นายวิเชียร อุษณาโชติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม เปิดเผยว่า ราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินในปีนี้ยังมีแนวโน้มทรงตัวสูงต่อเนื่อง โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์91 คาดว่าราคาเฉลี่ยอยู่ที่ลิตรละ 37-39 บาท น้ำมันอี 20 ราคาเฉลี่ยลิตรละ 34-36 บาท เนื่องจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเฉลี่ยอยู่ที่ 32 -33 บาทดอลลาร์สหรัฐรวมทั้งองค์การพลังงานระหว่างประเทศ(ไออีเอ) คาดการณ์ความต้องการน้ำมันจะอยู่ที่ระดับ 92.60 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มจากปี 56 ที่ระดับ 91.29 ล้านบาร์เรลต่อวันเนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและเศรษฐกิจของประเทศเอเชีย ยังขยายตัวต่อเนื่อง“ปีนี้คงไม่เห็นราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ กลุ่มเบนซินต่ำกว่าปีที่ผ่านมา เพราะเงินค่าเงินที่อ่อนค่าลง ซึ่งไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันจึงทำให้ราคาสูงขึ้น แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปีนี้ คาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 103.5ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะลดลงจากปี 56 ที่ราคา 105.45 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลก็ตาม ส่วนราคาน้ำมันดีเซล คาดว่า เฉลี่ยอยู่ที่ ลิตรละ 30 บาทแต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ว่า มีนโยบายในการดูแลราคาน้ำมันดีเซลอย่างไร ขณะที่ความต้องการการใช้น้ำมันในประเทศคาดว่าขยายตัวไม่มากประมาณ 3-4 % เนื่องจากส่วนหนึ่งหันไปใช้พลังงานทดแทน เช่น ก๊าซเอ็นจีวีแอลพีจีแทน” นายวิเชียร กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บางจากคาดปีนี้ราคาน้ำมันยังแพง
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

บางจากคาดปีนี้ราคาน้ำมันยังแพง
-

วสท.แจงเหตุลิฟท์รพ.รามาฯ ถล่ม
ที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 26 ก.พ. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์นายก วสท. เปิดเผยถึงกรณีที่ปูนขนาดใหญ่ถล่มลงมาทับคนงานก่อสร้างอาคารสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ว่า หลังจากที่วสท.ได้นำผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบโครงสร้างแล้ว พบว่าปล่องลิฟท์หรือสลิปฟอร์มนั้น หักหล่นกระแทก แผ่นทางเดินเชื่อมระหว่างอาคาร 1 และอาคาร 2เนื่องจากปล่องลิฟท์นั้น ก่อสร้างลักษณะที่สูงขึ้นไปจากพื้นถึง 26 เมตร เป็นลักษณะคล้ายไม้บรรทัด 2 อัน ยื่นขึ้นไปตามแนวสูงรวมทั้งค่อนข้างบาง และการใช้เหล็กค้ำยันที่อาจจะห่างจนเกินไปไม่มีลักษณะของการไขว้เพื่อความแน่นหนา ประกอบกับอยู่ในพื้นที่ริมทะเลซึ่งมีลมพัดแรงตลอดเวลา อาจมีผลกระทบทำให้ข้อต่อของเหล็กค้ำยันไม่มั่นคงจนหักกลางลงมาทันทีทั้งนี้ ในส่วนของวสท. มีข้อเสนอแนะเบื้องต้นให้แก่ผู้บริหารโครงการไปแล้วว่าต้องเร่งหาสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว เพื่อเป็นองค์ความรู้ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกในอนาคต และหากมีการก่อสร้างงานในลักษณะนี้อีกจะต้องทำให้รัดกุมกว่านี้ เช่น การใช้เหล็กค้ำยันในลักษณะไขว้กันเพื่อเพิ่มความแข็งแรง เป็นต้น พร้อมกันนี้จะนำกรณีนี้เป็นกรณีศึกษาเพื่อเร่งจัดทำมาตรฐานในการก่อสร้างอาคารสำหรับวงการต่อไป โดยจะให้ความสำคัญทั้งมาตรฐานด้านการออกแบบที่ดี การใช้วัสดุที่ดี การก่อสร้างที่ดีและการบำรุงรักษาที่ดี ซึ่งปัจจุบันยังมีเพียงมาตรฐานด้านการออกแบบที่ดีเท่านั้นด้านนายสิริวัฒน์ ไชยชนะเลขาธิการ วสท. กล่าวว่า จากการสำรวจโดยรอบ เบื้องต้นพบว่าการก่อสร้างแผ่นปูนทางเชื่อมระหว่างอาคารนั้นมั่นคงแข็งแรงแต่สาเหตุที่ทำให้ถล่มลงมานั้น เนื่องจากได้รับแรงกระแทกจากปล่องลิฟท์ หรือสลิปฟอร์ม ซึ่งสูงจากพื้น 25-30 เมตร หักลงมากระแทกใส่จนแผ่นปูนดังกล่าวถล่มทับคนงานที่นั่งพักอยู่ในชั้นล่างได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตรวมถึงคนงานที่ทำงานอยู่ด้านบนของสลิปฟอร์มดังกล่าวด้วยทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบแท่งปูน ที่ทำเป็นปล่องลิฟท์ พบว่ามีการหักโค่นช่วงกลางของแผ่นปูนซึ่งอาจเกิดความไม่สมดุลระหว่างการก่อสร้างหรืออาจมีสิ่งใดไปกระแทกด้านบนของปล่องลิฟท์ดังกล่าว จนทำให้หักโค่นลงมา โดยจะนำแท่นปูนดังกล่าวไปตรวจสอบแรงอัดของคอนกรีตในห้องปฏิบัติการด้วยว่าเป็นการเร่งก่อสร้าง โดยที่คอนกรีตยังไม่แข็งแรงเพียงพอหรือไม่รวมถึงตรวจสอบวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง เช่น ปูน เหล็กว่าใช้ของที่มีคุณภาพตามที่กำหนดหรือไม่ เป็นต้น คาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ จึงจะได้ข้อสรุปของตัวแปรต่าง ๆ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วสท.แจงเหตุลิฟท์รพ.รามาฯ ถล่ม -

