นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลผลกระทบทางเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อปรับลดประมาณการข้อมูลภาคอุตสาหกรรมในเดือนมี.ค. นี้ ทั้งผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรม จากเดิมสศอ. คาดว่า จะขยายตัว 3-4 % ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดิมคาดว่า ขยายตัว 1.5-2.5 % และการส่งออกภาคอุตสาหกรรม เดิมคาดว่า ขยายตัว 5% ซึ่งการปรับลงดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลจีดีพีของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ปรับลดลงเหลือ 3-4% จากเดิม 4-5% “หลังจากสศช. ปรับลดจีดีพีลง จึงทำให้สศอ. ต้องมาพิจารณาตัวเลขของสศอ. เพราะข้อมูลอ้างอิงที่ สศอ.ใช้ประมาณการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ประกอบกับข้อมูลการผลิตที่ สศอ.ได้รับจากผู้ประกอบการประมาณ 60% ของทั้งหมดที่ต้องรวบรวม เพื่อคำนวณเอ็มพีไอเดือนม.ค. 57 พบว่า ทั้งการผลิตเพื่อส่งออก และผลิตเพื่อขายในประเทศปรับตัวลดลงทั้งหมดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 56 ” สำหรับสถานการณ์การเมืองที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในทางอ้อม คือการผลิตและส่งสินค้าทั้งในและต่างประเทศ แม้ยังผลิตได้ตามปกติ แต่ยอดขายสินค้าลดลง โดยจากการสำรวจความเห็นผู้ประกอบการพบว่า มียอดขายลดลง 16-18% และถูกชะลอการสั่งสินค้าประมาณ 20% จึงต้องลดกำลังการผลิตลง โดยสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่น เพราะกว่าจะมีการตัดสินใจ เลือกลงทุนในไทย นักลงทุนต่างชาติได้ศึกษาระยะหนึ่งแล้ว แต่บางรายอาจจะมีการชะลอการลงทุนเพื่อดูสถานการณ์ก่อน ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ค่ายรถยนต์ต่างๆในต่างประเทศ เริ่มลงทุนในอินโดนีเซียมากขึ้นนั้น มองว่าไม่ได้มาจากผลกระทบการเมืองไทย แต่เพราะอินโดนีเซีย เป็นตลาดที่มีศักยภาพด้วยจำนวนประชากรที่มากกว่าไทยประมาณ 3 เท่า แต่การคลอบครองรถยนต์ต่อประชากรยังต่ำกว่าไทยมาก และขณะนี้ประชากรอินโดนีเซีย เริ่มมีรายได้มากขึ้น ความต้องการรถยนต์มีมากขึ้น “ข้อมูลการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ที่ออกมาไม่ดี และแนวโน้มว่าดัชนีเอ็มพีไอจะติดลบต่อเนื่องนี้ เป็นแนวทางเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยล่าสุดว่า ในเดือนม.ค. 57 ความเชื่อมั่นอยู่ที่ 86.9 ลดลงจากระดับ 88.3 ในเดือนธ.ค. 56 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 55 เดือนนับแต่เดือนมิ.ย. 52 และเป็นระดับที่ต่ำกว่า 100 ต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 19 นับแต่เดือนก.ค. 55”.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งลดจีดีพีภาคอุตสาหกรรมยกแผง
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

เล็งลดจีดีพีภาคอุตสาหกรรมยกแผง
-

ส่งออกม.ค.ติดลบ1.98%
นางศรีรัตน์รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าไทยเดือนม.ค. 57 มีมูลค่า17,907 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน1.98% เนื่องจากปัญหาความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศอาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้นำเข้าสินค้าจากประเทศไทย ที่ไม่มั่นใจว่าจะส่งมอบสินค้าได้ทันเวลา เบื้องต้นได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ไปทำความเข้าใจกับประเทศคู่ค้าและผู้นำเข้าให้เข้าใจแล้วว่าไทยไม่มีปัญหาและยังคงทำการผลิตส่งออกได้ตามปกติ รวมถึงกรณีของภาวะภัยแล้ง ที่มีผลต่อผลการผลิตสินค้าเกษตร เป็นต้น ส่วนการนำเข้าในเดือนม.