได้แก่ เงินกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตามนโยบายรัฐบาล13,244 ล้านบาทโดยวงเงินดังกล่าวเป็นเงินกู้เดิมที่ได้บรรจุในแผนบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 56แต่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) กู้เงินไม่ทันวันที่ 30 ก.ย.56 จึงขอบรรจุวงเงินนี้ในแผนฯ เพิ่มเติมในปีงบประมาณ 57 ทั้งนี้เมื่อกระทรวงการคลังหาเงินกู้ครบจำนวนแล้วจะทำให้เงินกู้ที่ใช้เป็นทุนหมุนเวียนของโครงการอยู่ที่ 410,000 ล้านบาทรวมทั้งเงินกู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก (นาปี)ปีการผลิต 56/57จำนวน 130,000ล้านบาท ซึ่งครม.มีมติเมื่อวันที่3ก.ย.56 ให้กระทรวงพาณิชย์เร่งรัดดำเนินโครงการจำนำข้าวเปลือกนาปีภายใต้กรอบวงเงินรับจำนำข้าวเปลือกของปีการผลิต56/57 จำนวน 270,000ล้านบาท โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.56และได้เริ่มแจกใบประทวนให้แก่เกษตรกรแล้วเป็นวงเงิน 100,000ล้านบาท และธ.ก.ส.ได้จ่ายเงินให้แก่เกษตรกรแล้วจำนวนหนึ่งnจากสภาพคล่องปกติของธ.ก.ส.และพร้อมดำเนินการต่อเนื่องได้ถึงต้นเดือนม.ค.57 ทำให้ต้องการกู้เงินที่ดำเนินโครงการซึ่งกระทรวงการคลังได้หารือร่วมกับธ.ก.ส.และผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่าเงินกู้ใหม่เพียง130,000 ล้านบาทเพียงพอสำหรับดำเนินโครงการแล้วโดยส่วนที่เหลือ ธ.ก.ส.จะบริหารจัดการขอเปลี่ยนแปลงงบประมาณรวมกับเงินที่ได้รับจากการระบายผลผลิตและอื่น ๆทั้งนี้ เพื่อรักษาวินัยการคลัง จึงเห็นควรนำเสนอครม.พิจารณาอนุมัติให้กำหนดวงเงินดำเนินโครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตรคงค้างทั้งหมด ให้อยู่ภายใต้วงเงินกู้ไม่เกิน410,000ล้านบาท และเงินทุนของธ.ก.ส. ที่ไม่เกิน 90,000ล้านบาท อย่างช้าที่สุดวันที่31ธ.ค.57

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ครม.ลักไก่ยัดไส้กู้1.3แสนล้าน

  • ไปรษณีย์ไทย วอน กปปส.เข้าใจ ส่งบัตรเลือกตั้งเป็นหน้าที่

    ไปรษณีย์ไทย วอน กปปส.เข้าใจ ส่งบัตรเลือกตั้งเป็นหน้าที่

    น.ส. สุชาดา พุทธรักษา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ที่ประจำอยู่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ที่ได้เข้าปิดล้อมรถส่งสินค้าของไปรษณีย์ไทยในช่วงเช้าวันที่ 21 ม.ค.57 ที่ผ่านมาแล้ว โดยขอให้เปิดทางให้รถส่งของ เนื่องจาก ของที่ส่งนั้น คือ น้ำยาล้างไต และ ยาขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งเป็นของจำเป็นเร่งด่วนอย่างไรก็ตาม วันที่ 21 ม.ค. นับเป็นครั้งแรกที่รถของไปรษณีย์ไทย โดนล้อมจากการที่กลุ่ม ผู้ชุมนุมไม่ต้องการให้นำส่ง บัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (สส.11) แต่หลังจากได้ชี้แจงและทำความเข้าใจแล้ว ไปรษณีย์ไทยได้รับความร่วมมือจากกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างดี เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ต้องการให้ผู้ป่วยที่ต้องการยาได้รับความเดือดร้อนเช่นกันสำหรับการนำส่งสส.11 นั้น ทางไปรษณีย์ไทย ได้เตรียมรับมือกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยการจัดส่งตามบ้านทั่วประเทศไปก่อนหน้าเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นบริการที่ไปรษณีย์ไทยให้บริการมานานแล้วทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ในฐานะเป็นหน่วยงานของภาครัฐ ไม่ว่าจะรัฐบาลชุดใดก็ตามทั้งนี้ ผลจากการชุมนุมส่งผลให้ ปณท. ต้องปิดให้ที่ทำการรวม 20 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบไม่ถึง 10% ของที่ทำการที่มีอยู่ทั้งหมดจำนวน 1,200 แห่ง และยืนยันว่าการนำส่งจดหมายหรือ พัสดุภัณฑ์ต่างๆ ยังอยู่ในมาตรฐานที่กำหนด โดยได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางการนำส่งในบางพื้นที่ ซึ่งประชาชนผู้ใช้บริการเข้าใจเป็นอย่าง"อยากสร้างความเข้าใจการห้ามส่งพัสดุคงไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นรายได้ของบริษัท เนื่องจากบริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล และยังต้องส่งเงินเข้ารัฐบาล รวมทั้งต้องจ่ายเงินเดือนให้พนักงานกว่า 2 หมื่นคนด้วย"

