เดือน: มกราคม 2014

  • ไอซีที ทุ่ม 3 พันล้านตั้งศูนย์สมาร์ทคันทรี

    ไอซีที ทุ่ม 3 พันล้านตั้งศูนย์สมาร์ทคันทรี

      ปัจจุบันนี้ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในชีวิตประจำวัน ถือเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะในกลุ่มธุรกิจทุกภาคส่วนก็ให้ความสำคัญเช่นกัน แม้แต่ภาคเกษตรกรรมยังต้องอาศัยระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในการจัดเก็บฐานข้อมูลการเกษตร นายสุรชัย ศรีสารคาม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เล่าว่า ในปี 2557 กระทรวงไอซีทีจะดำเนินการในเรื่องของสมาร์ทไทยแลนด์ เป็นหลัก โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายหลักของประเทศในการบริหารงาน สำหรับการบริหารงานนั้น ผู้บริหารแต่ละส่วนจะต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง ในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดขององค์กรในการร่วมกันทำงาน เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างมีคุณภาพและสัมฤทธิผล นอกจากนี้ ในการที่กระทรวงไอซีทีจะต้องเป็นเจ้าภาพคณะกรรมการระดับชาตินั้น จะผลักดันจังหวัดอัจฉริยะเพื่อนำไปสู่ประเทศไทยอัจฉริยะ ซึ่งเมื่อเกิดความสำเร็จแล้วจะต้องมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่อไป ส่วนการพัฒนาจากจังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นจังหวัดต้นแบบอัจฉริยะ หรือ สมาร์ท โพรวินซ์ (Smart Province) ที่ขณะนี้้เห็นผลลัพธ์แล้ว โดยขั้นตอนต่อไปคือ การยกระดับทุกจังหวัดในประเทศไทยให้เข้าถึงไอซีที ลดช่องว่างทางการสื่อสาร ทำให้เป็นสมาร์ท ไทยแลนด์อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ ตามแผนงานนั้นจะเริ่มเห็นความชัดเจนอย่างน้อย 10 จังหวัด ในปี 2558 ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก อุดรธานี ขอนแก่น โคราช ชลบุรี นครปฐม สุราษฎร์ธานี สงขลา และกรุงเทพฯ และใช้งานครบทั้งประเทศในปี 2562 ตามแผนแม่บท แต่จะมีการขยายโครงการในระยะแรกใน 4 จังหวัดก่อนในปี 2557 ได้แก่ ลำปาง ชัยภูมิ ภูเก็ต และกาญจนบุรี เพื่อปรับศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเดิมให้เป็นศูนย์ข้อมูลเรียนรู้และบริการชุมชนตามรูปแบบสมาร์ท โพรวินซ์ มีศูนย์คลาวด์เป็นระบบกลางรองรับทั้ง 4 จังหวัด “โครงการสมาร์ทโพรวินซ์มีต้นแบบแล้ว มีงบประมาณพร้อมโดยในการขยายออกไปในจังหวัด อื่นนั้น จะใช้งบประมาณต่อจังหวัดประมาณ 90 ล้านบาท โดยที่จังหวัดนครนายก ได้ใช้งบประมาณกว่าร้อยล้านบาท ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับขนาดความใหญ่ของแต่ละจังหวัดด้วย” นายสุรชัย กล่าว นายสุรชัย เล่าว่า จะพัฒนาจังหวัดนครนายกให้เป็น เวิลด์ แล็ป เชิญชวนประเทศในอาเซียนมาร่วมพัฒนาต้นแบบ บูรณาการข้อมูลภาครัฐ ก่อนพัฒนาเป็นซอฟต์แวร์ต้นแบบ จัดตั้งศูนย์สมาร์ทคันทรีเทคโนโลยี (SCIT : Smart Country Information Technology) เพื่อเป็นศูนย์รวมในการบริหารประเทศด้วยเทคโนโลยี นอกจากนี้ กระทรวงไอซีทีจะใช้งบประมาณในการจัดตั้งศูนย์สมาร์ทคันทรี ทั้งการจัดตั้งรวมทั้งซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ราว 3 พันล้านบาท โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ศูนย์สื่อสารของภาครัฐ (GCC : Government Communication Center) และศูนย์ข้อมูลภาครัฐ (GDC : Government Data Center) ซึ่งภายในศูนย์สมาร์ทคันทรีจะรวมการสื่อสารและการบริหารงานของหน่วยงานภาครัฐเข้าไว้ด้วยกัน เป็นศูนย์เชื่อมโยงและกระจายการบริหารด้วยเทคโนโลยีไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ในส่วนของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที อย่าง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) นั้น มีแนวคิดที่จะรวมทั้ง 2 บริษัท เข้าด้วยกันเพื่อลดความซ้ำซ้อนของการลงทุน ถึงแม้ว่ารัฐมนตรีไอซีทีท่านก่อน ๆ เคยมีแนวคิดและก็ทำไม่สำเร็จ แต่ตนก็ยืนยันว่าเป็นแนวคิดที่ดี น่าผลักดัน ถึงแม้จะไม่สำเร็จก็ตาม ทั้ง 2 องค์กรจะต้องทำให้มีกำไร ยิ่งขณะนี้ รายได้จากส่วนแบ่งสัมปทานจะต้องส่งคืนรัฐหมด ทั้ง 2 องค์กรจะขาดเงินในส่วนนี้รวมกันร่วม 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ทั้ง 2 องค์กรจะต้องแบ่งบิสซิเนสเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งต้องเป็นองค์กรที่แข่งขันได้ และอีกส่วนที่เป็นทรัพย์สินของรัฐที่มาดำเนินงานในส่วนของรัฐวิสาหกิจ นายสุรชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพสมบูรณ์ที่สุด มีทรัพยากรทางอาหาร เกษตรกรรม แหล่งท่องเที่ยวโดยหากมีการบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะใช้ไอซีทีเข้ามาช่วยจะถือเป็นดาวรุ่ง ซึ่งการดำเนินกิจการในทุกประเทศควรทำไอซีทีบิสซิเนสเข้ามาช่วยบริหารบ้านเมือง เพื่อให้นโยบายทางการค้าเดินหน้าไปพร้อมกัน ประเทศไทยถือว่ามีพื้นฐานทะเบียนกลาง ที่ไม่มีใครมีในโลกนี้ หลาย ๆ สิ่งถือเป็นสิ่งที่ได้เปรียบประเทศอื่น ๆ หากมีการบริหารจัดการที่ดี นำเทคโนโลยีมาใช้ให้ถูกที่ถูกทาง เชื่อว่าประเทศไทยจะก้าวหน้ามากกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไอซีที ทุ่ม 3 พันล้านตั้งศูนย์สมาร์ทคันทรี

