เดือน: กุมภาพันธ์ 2014

  • ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทย – พลังงานรอบทิศ

    ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทย – พลังงานรอบทิศ

    เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากในเวทีต่าง ๆ ที่เสวนาเกี่ยวกับเรื่องพลังงานก็คือ ประเทศไทยมีแหล่งสำรองปิโตรเลียมมากน้อยขนาดไหน บางคนก็บอกว่ามีมากติดอันดับโลก บางคนก็บอกว่ามีน้อยใช้อย่างนี้อีกไม่กี่ปีก็หมด สำหรับผมจะไม่บอกว่ามีมากหรือน้อยหรอกครับ แต่ขอให้ข้อคิดเอาไว้ว่า ไม่ว่าเราจะมีมากหรือน้อย แต่ที่แน่ ๆ คือตอนนี้เราผลิตพลังงานได้เองไม่พอใช้ ต้องนำเข้าในปริมาณมากทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ถ้าเรามีแหล่งพลังงานมากอย่างที่ว่ากันจริง ๆ วันนี้ชาติมหาอำนาจหรือบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ข้ามชาติจะต้องแห่เข้ามาลงทุนด้านธุรกิจสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมในบ้านเรากันอย่างมากมาย ไม่ใช่มีแค่หนึ่งหรือสองบริษัทอย่างทุกวันนี้ และจนถึงวันนี้ เราได้เปิดให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศมาเป็นเวลาร่วม 50 ปีแล้ว มีการเปิดให้สัมปทานปิโตรเลียมมาแล้ว 20 รอบ และกำลังจะเปิดรอบที่ 21 เร็ว ๆ นี้ ถ้าเรามีแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่จริง ๆ ก็น่าจะมีการค้นพบกันไปนานแล้ว เรื่องปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พูดกันอยู่ในบ้านเรานี่ทำเอาคนไทยสับสนกันมากนะครับ เพราะเอาคำว่า Recoverable Resources ซึ่งหมายความถึงทรัพยากรที่คาดว่าจะค้นพบได้ มาปนกับคำว่า Petroleum Reserve ซึ่งหมายถึงปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่มีการสำรวจค้นพบและพิสูจน์แล้ว แล้วเอาไปพูดทำให้คนเข้าใจผิดไขว้เขวกันไปหมด ในทางวิชาการ ความหมายของปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่มีการสำรวจและค้นพบแล้วยังแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ 1. Proved Reserve (P1) คือ ปริมาณสำรองที่สำรวจและพิสูจน์แล้ว มีความเชื่อมั่น 85-90% ว่ามีแน่นอนตามที่ได้ประเมินเอาไว้ ซึ่งตัวเลขนี้เมื่อประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย รวมทั้งสำนักงานการบัญชี ผู้ตรวจสอบ และสถาบันทางการเงิน ยอมให้ประเมินเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สิน (Asset) ของบริษัท 2. Probable Reserve (P2) คือ ปริมาณสำรองที่ยังไม่ได้พิสูจน์ แต่ผู้สำรวจมีความเชื่อมั่น 50% ว่ามีแน่ตามที่ประเมินเอาไว้ ซึ่งเอาไปใช้ประเมินเป็นทรัพย์สินไม่ได้ แต่ยังสามารถเอาไปใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันเงินกู้ได้ 3. Possible Reserve (P3) คือ ปริมาณสำรองที่ผู้สำรวจมีความเชื่อมั่นพียง 15% ว่ามีแน่ ถือว่ามีการสำรวจแล้ว มีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าได้ค้นพบแหล่งปิโตร เลียมแล้ว แต่ไม่สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันใด ๆ ทางการเงินได้ จะเห็นได้ว่าแม้แต่ปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่สำรวจและค้นพบแล้ว ยังมีการแบ่งแยกออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามความไม่แน่นอนในผลของการสำรวจ ซึ่งนี่ก็คือความเสี่ยงในการทำธุรกิจสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงนั่นเอง ดังนั้น ต่อไปนี้เวลาได้ยินใครพูดว่าประเทศไทยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมเยอะ อย่าลืมถามเขาด้วยนะครับ ว่าเขาพูดถึงอะไร P1, P2 หรือ P3!!!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทย – พลังงานรอบทิศ

