นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ต้องการให้กระทรวงการคลังสั่งการไปยังสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ทุกแห่ง เร่งดำเนินการปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ เพื่อช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในสถานะการบริหารของรัฐบาลรักษาการ ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศสามารถดำเนินได้เพียงการเบิกจ่ายงบประมาณปี 57 เท่านั้นทั้งนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณปี 57 โดยเฉพาะงบลงทุนที่มีการเร่งเบิกจ่ายมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และยังคงต้องเร่งเบิกจ่ายต่อไป เพราะเป็นมาตรการที่ต่อเนื่องของภาครัฐ อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาแบงก์รัฐมีการปล่อยสินเชื่อที่ดูนิ่งๆ ไปบ้าง แต่หากสามารถเร่งการปล่อยสินเชื่อได้ ทั้งการใช้กลยุทธ์ด้วยการเรียกลูกค้ามาคุยเพื่อปล่อยสินเชื่อเพิ่ม หรือหาลูกค้าใหม่ๆ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศเพิ่มขึ้น”มองว่าแบงก์รัฐคงต้องปล่อยเกียร์ว่าง โดยเฉพาะสินเชื่อปกติที่ไม่ได้ขอชดเชยดอกเบี้ย หรือไม่ต้องให้ ครม.อนุมัติ ก็สามารถดำเนินการได้ตามปกติ โดยยอมรับว่า ที่ผ่านมาแบงก์รัฐอาจจะสะดุดในการปล่อยสินเชื่อ เพราะกลัวเรื่องการปล่อยกู้จำนำข้าวกันอยู่ แต่สินเชื่อตัวอื่นๆ ที่ไม่มีปัญหาก็ต้องช่วยกันเร่งปล่อยไม่ใช่หยุดทั้งหมด ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวรุนแรงในขณะนี้”สำหรับปัจจุบันแบงก์รัฐสามารถปล่อยกู้กระตุ้นเศรษฐกิจทุกๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยกู้ฐานราก ที่เป็นการดำเนินงานผ่านธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สามารถทำได้ รวมทั้ง การปล่อยกู้บ้านก็มีธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) การปล่อยกู้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ก็มีธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และธนาคารเพื่อส่งเสริมการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ก็สามารถปล่อยกู้ผู้ส่งออกนำเข้า หากแบงก์รัฐสามารถเร่งปล่อยสินเชื่อในแต่ละด้านที่ตัวเองรับผิดชอบ เชื่อว่าจะมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บี้ไขลานแบงก์รัฐเร่งปล่อยกู้
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

บี้ไขลานแบงก์รัฐเร่งปล่อยกู้
-

เสรี อดีตสสร.จี้นายกฯ ลาออก
ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถ.ราชดำเนิน เวลา 14.00 น. นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีต สสร. 50 เปิดเผยในงานเสวนาเรื่องทางตันจำนำข้าว : ทางรอดชาวนาไทย ว่า ในฐานะนักกฎหมาย ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ได้ระบุไว้ให้อำนาจไว้ว่า หากรักษาการนายกรัฐมนตรีไม่ประสงค์จะทำหน้าที่ต่อไปก็สามารถทำได้ เนื่องจากปัจจุบันสิ่งทีรัฐบาลดำเนินการอยู่ไม่สามารถบริหารประเทศได้แล้ว เพราะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นชาวนาที่ได้รับเกิดจากโครงการประชานิยม จากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งสร้างผลกระทบไม่เพียงแต่ชาวนาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อประชาชนและประเทศ เนื่องจากเงินที่รัฐบาลนำไปใช้เป็นภาษีอากรของประชาชน ดังนั้น รัฐบาลรักษาการควรลาออก ถือเป็นทางออกที่ดี เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารและสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาทั้งนี้ หากรัฐบาลยืนยันว่า ต้องการรักษาระบบประชาธิปไตยไว้ โดยไม่ลาออกจากรักษาการ แต่ในกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 127 เมื่อมีการเลือกตั้งแล้วต้องประชุมสภาภายใน 30 วัน และมาตรา 172 ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ภายใน 30 วัน นับแต่วันเปิดประชุมสภาครั้งแรก โดยรัฐบาลรักษาการอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 60 วัน ทำให้รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการ นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จะครบวาระในวันที่ 1 เม.ย.57 หากรัฐบาลนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ชาวนาได้ก็ต้องลาออกไป หรือ ต้องรอ ปปช.ชี้มูลว่านายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนครีกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่นายระวี รุ่งเรือง ประธานศูนย์ข้าวชุมชน ภาคตะวันตก กล่าวว่า การที่ชาวนาออกมาในครั้งนี้ ยืนยันว่าไม่มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง แต่ต้องการออกมาเรียกร้องเงินที่ชาวนาควรได้รับจากโครงการจำนำข้าว เพราะชาวนารอคอยมานานแล้ว และการที่รัฐบาลได้ออกมาบอกว่าไม่สามารถจ่ายเงินได้เนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม กปปส. ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะโครงการดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่ 1 ต.ค.56 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลยังมีอำนาจอยู่ก่อนยุบสภาทำไมถึงไม่จ่าย โดยปัจจุบันยังมีชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินอยู่ประมาณ 120,000 ล้านบาทส่วนกรณีที่กลุ่ม กปปส.เดินขบวนรับบริจาคและนำมาให้ชาวนาเป็นเงินทุนเพื่อต่อสู้นั้น ยินดีรับเงินสนับสนุนจากทุกกลุ่มที่จะเข้ามาสนับสนุน แต่ต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆ หากมีการทวงบุญคุณเกิดขึ้น ทางกลุ่มชาวนาก็พร้อมที่จะคืนเงินดังกล่าวให้ทันที
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เสรี อดีตสสร.จี้นายกฯ ลาออก -