  • เมื่อจบยุคสารสนเทศ อะไรจะมาต่อ	– รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    เมื่อจบยุคสารสนเทศ อะไรจะมาต่อ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

     หากมองย้อนไปในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่า โลกเรามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลานะครับ แรก ๆ ก็เป็นยุคโบราณ (Ancient Age) จนเปลี่ยนถ่ายมาเป็น ยุคเกษตรกรรม (Agriculture Age) ที่การเพาะปลูกและการใช้แรงงานในภาคเกษตร กรรมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนโลก ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาเครื่องจักรต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกเพิ่มมากขึ้น ก็เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม (Industrial Age) และในที่สุดก็เปลี่ยนถ่ายเข้ามาสู่ปัจจุบัน ยุคสารสนเทศ (Information Age) หรือบางคนก็เรียกว่ายุคแห่งข้อมูลข่าวสาร ที่มีการขับเคลื่อนโลกของเราด้วยข้อมูลข่าวสาร เกิดอินเทอร์เน็ต เกิดเครือข่ายสังคมออนไลน์ขึ้น เกิดปรากฏ การณ์ที่ข้อมูลข่าวสารปริมาณมหาศาลไหลสู่กันอย่างรวดเร็วกว่าสมัยก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญมาก เช่น เกิดเหตุสึนามิที่ญี่ปุ่น คนที่อยู่ลาตินอเมริกาในอีกซีกโลกก็สามารถรับรู้ข่าวนี้ได้ในเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที เรียกว่าเป็นยุคที่เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของโลกเราอย่างมากจริง ๆ แต่คำถามคือเมื่อหมดยุคข้อมูลข่าวสารนี้แล้ว ยุคอะไรจะมาต่อ? เรื่องนี้มีนักวิชาการทั่วโลกพยากรณ์เอาไว้แตกต่างกันครับ บ้างก็บอกน่าจะเป็นยุคแห่ง เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology Age) บ้างก็ว่าน่าจะเป็นยุคแห่งนาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology Age) ที่ทุกอย่างจะเล่นกันไปถึงระดับที่เล็กมากในระดับนาโน ทั้งสองยุคที่ผมกล่าวไปก็น่าสนใจครับ แต่มีอีกยุคหนึ่งที่นักวิชาการทางคอมพิวเตอร์ท่านหนึ่งได้ทำนายเอาไว้ แต่หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นเคยนัก ใช่ครับ วันนี้ผมจะพาคุณผู้อ่านมารู้จักยุคที่เรียกกันว่า Experience Age Experience Age อาจจะฟังดูเป็นคำใหม่ หลายคนอาจไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ผมเองก็บอกตรง ๆ นะครับว่ายังไม่รู้จะแปลคำนี้ออกมาเป็นภาษาไทยอย่างไรให้สละสลวยและได้ความหมายครบถ้วน แต่ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ยุคที่การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารหรือการสื่อสารกัน ไม่ได้ถูกจำกัดแค่การอ่านและการฟังอย่างที่เป็นอยู่ แต่หมายรวมถึงการเสพข้อมูลหรือสื่อสารกันผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าอื่น ๆ ด้วย เช่น การสัมผัส หรือแม้แต่การได้รับกลิ่น ส่วนการ มองเห็นก็อาจจะไม่ใช่เพียงแค่เห็นในหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่อาจจะมีกราฟิกคอมพิวเตอร์โผล่ออกมาให้ข้อมูลเราที่ข้างนอกจอเลย เป็นต้น เมื่อก่อนเวลาเราจะติดต่อกับใครที่อยู่ไกล เราก็ใช้โทรศัพท์ 2G