  • ‘อานุสรา’ ชี้ ผู้บริหารใหม่ ต้องมองการณ์ไกล

    ‘อานุสรา’ ชี้ ผู้บริหารใหม่ ต้องมองการณ์ไกล

    ดูเหมือนว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ ปณท. จะเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่ดูจะมีรายได้และกำไรที่ดีจากการพึ่งพา ตัวเองมากที่สุด ด้วยการมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกล เพื่อการปรับตัวในการดำเนินธุรกิจปัจจุบันให้อยู่รอดได้ วันนี้ ไปรษณีย์ไทยสามารถสร้างรายได้ให้กับองค์กรได้ปีละกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท นางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เล่าว่า ไปรษณีย์ไทยได้พิสูจน์ตัวเองด้วยความสำเร็จมากมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ทั้งนี้ หากไม่มีการวางแผนอนาคตที่ดี ก็ต้องเกิดปัญหาแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ตนเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไปรษณีย์ไทย 3 ปี กว่า จนใกล้ครบวาระที่จะมีการคัดเลือกผู้บริหารคนใหม่มาทำหน้าที่แทน ตนก็มั่นใจว่าคนใหม่จะนำพาไปรษณีย์ไทยก้าวไปยังทศวรรษหน้าได้อย่างแน่นอน สำหรับสิ่งที่อยากเห็นผู้บริหารท่านใหม่ที่จะมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไปรษณีย์ไทยคนต่อไปนั้น ควรจะเป็นคนที่มองไปข้างหน้าและให้มากกว่าที่ตนมองอยู่ในขณะนี้ด้วย เพื่อจะนำพาพนักงานไปรษณีย์ไทย 22,000 คนก้าวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง ถือเป็นเรื่องที่ผู้บริหารเบอร์ 1 ต้องถ่ายทอดนโยบาย ทิศทางให้บุคลากรทั้งหมดได้ปรับตัวไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม วันนี้ ไปรษณีย์ไทยได้พิสูจน์ศักยภาพในการปรับตัว ความร่วมมือขององค์กรเพื่อเป้าหมายเดียวกัน จากที่เคยมีกำไร 200 ล้านบาทในปี 47 แต่ปี 56 ทำกำไรได้ถึง 1,250 ล้านบาท “ระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ แบรนด์ของไปรษณีย์ไทย โดยผลวิจัยยืนยันว่า ความเชื่อมั่นในแบรนด์สูงขึ้นถึง 88%” นางสาวอานุสรา เล่าว่า จากบริการต่าง ๆ ที่ทำขึ้น แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาไปรษณีย์ไทย จนกลายเป็นเครือข่ายชีวิตและเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งนอกจากส่งของแล้ว ไปรษณีย์ไทยยังเป็นช่องทางให้คนไทยได้ขายของด้วย ด้วยความมุ่งมั่นในงานบริการเพื่อให้คนไทยได้รับ ส่งของตลอด 24 ชั่วโมง ปีนี้ ได้ร่วมมือกับเซเว่น อีเลฟเว่น ต่อยอดขีดความสามารถในบริการ “อีซี่แพ็ก” โดยลูกค้าสามารถส่งของได้ที่เซเว่นฯ ในขนาดกล่อง 3 กล่องให้เลือกและแพ็กเองง่าย ๆ เบื้องต้นจะเปิดบริการในเซเว่นฯ 24 สาขา และจะเพิ่มเป็น 60 สาขา เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก่อนจะขยายสาขาทั่วประเทศ สำหรับรายได้ปีนี้ ตั้งไว้ที่ 20,647 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.38% โดยมีกำไรสุทธิประมาณ 1,700 ล้านบาท ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซโต การส่งพัสดุโดยเฉพาะอีเอ็มเอส (EMS) ปี 56 โตขึ้น 10% จากจำนวนการส่ง 82 ล้านชิ้นในปี 55 จนถึงปี 56 อยู่ที่ 91 ล้านชิ้น ส่วนผลการดำเนินงานในปี 56 ที่ผ่านมา มีรายได้รวมทั้งสิ้น 19,391 ล้านบาท กำไรสุทธิ  1,250 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจสื่อสารครองรายได้สูงสุด 8,690 ล้านบาท ธุรกิจขนส่ง 8,150 ล้านบาท ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้ 1,064.69 ล้านบาท ตามด้วยธุรกิจการเงิน 781.59 ล้านบาท สิ่งที่ไปรษณีย์ไทยต้องทำคือเน้นบุคลากรที่ มีคุณภาพ ยอมรับว่าการส่งของไม่ได้ 100% ดังนั้นบุคลากรต้องให้ความสำคัญกับของที่จะส่ง โดยคนไปรษณีย์ไทยต้อง รู้จริง รู้ใจ และจริงใจ. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘อานุสรา’ ชี้ ผู้บริหารใหม่ ต้องมองการณ์ไกล

