เดือน: มกราคม 2014

  • รถไฟฟ้ารถไฟรางคู่ส่อล่าช้า

    รถไฟฟ้ารถไฟรางคู่ส่อล่าช้า

    รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) มีโครงการที่อยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากรัฐบาล 2 โครงการ คือ การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ระยะทาง 21.8 กม.เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางของประชาชนฝั่งตะวันออก-ตะวันตกของกรุงเทพฯ และโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 54.5 กม. ซึ่งเป็นรถไฟฟ้ารางเดี่ยว เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างพื้นที่ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือกับฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯและปริมณฑล   ทั้งนี้ทั้ง 2 โครงการได้เสนอเพื่อเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. แล้ว แต่เมื่อรัฐบาลได้ประกาศยุบสภาฯก็ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาพิจารณาแทน หากยังไม่มีรัฐบาลเข้ามาดำเนินงานตามที่กำหนดจะส่งผลให้การดำเนินโครงการต่อ ล่าช้าออกไปอีกอย่างแน่นอน   นอกจากนี้ยังมีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในเส้นทางอื่นๆที่จะได้รับผลกระทบด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจาก รฟม.ได้กำหนดแผนงานที่จะยื่นให้ ครม.พิจารณาอนุมัติโครงการภายในไตรมาส 1 ปีนี้ คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชัน ซึ่งเป็นระยะที่ 2 ของการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม และโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 23.6 กมด้านซึ่งจะเชื่อมกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในปัจจุบัน ด้านนาย บุญสม เลิศหิรัญวงศ์ ประธานคณะกรรมการ(บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า โครงการที่สำคัญของ ร.ฟ.ท.ส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาออกแบบ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบหากไม่มีรัฐบาล หรือรัฐบาลชุดใหม่ไม่นำโครงการกลับมาพิจารณา แต่ยังเชื่อว่าจะมีการดำเนินโครงการต่อไป เพราะที่ผ่านมาทุกฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นแล้วว่ารถไฟทางคู่มีความจำเป็น เพราะจะสามารถอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชนได้มากยิ่งขึ้น โดยโครงการรถไฟทางคู่ที่ ร.ฟ.ท.จะดำเนินการ คือ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 326 กม. สายบ้านไผ่-นครพนม ระยะทาง 347 กม. และจากนครปฐม-ปาดังเบซาร์ เป็นต้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รถไฟฟ้ารถไฟรางคู่ส่อล่าช้า

  • ททท.ควงผู้ประกอบการเรือสำราญไทยบุกอเมริกา

    ททท.ควงผู้ประกอบการเรือสำราญไทยบุกอเมริกา

    นางจุฑาพร เริงรณอาษารองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า เตรียมนำผู้ประกอบการไทยนำที่ทำธุรกิจทัวร์เรือสำราญเข้าร่วมงานซีเทรด ระหว่างวันที่ 10-12 มี.ค.ที่เมืองไมอามี ประเทศสหรัฐซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายตลาดสู่กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีแนวโน้มการเติบโตดี โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจอเมริกาเริ่มฟื้นจากวิกฤตอีกครั้งเป็นโอกาสในการเปิดตลาดประเทศไทยให้กลุ่มนี้เข้ามาเพิ่มขึ้น “กลุ่มเป้าหมายในการท่องเที่ยวเดินเรือสำราญส่วนใหญ่เป็นประชากรผู้สูงอายุที่อยู่ในวัยเกษียณจึงมีเวลาเดินทางต่อทริปนานและเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง และที่ผ่านมาเริ่มมีบริษัทใหญ่ในไทย 4-5รายเริ่มเจาะตลาดนี้อย่างจริงจังโดยที่ไทยมีจุดจอดซึ่งมีศักยภาพในการรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ความจุ 3,000 คนเข้ามาที่ ภูเก็ต เกาะสมุย แหลมฉบัง ขณะที่เรือสำราญขนาดเล็กความจุ 500-800 คนสามารถผ่านมาทางท่าเรือคลองเตยได้” อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงมีอุปสรรคเรื่องการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณท่าเรือให้เทียบเท่ากับมาตรฐานสากลโดยเฉพาะในภาคใต้ของไทยซึ่งมีพื้นฐานเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมใช้เป็นท่าเรือจอดแวะพักเพราะมีหาดทรายชายทะเลที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว แต่มักจะติดปัญหาเรื่องท่าเรือและระบบการตรวจคนเข้าเมืองที่ยังไม่สะดวกสบายเมื่อเทียบกับคู่แข่งในเอเชียอย่างสิงคโปร์ ที่มีการพัฒนามารีน่าเบย์ขึ้นมาเต็มรูปแบบ รวมถึงฮ่องกงซึ่งเป็นจุดหมายใหญ่ของเอเชีย มีการพัฒนาท่าเรือควบคู่กับโซนสนามบินนานาชาติเพื่อเชื่อมต่อระบบขนส่งทั้งหมดไว้ ณ จุดเดียว