ได้ยินแต่เสียงไป จนปัจจุบันก็พัฒนามาใช้ 3G/4G ใช้ FaceTime ใช้ LINE คุยกันได้ยินทั้ง เสียงเห็นทั้งหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ในอนาคตเราอาจสามารถส่งความรู้สึกอย่างอื่นไปด้วยได้ เช่น ความรู้สึก “กอด” ใช่ครับ กอดกันนี่ล่ะครับ เรื่องนี้เป็นงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเคโอ ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยทีมวิจัยได้สร้างระบบสำหรับส่งกอดไปให้คนรักเราผ่านทางอินเทอร์เน็ต เช่น คุณแม่กับลูกต้องการที่จะกอดกันแต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน โดยระบบนี้อาศัยเสื้อแบบพิเศษที่มีเซ็นเซอร์สามารถเก็บข้อมูลตำแหน่งการกอด เพราะฉะนั้นเวลาที่คุณแม่อยากจะกอดลูกก็ให้กอดตุ๊กตาที่บ้านแทน แล้วระบบก็จะส่งข้อมูลการกอดจากตัวตุ๊กตาไปให้ลูกที่เป็นผู้รับปลายทางที่ใส่เสื้อชนิดพิเศษนี้ เพราะฉะนั้นก็จะทำให้ลูกมีความรู้สึกเหมือนคุณแม่กำลังกอดเขาอยู่ตรงหน้าเลย เป็นต้น นอกจากส่งการกอดแล้ว การส่ง “กลิ่น” ก็มีแนวโน้มที่เป็นไปได้มากในอนาคต แต่ผมไม่ได้หมายถึงส่งกลิ่นเหม็น ๆ นะครับ ผมหมายถึงส่งข้อมูลกลิ่นซึ่งอาจจะหอมหรือเหม็นก็แล้วแต่ เช่น คุณแม่บ้านคุยกับคุณพ่อบ้านพร้อมส่งกลิ่นหอมของอาหารที่ทำรอไว้ไปพร้อมกันด้วย ให้ช่วยเร่งให้คุณพ่อบ้านอยากรีบบินกลับบ้านมาทานอาหารเลย หรือเวลาดูโฆษณาน้ำหอม นอกจากขวดสวย ๆ แล้วถ้าเราสามารถได้กลิ่นของน้ำหอมนั้นได้ด้วย ก็ยิ่งทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เป็นต้น ถ้าถามว่ามีคนทำระบบเรื่องกลิ่น ๆ อย่างนี้ออกมาใช้นอกห้องทดลองบ้างหรือยัง ก็ต้องบอกว่าเริ่มมีให้เห็นแล้วครับ เช่น เกมทำข้าวโพดป๊อปคอร์นบนมือถือ ที่สร้างโดยผู้ผลิตเมล็ดข้าวโพดยี่ห้อ Pop Secret ที่มีการออกแบบอุปกรณ์ชื่อว่า Pop Dongle ขึ้นมาไว้เสียบเข้ากับช่องหูฟังของไอโฟน พอเสียบเสร็จ อุปกรณ์นี้ก็จะสามารถส่งกลิ่นหอม ๆ ของข้าวโพดคั่วออกมาขณะเล่นเกมได้ แต่ประเด็นคือตัวอุปกรณ์เสริมสำหรับดมกลิ่นหรือ Pop Dongle ตัวนี้ราคาอยู่ที่ 150 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,500 บาท เรียกว่าแพงมากนะครับถ้าเทียบกับการไปซื้อข้าวโพดคั่วของจริงที่ราคาไม่กี่สิบบาท เพราะฉะนั้นอุปกรณ์นี้เลยยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรในปัจจุบัน แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นให้สามารถเอาไอเดียไปประยุกต์ใช้กับการสื่อสารสมัยใหม่ได้ อนาคตเป็นเรื่องยากที่จะหยั่งรู้ได้อย่างชัดเจน หรือทำนายได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ เพราะมีตัวแปรที่ควบคุมได้ยากอยู่หลายตัว สุดท้ายแล้วต่อจากยุคสารสนเทศจะเข้าสู่ยุคไหนจริง ๆ อาจจะยังไม่มีใครในโลกให้คำตอบฟันธงที่แน่ชัดได้ เราคงต้องมาติดตามไปพร้อม ๆ กันครับ แต่ไม่ว่าจะเข้าสู่ยุคไหน ผมเชื่อว่าถ้าเราเรียนรู้ เข้าใจ และปรับตัวไปกับมัน เราก็สามารถนำประโยชน์จากสิ่งใหม่ ๆ เหล่านั้นมาใช้กับตัวเรา องค์กรของเรา และสังคมของเราได้อย่างแน่นอนครับ. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เมื่อจบยุคสารสนเทศ อะไรจะมาต่อ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