  • กสท.ทดลองทีวีดิจิตอลเม.ย.นี้ 4 จังหวัด

    กสท.ทดลองทีวีดิจิตอลเม.ย.นี้ 4 จังหวัด

    กสท. ดีเดย์ ทดลองออกอากาศทีวีดิจิตอล 1 เม.ย. แน่นอน ลั่นโครงข่ายทีวีต้องพร้อม คาดเริ่มทีวีดิจิตอลทางการเดือน มิ.ย. จ่อครอบคลุมเบื้องต้น 11 จังหวัด ก่อนขยายทั่วประเทศ พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 เม.ย. 57 ผู้ให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิตอล ได้แก่ กองทัพบก, บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), กรมประชาสัมพันธ์ และไทยพีบีเอส ต้องดำเนินการติดตั้งให้แล้วเสร็จ  เพื่อให้ดำเนินการทดลองออกอากาศทีวีดิิจิตอลในวันที่ 1 เม.ย. 57 จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ สงขลา และ นครราชสีมา สำหรับการทดลองออกอากาศทีวีดิจิิตอล แบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงแรก ทดลองออกอากาศเป็นบางช่วงเวลา ช่วงที่ 2 ทดลองออกอากาศพร้อมประกาศหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป (มัส เครี่) และช่วงที่ 3 การออกอากาศทีวีดิจิิตอล    จริง แต่ในช่วงการทดลองออกอากาศ กสท.จะดำเนินการปรึกษาทางกฎหมายว่า สามารถโฆษณาได้หรือไม่ ทั้งนี้การทดลองออกอากาศ ทีวีดิจิิตอล จะสิ้นสุดภายในเดือน พ.ค. 57 จึงสามารถออกอากาศอย่างเป็นทางการได้ช่วงเดือน มิ.ย. 57 อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาได้กำหนดการให้บริการครอบคลุมไว้เบื้องต้น 11 จังหวัด ได้แก่ เดือน เม.ย. 57 จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่  กรุงเทพฯ เชียงใหม่ สงขลา และ นครราชสีมา   เดือน พ.ค. 57  ขยายครอบคลุมเพิ่ม 3 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และ ระยอง ส่วน เดือน มิ.ย. จะขยายเพิ่ม  4 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี สุโขทัย ขอนแก่น และอุดรธานี  ทำให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวจะสามารถรับชมทีวีดิจิิตอลได้ในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนที่จะขยายการให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสท.ทดลองทีวีดิจิตอลเม.ย.นี้ 4 จังหวัด