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไปรษณีย์ไทย วอน กปปส.เข้าใจ ส่งบัตรเลือกตั้งเป็นหน้าที่

  • เงินสะพัดเลือกตั้งลดเหลือแค่หมื่นล้าน

    เงินสะพัดเลือกตั้งลดเหลือแค่หมื่นล้าน

    นายธนวรรธน์พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์พยากรณ์ได้ปรับแนวโน้มการใช้จ่ายเงินในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่กำหนดไว้ในวันที่2 ก.พ. 56 ลงจากเดิมคาดว่าจะมีเงินสะพัด 40,000-50,000 ล้านบาท เหลือ ไม่เกิน10,000 ล้านบาท เนื่องจากบรรยากาศในการหาเสียงของพรรคการเมืองค่อนข้างที่ซบเซามากส่งผลให้พรรคการเมืองจ้างงานแก่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในอัตราต่ำ เช่น การจัดทำโปสเตอร์ สิ่งพิมพ์ การโฆษณาผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ รวมถึงจัดทำเสื้อผ้าสำหรับทีมงานในการหาเสียง เครื่องดื่ม การเช่ารถยนต์และจักรยานยนต์ในการหาเสียง เครื่องเสียงและการจัดอีเวนต์ต่าง ๆ ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งไม่คึกคักส่วนใหญ่บรรดาผู้สมัครส.ส. จากปกติที่บางรายมีการใช้เงินทั้งบนดินและใต้ดินประมาณ 20-30 ล้านบาทแต่ในครั้งนี้เฉลี่ยแค่ 1-2 ล้านบาทยกเว้นพื้นที่แข่งดุเดือดแต่คงมีไม่มาก  ขณะที่บางรายอาจใช้เงินไม่ถึงล้านด้วยซ้ำ เนื่องจากกังวลถึงความชัดเจนว่าในวันที่2 ก.พ. นี้จะมีการเลือกตั้งได้หรือไม่ “เห็นได้จากงบในการทำป้ายคงไม่มาก ส่วนในต่างจังหวัดก็ไม่ค่อยมีการเปิดเวทีปราศรัย หรือไม่มีการแข่งขันกันรุนแรงทำให้การใช้จ่ายของพรรคการเมืองทั้งเรื่องของบุคลากร การเช่ารถยนต์การออกโฆษณาตามสื่อ หรือแม้แต่การซื้อเครื่องดื่มต่างๆ ก็จะมีปริมาณน้อยลงมาก” นายธนวรรธน์ กล่าวว่าปกติในช่วงก่อนการเลือกตั้ง1 เดือนสื่อต่าง ๆ จะประโคมข่าวของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในการหาเสียงเลือกตั้งกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในส่วนของพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มีคู่แข่งสำคัญ แต่มาครั้งนี้สื่อส่วนใหญ่ต่างให้ความสนใจเรื่องของการชุมนุมประท้วงเพื่อที่จะให้มีการปฎิรูปประเทศไทย ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งมากเนื่องจากประชาชนทั่วโลกส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเรื่องนี้มากกว่าเรื่องอื่น ๆ “ยอมรับว่าภาคการบริโภคในช่วงต้นปีนี้ต้องหดตัวแน่นอนเพราะนอกจากประชาชนจะประสบปัญหาค่าครองชีพที่แพงแล้วยังพบว่าเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศประสบปัญหาชะลอตัวต่อเนื่องและยิ่งสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีความชัดเจนก็ทำให้กดดันการใช้จ่ายประชาชนให้น้อยลงไปอีกขณะที่เม็ดเงินสะพัดจากการเลือกตั้งจากเดิมคาดว่าน่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.3-0.4%แต่ตอนนี้คงลำบากเพราะการใช้จ่ายตรงนี้ของพรรคการเมืองคงลดน้อยลง”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เงินสะพัดเลือกตั้งลดเหลือแค่หมื่นล้าน