  • ลูกหนี้ลีสซิ่งส่อแววเบี้ยวหนี้อ้างการเมืองวุ่น

    ลูกหนี้ลีสซิ่งส่อแววเบี้ยวหนี้อ้างการเมืองวุ่น

    นายอัครนันท์ ฐิตสิริวิทย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่าปัญหาทางการเมืองในปัจจุบัน ทำให้การชำระหนี้ของลูกค้าล่าช้า ออกไปจากปกติ โดยเฉพาะการชำระค่างวดรถยนต์ แต่ทั้งนี้ เชื่อว่าผู้ประกอบการเช่าซื้อ และสถาบันการเงิน ได้เตรียมแผนรับมือกับปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไว้แล้วซึ่งยอมรับว่าลูกค้าอาจจะชะลอการตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลต่อรายได้ในอนาคต และทำให้ธุรกิจเช่าซื้อได้รับผลกระทบตามไปด้วย ส่วนกลุ่มลูกค้าเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบต่อการจำนำข้าว และอาจนำรถยนต์มาจำนำทะเบียนรถ เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนนั้น ไม่ค่อยกังวลมากนัก เนื่องจากบริษัทฯมีกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นสำหรับสินเชื่อรถช่วยได้กสิกรไทยนั้น เชื่อว่าจะได้รับผลดีจากความต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียนลูกค้าเพิ่มขึ้น แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก ทำให้อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ดังนั้นบริษัทฯ จำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงด้วยความระมัดระวังมากขึ้นและพิจารณากลุ่มเป้าหมายในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นด้านนายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทิสโก้กล่าวว่า เป็นห่วงหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะหากเศรษฐกิจไม่ดี จะทำให้รายได้ของคนลดน้อยลง และมีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ ดังนั้นการปล่อยสินเชื่อใหม่ปีนี้ จะต้องระมัดระวังให้มากขึ้น แต่ที่กังวลคือสินเชื่อที่ปล่อยไปในช่วงของครึ่งปีแรกในปี 56 ที่ผ่านมามากกว่า เนื่องจากช่วงนั้นค่ายรถยนต์นำแคมเปญดาวน์น้อย ผ่อนนาน ออกมาใช้ ประกอบกับเศรษฐกิจชะลอตัวลง อาจมีผลต่อการชำระหนี้ของลูกหนี้ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เฉลี่ยอยู่ที่ 2% ซึ่งมีแผนปรับลดลงเหลือ 1.2-1.5%ส่วนนายรุ่งโรจน์ จรัสวิจิตรกุลผู้อำนวยการสายอาวุโส บริหารการขายทางกรุงเทพธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า ตัวเลขสินเชื่อจำนำทะเบียนรถในเดือนม.ค.นี้คาดว่าจะลดลง 25-30% หากเทียบกับเดือนธ.ค.56 เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มถดถอยบวกกับปัจจัยการเมือง ทำให้ประชาชนไม่มีความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยขณะที่นายธีรชาติจิรจรัสพร ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์เช่าซื้อ ธนาคารธนชาต กล่าวว่า ยังไม่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง เนื่องจากเพิ่งผ่านไป 20 วันเท่านั้น จึงยังไม่สามารถประเมินได้ แต่โดยปกติแล้ว เดือนม.ค.ของทุกปี จะเป็นช่วงนอกฤดูกาล (โลว์ซีซั่น) ของธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ซึ่งยอดการขอสินเชื่อจะลดลงอยู่แล้ว

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลูกหนี้ลีสซิ่งส่อแววเบี้ยวหนี้อ้างการเมืองวุ่น