เด็กไทยเจ๋งคว้าแชมป์’เชลล์ อีโคมาราธอนเอเขีย 2014′
วันนี้ (9 ก.พ.) รายงานข่าวจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ว่า ทีมเยาวชนจากประเทศไทยครองชัยชนะในการแข่งขันเชลล์ อีโค-มาราธอน เอเชีย 2014 ถึง 3 ประเภทเชื้อเพลิง โดยทีมฮาวมัช เอทานอล (How Much Ethanol) จากวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา กรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จในระยะทางที่ 2,730 กิโลเมตรด้วยเชื้อเพลิงเอทานอลเพียง 1 ลิตร ถือเป็นสถิติสูงสุดในการแข่งขันของปีนี้และเทียบเท่ากับระยะทางจากกรุงมะนิลาไปยังกรุงจาร์กาต้านอกจากนี้ ยังมีทีมเพื่อนๆ จากประเทศไทย นำโดยวิทยาลัยเทคนิคสกลนครร่วมเป็นผู้ชนะในประเภทเชื้อเพลิงแก๊สโซลีน และวิทยาลัยเทคโนโลยีรัตนโกสินทร์ในประเภทแบตเตอรี่ไฟฟ้า ตั้งแต่การแข่งขันเชลล์ อีโค-มาราธอน เอเชีย ได้เริ่มขึ้นเมื่อปี 2553 โดยปีนี้มีทีมร่วมแข่งขันกว่า 100 ทีม จาก 15 ประเทศนายจุมพล สิทธิรส ผู้จัดการทีมวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา กล่าวว่า สูตรลับในชัยชนะครั้งนี้ 97% เน้นไปที่ความมุ่งมั่นในการออกแบบตัวรถ ส่วนอีก 3% คือเรื่องเครื่องยนต์ รถคันนี้ออกแบบโดยยึดที่ผู้ขับขี่ที่กำหนดไว้แล้วเป็นหลัก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และยังได้ประดิษฐ์เครื่องยนต์ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะสูงสุดในการขับขี่อีกด้วย อีกทั้ง ยังได้ฝึกซ้อมในสนามที่ประเทศไทยซึ่งมีสภาพถนนคล้ายคลึงกับลูเนต้าพาร์คทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของการแข่งขัน เชลล์ อีโค-มาราธอน เอเชีย ซึ่งจัด ณ สนามแข่งลูเนต้าพาร์ค บนถนนใจกลางกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยในปีนี้ได้ย้ายมาจากเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิตที่ประเทศมาเลเซีย สถานที่จัดการแข่งขันแห่งใหม่นี้เป็นการออกแบบเพื่อทดสอบการประหยัดน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพในสภาพการจราจรในเมืองหลวงอย่างแท้จริงเมืองที้งนี้ การแข่งขันเชลล์ อีโค-มาราธอน เอเชีย ประจำปี 57 ประกอบด้วยรางวัลในสนาม 24 รางวัลมีรางวัลเป็นเงิน 2,000 ดอลลาร์ และ 1,000 ดอลลาร์ สำหรับผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศทั้งในประเภทต้นแบบและประเภทใช้งานได้จริง นอกจากนี้ ทีมต่างๆ ยังมีโอกาสเข้าแข่งขันสำหรับรางวัลนอกสนามอีก 6 รางวัล ได้แก่ รางวัลการสื่อสาร รางวัลการออกแบบยานยนต์ รางวัลนวัตกรรมด้านเทคนิค รางวัลความปลอดภัย รางวัลความพยายามและมุ่งมั่นในการแข่งขันและรางวัลการหล่อลื่นเชลล์ เฮลิกส์ เป็นต้นด้านนายอัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการ บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า รู้สึกยินดีและภาคภูมิใจมากอีกครั้งที่ทีมไทยสามารถชนะการแข่งขันเชลล์ อีโค-มาราธอน โดยมีนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ และทักษะของทีมทำให้ทีมมาเป็นที่ 1 ซึ่งต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 4 แล้ว โดยความสามารถของนักเรียนนักศึกษาจะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่วิศวกรรุ่นต่อไปในการตอบสนองต่อความต้องการด้านพลังงานในอนาคตอย่างแน่นอน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เด็กไทยเจ๋งคว้าแชมป์’เชลล์ อีโคมาราธอนเอเขีย 2014′