ปี 56 การบินไทยขาดทุน 1.2 หมื่นล้าน
นายโชคชัย ปัญญายงค์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสสายกลยุทธ์ และพัฒนาธุรกิจรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทฯและบริษัทย่อย ประจำปี 56 ตั้งแต่เดือนม.ค.-ธ.ค.56มีรายได้รวม 211,605 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ12,000 ล้านบาท ต่ำกว่าปี 55 ที่มีกำไรสุทธิ 6,510 ล้านบาทซึ่งผลขาดทุนมาจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบิน 5,426ล้านบาทขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 3,895 ล้านบาท และขาดทุนจากการดำเนินงาน 2,679 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 5.52 บาทต่ำกว่าปี 55 ที่มีกำไรต่อหุ้น 2.85 บาททั้งนี้สาเหตุการขาดทุนมาจากหลายปัจจัย ทั้งการแข็งค่าของเงินบาทซึ่งเป็นปัจจัยลบที่กระทบต่อผลการดำเนินงานเนื่องจากสัดส่วนรายได้และค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นเงินตราต่างประเทศส่งผลให้การบินไทยต้องขาดทุนจากส่วนนี้ถึง 3,608 ล้านบาท แย่กว่าปีก่อนที่เคยมีกำไรถึง 4,662 ล้านบาท นอกจากนี้ในปี 56 อุตสาหกรรมการบิน ยังมีการแข่งขันอย่างรุนแรงทั้งจากการเข้าสู่ตลาดของสายการบินรายใหม่ รวมทั้งสายการบินต่างๆได้รับมอบเครื่องบินใหม่เพิ่มจนเกิดการแข่งขันสูง ที่สำคัญในไตรมาส 4ซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยวประเทศจีนได้ประกาศบังคับใช้กฎหมายด้านการท่องเที่ยวฉบับใหม่ซึ่งมีผลกระทบต่อราคาทัวร์ต่างประเทศทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยลดลงต่อเนื่องประกอบกับเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศจึงส่งผลให้ปริมาณการขนส่งผู้โดยสารในไตรมาส 4 ลดลง และทำให้อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่74.1% ลดลงจากปีก่อนซึ่งเฉลี่ย 76.6%
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปี 56 การบินไทยขาดทุน 1.2 หมื่นล้าน