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ททท.ควงผู้ประกอบการเรือสำราญไทยบุกอเมริกา

  • รัฐบาลเล็งหารือกกต.ขอกู้เงินใช้จำนำข้าว

    รัฐบาลเล็งหารือกกต.ขอกู้เงินใช้จำนำข้าว

    ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง พร้อมทั้งนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ และนายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรมช.เกษตรฯ ได้ร่วมแถลงข่าวเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว โดยนายกิตติรัตน์ เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าจะเข้าไปชี้แจงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงกรณีการกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 56/57 โดยคาดว่า กกต.จะเห็นชอบให้ดำเนินการได้ ขณะเดียวกันยังได้มอบหมายให้นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวนา ว่า การจ่ายเงินให้ชาวนาที่ล่าช้านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นปัญหาของรัฐบาลที่จะหน่วงเหนี่ยวเวลาหรือไม่มีเงิน แต่การจ่ายเงินนั้น ต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายอย่างครบถ้วนก่อนจึงสามารถดำเนินการได้ “ต้องขออภัยที่การดำเนินการอาจทำให้เกษตรกรได้เงินล่าช้าไป แต่เชื่อว่าเกษตรกรจะเข้าใจเพราะที่ผ่านก็ไม่มีปัญหา ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ไม่มีเงิน และมีเพียงพอ แต่การจ่ายต้องมีขั้นตอนที่ต้องให้ กกต. อนุมัติ แม้กระทั่งการระบายข้าวก็ยังต้องขออนุมัติจากกกต. ซึ่งมีเงื่อนไขการดำเนินการ ทำให้การระบายข้าวไม่ง่ายนัก ส่วนการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวได้ดำเนินมา 2 ปี รวม 4 ฤดูกาล ชำระเงินไปทั้งสิ้น 680,000 ล้านบาท ซึ่งยืนยันว่าเงินดังกล่าวถึงมือพี่น้องเกษตรกรทุกบาท ขณะที่ในปี 56/57 ได้เริ่มตั้งแต่เดือนต.ค.56 ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่อง และมีการชำระเงินไปแล้วจำนวน 55,000 ล้านบาท” ส่วนกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ตั้งข้อกล่าวหากับอดีตรมว.พาณิชย์ และไต่สวนนายกรัฐมนตรีนั้น นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า เป็นเรื่องการพิจาณาของ ปปช ที่เจาะจงในการดำเนินการด้านการขาย แต่ที่สิ่งเรียนไปเป็นเรื่องของทั้งโครงการ อย่างไรก็ตามก็เป็นอำนาจปปช ที่ดำเนินไปได้ และการทำหน้าที่ขององค์การอิสระก็จะช่วยดูแลเรื่องต่างๆ ให้มีความโปร่งใส ด้านนายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ในเรื่องของการระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลนั้น เชื่อว่าหลังการเลือกตั้ง และได้รัฐบาลแล้ว การระบายข้าวก็สามารถดำเนินการได้ตามปกติ และดียิ่งขึ้น เพราะจากการทำการตลาดที่ผ่านมา ได้พบผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าสถานการณ์การระบายข้าวจะดีขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รัฐบาลเล็งหารือกกต.ขอกู้เงินใช้จำนำข้าว