นายชูเกียรติ โอกาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาสต็อกข้าวที่มีอยู่ 17-18 ล้านตันให้เหลือ 5 ล้านตัน เนื่องจากปริมาณสต็อกข้าวที่มากทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกปรับราคาลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นแนวทางระบายข้าวหากเป็นข้าวเก่ามากๆ โดยเฉพาะปลายข้าวก็ต้องนำมาทำเป็นอาหารสัตว์และทำเป็นอาทานอล หรือข้าวเก่าที่อยู่ในสภาพที่ยังรับประทานได้ก็ขายในราคาถูก เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเริ่มนับหนึ่งใหม่ในอุตสาหกรรมข้าว “ตอนนี้ทุกอย่างมีปัญหาหมดเกี่ยวกับเรื่องข้าวทั้งคุณภาพ สต็อกข้าวที่ขายไม่ได้ ปัญหาการทุจริตในโครงการ งบประมาณในการดำเนินงาน ผู้ส่งออกข้าว และชาวนา ซึ่งหากปล่อยไปแบบนี้เรื่อยๆ รับรองว่า รัฐบาลและเอกชนก็ต้องหาแก้ปัญหาของเก่าๆ จนไม่มีเวลาได้พัฒนาวงการข้าว” อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการแก้ปัญหาสต็อกข้าวที่อยู่ในปัจจุบันคงใช้เวลาประมาณ 3 ปีที่จะทำให้สต็อกเหลือ 5 ล้านตัน เพราะจะมีข้าวใหม่ในแต่ละปีทะยอยเข้ามาอยู่ในสต็อกปีละหลายล้านตัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พ่อค้าแนะรัฐโละสต๊อกเหลือ 5 ล้านตัน
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

พ่อค้าแนะรัฐโละสต๊อกเหลือ 5 ล้านตัน
-

คาดยอดขายนิคมอุตฯ ปี 57 ลด 30 %
นายทวิช เตชะนาวากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย อินดัสเตรียล เอสเตท ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมไฮเทค (บ้านหว้า) และที่ปรึกษากิติมศักดิ์สมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร เปิดเผยว่า แนวโน้มยอดขายนิคมอุตสาหกรรม และเขตประกอบการปี 57 คาดว่า ลดลง 20-30% จากปี 56 ที่มียอดขายรวม 5,000 ไร่ เนื่องจากการลงทุนที่ชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมทั้งผลกระทบทางการเมืองไทย และศักยภาพการแข่งขันของไทยเริ่มลดลง จากนโยบายเพิ่มค่าแรง 300 บาท ทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยสูงขึ้น “แม้ว่าการเลือกตั้งจะผ่านไปแล้ว จุดดีก็คือไม่มีเหตุรุนแรงทำให้นักลงทุนเก่าไม่ได้แตกตื่นอะไร แต่นักลงทุนใหม่เองคงจะต้องรอความชัดเจนแน่นอน และถ้ารอไม่ได้ก็คงมองที่อื่น ส่วนนักลงทุนเก่านั้นคงไม่ไปไหนซึ่งช่วงนี้ยังถือว่าเป็นช่วงปิดบัญชีของญี่ปุ่นการขายพื้นที่ช่วงนี้ทุกปี จึงเป็นช่วงชะลอตัว และหลังเดือนเม.ย.ไปแล้ว จะกลับมาบูมใหม่ ดังนั้นการลงทุนระยะนี้ จึงต้องรอดูต่อไป หากการเมืองยืดเยื้อกว่า 6 เดือน จะส่ลผลกระทบอย่างชัดเจน แต่จะมากน้อยเพียงใด ยังตอบไม่ได้” นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กนอ. เห็นชอบให้ กนอ. ร่วมกับเอกชนจัดตั้งนิคมฯ ใหม่อีก 5 แห่ง ประมาณ 8,719 ไร่ คาดว่า จะมีมูลค่าการลงทุน 309,000 ล้านบาท และมีการจ้างงานไม่น้อยกว่า 120,000 คน เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม รองรับการขยายตัวภาคอุตสาหกรรม สำหรับนิคมฯ แห่งใหม่ คือ โครงการนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 4 จังหวัดชลบุรี พื้นที่โครงการประมาณ 653 ไร่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ดำเนินงานโดย บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค คาดว่า มีมูลค่าการลงทุน 22,000 ล้านบาท และเกิดการจ้างงาน 54,000 คน , โครงการนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 5 จังหวัดชลบุรี พื้นที่โครงการประมาณ 1,472 ไร่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ดำเนินงานโดย บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค คาดว่า จะมีมูลค่าการลงทุน 52,000 ล้านบาท และเกิดการจ้างงาน 13,000 คน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คาดยอดขายนิคมอุตฯ ปี 57 ลด 30 % -

อาเซียนเดินหน้าร่วมมือพัฒนาเอสเอ็มอี
นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน ที่ประเทศพม่า ว่า ที่ประชุมได้หารือประเด็นด้านเศรษฐกิจโดยจะให้ความสำคัญพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีมากขึ้นในปี 57 พร้อมทั้งให้ภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการดำเนินการหลังปี 58 ซึ่งขณะนี้อาเซียนได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออกทำการศึกษาว่าอาเซียนหลังจากมีการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้วควรจะมีทิศทางความร่วมมือกันต่อไปอย่างไร เพื่อให้อาเซียนมีความร่วมมือแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ อาเซียนยังได้เร่งรัดให้มีการเจรจาจัดทำความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรืออาเซียน+6 ให้บรรลุผลการเจรจาในปี 58 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับการเปิดเออีซีเพื่อผลักดันให้เป็นความตกลงการค้าเสรีที่มีมาตรฐานสูงและครอบคลุมประชากรกว่า 3,000 ล้านคนทั่วโลก รวมทั้ง จะมีการเจรจายกระดับการเปิดเสรีภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน การเริ่มเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง เพื่อใช้ฮ่องกงเป็นประตูการค้าของอาเซียนสู่จีน รวมทั้งจะมีการพิจารณาจัดลำดับความสำคัญในการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศคู่เจรจาของอาเซียนด้วย นายสมเกียรติ กล่าวว่า อาเซียนยังได้มีการติดตามความคืบหน้าเออีซี โดยพบว่ามีความคืบหน้าพอสมควร ซึ่งการวัดผลล่าสุดอาเซียนดำเนินการตามแผนได้ 79.43% โดยสิงคโปร์มีความคืบหน้ามากที่สุด รองลงมา คือ ไทย ส่วนประเทศอาเซียนอีก 8 ประเทศ มีความคืบหน้าไม่ต่างกันมาก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อาเซียนเดินหน้าร่วมมือพัฒนาเอสเอ็มอี