ค. 57 มีมูลค่า 20,428ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 15.50% เป็นการนำเข้าลดลงในกลุ่มของเครื่องจักรที่ก่อนหน้านี้มีการนำเข้ามามากแล้ว ส่งผลให้เดือน ม.ค. ไทยขาดดุลการค้ามูลค่า2,521 ล้านเหรียญสหรัฐ “ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้นำเข้าบางประเทศที่ไม่เชื่อว่าไทยจะส่งมอบสินค้าได้ทันหรือกระทบต่อการผลิตและโลจิสติกส์ ดังนั้นถือว่าเป็นปัญหาระยะสั้นๆ เพราะผู้ประกอบการไทยสามารถส่งสินค้าได้ตามเวลา แต่ในระยะยาวยังกังวลการขยายการลงทุนในกลุ่มสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีเช่น สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าไม่มีการลงทุนเพิ่มเติมจะกระทบต่อการส่งออกของไทยในระยะต่อไป” สำหรับการส่งออกที่ลดลงเป็นการลดลงในกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร 7.5% สินค้าสำคัญที่ลดลง เช่น ข้าวลด 7.5% ยางพารา ลด 6.8% อาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูปลด 2.2% กุ้งแช่แข็งและแปรรูป ลด 34.2% ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ลด 7.6% น้ำตาล ลด 18.8% ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมลด 0.2% สินค้าสำคัญที่ลดลง เช่น ยานยนต์และส่วนประกอบ ลด12.4% วัสดุก่อสร้าง ลด 40.8% ผลิตภัณฑ์ยาง ลด 2.5% อย่างไรก็ตามแม้การส่งออกจะลดลงแต่ภาพรวมพบว่าตลาดส่งออกหลายๆ ตลาดเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดหลัก ได้แก่ สหภาพยุโรป (อียู)เพิ่มขึ้น 4.6% ญี่ปุ่น เพิ่ม 1.8% สหรัฐฯเพิ่ม 0.4% แต่ตลาดศักยภาพสูง ได้แก่ อาเซียน ลดลง 5% จีน ลด 0.8% ฮ่องกงลด 14% อินเดีย ลด 11.6% ส่วนตลาดศักยภาพรองได้แก่ ทวีปออสเตรเลีย ลด 24.2% ลาตินอเมริกา ลด 3.7% โดยตลาดตะวันออกกลาง เพิ่ม 3.5% แอฟริกา เพิ่ม 0.8% และสหภาพยุโรปใหม่เพิ่ม 3% แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ในปี 57กระทรวงได้มีการประเมินสถานการณ์ส่งออกในกรณีดีที่สุดว่าจะขยายตัวที่ 5% และกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือขยายตัว 3% เท่านั้น แต่ไม่มีการประเมินว่าการส่งออกจะติดลบซึ่งปัจจัยบวกของการส่งออกที่สำคัญที่สุดคือ เศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัวดีและปัจจัยลบคือปัญหาการเมืองภายในที่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นความสามารถการส่งสินค้าได้ตรงตามเวลา ทั้งนี้ การส่งออกเดือนม.ค.ยังไม่ส่งสัญญาณเลวร้าย เพราะ มูลค่าการส่งออกที่ 17,907 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับ ม.ค. ของปี 56 พบว่ามีมูลค่ากว่า 18,200 ล้านเหรียญฯ และ ม.ค. 55 มูลค่า เพียง 15,700 ล้านเหรียญฯ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การนำเข้าเดือน ม.ค. 57 ขยายตัดลดลงถึง 15.5% เนื่องจากการใช้จ่ายและการลงทุนภายในประเทศลดลงทำให้การนำเข้าสินค้าทุนเพื่อมาผลิตสินค้าน้อยลงไปด้วยโดยการใช้จ่ายและการลงทุนที่ลดลง มาจากสาเหตุที่สำคัญคือการลงทุนมีการชะลอออกไปก่อนเพราะไม่มั่นใจปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นและฐานการนำเข้าสินค้าของต้นปีที่ผ่านมาสูงส่งผลให้การนำเข้าเดือนม.ค.ชะลอลงค่อนข้างมาก รวมทั้งค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงค่อนข้างมาก ทำให้ต้นทุนทุนการนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักร มีการนำเข้าที่น้อยลง “ภาพรวมทางเศรษฐกิจของไทยเห็นได้ชัดว่าภาคการท่องเที่ยงได้รับผลกระทบจากการเมืองค่อนข้างมากจากปีที่ผ่านมาขยายตัวได้กว่า 20% แต่เดือน ม.ค.นี้ คาดว่าการท่องเที่ยวจะไม่ขยายตัวเลย หากแยกเป็นการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯเพียงอย่างเดียวจะขยายตัวติดลบ แต่ในต่างจังหวัดยังขยายตัวได้เล็กน้อยทำให้ภาพรวมของการท่องเที่ยวยังไม่ขยายตัวติดลบ โดยสศค. คาดว่าปลายปีนี้เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวดีขึ้นเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และการส่งออกกลับมาขยายตัวได้ดี”.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ส่งออกม.ค.ติดลบ1.98% -

ชาวนาไทยจนสุดในอาเซียน
นายอัทธ์พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลวิเคราะห์ข้าวไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนว่าขณะนี้กำไรสุทธิต่อไร่ของชาวนาไทยอยู่ในระดับที่ต่ำสุดของชาวนาในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยผลศึกษาพบว่าชาวนาไทยมีกำไรสุทธิที่1,555.97 บาทต่อไร ต่ำกว่าชาวนาพม่าที่มีกำไรสุทธิ 3,484.1 บาทต่อไร่ และเวียดนามมีกำไรสุทธิ 3,180.74 บาทต่อไร่เนื่องจากต้นทุนการผลิตของชาวนาไทยสูงกว่าประเทศอื่นๆอย่างมากแม้ว่าราคาข้าวไทยจะสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม ทั้งนี้หากพิจารณารายละเอียดพบว่าชาวนาในประเทศไทยจะมีการถือครองที่ดินเฉลี่ยที่20 ไร่ต่อครัวเรือน โดยปริมาณข้าว 1 ตันต้องใช้ที่ดิน 2.22 ไร่ และแต่ละปีทำนาได้2 ครั้ง ส่งผลให้มีกำไรสุทธิที่ 28,035.5 บาทต่อปี ส่วนเวียดนามจะถือครองที่ดินรายละ 6.25 ไร่มีผลผลิต 1 ตัน ต่อนา 1.11 ไร่ ในแต่ละปีทำนาได้ 3 ครั้ง ทำให้มีกำไรสุทธิ 54,217.23 บาทต่อปี และ พม่าถือครองที่ดิน 10ไร่ต่อราย ผลผลิตข้าว 1 ตันต่อนา 2.38 ไร่ แต่ละปีทำนา 2 ครั้งทำให้มีกำไรสุทธิ29,278.11 บาทต่อตัน “เป็นการสำรวจปี55 ที่ชาวนาไทยมีต้นทุน 9,763.4 บาทต่อไร่ มีรายได้ 11,319.37 บาทส่งผลให้มีเงินเหลือ 1,555.97 บาท, เวียดนามมีต้นทุน 4,070.76 บาทต่อไร่ มีรายได้ 7,251.5 บาท และเงินเหลือ 3,180.74 บาท,พม่า มีต้นทุน 7,121.76 บาท รายได้ 10,605.86 บาท และ เงินเหลือ 3,484.1 บาท ซึ่งไม่รู้ว่าจะพูดได้หรือไม่ว่าชาวนาไทยจะจนที่สุดในอาเซียนแม้ว่าจะมีรายได้มากที่สุดและที่ดินเฉลี่ยก็จะเยอะที่สุดก็ตามแต่ปัญหาคือชาวนาไทยมีต้นทุนสูงสุด” นายอัทธ์กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ชาวนาไทยมีกำไรสุทธิน้อยกว่าประเทศอื่นคือ ประสิทธิภาพการผลิตข้าวที่ปัจจุบันยังต่ำกว่าคู่แข่งโดยเฉพาะเวียดนาม,ต้นทุนการผลิตที่สูงมาก และ นโยบายการแทรกแซงตลาดของรัฐบาลดังนั้นต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญในการพัฒนาวงการข้าวภาพรวมของประเทศแบบยั่งยืน ขณะเดียวกันก็ควรตั้งกองทุนอุดหนุนชาวนาวงเงินปีละ 196,000 ล้านบาทโดยการเงินอุดหนุนชาวนา 40% ของต้นทุนการผลิต โดยปัจจุบันต้นทุนการผลิตชาวนาไทยเฉลี่ยที่ 9,763.40 บาทต่อตัน หากอุดหนุน 40% ก็จะทำให้กองทุนฯจ่ายเงินให้ชาวนาเฉลี่ยตันละ3,905.36 บาท แต่การอุดหนุนก็ไม่ควรเกินครอบครัวละ 20 ไร่ “แนวคิดดังกล่าวได้มาจากเวียดนามที่ปัจจุบันให้เงินอุดหนุนชาวประมาณ30% ของต้นทุนซึ่งก็ถือว่าดีเพราะเมื่อรัฐอุดหนุนต้นทุนแล้วชาวนาก็สามารถขายข้าวได้ตามกลไกตลาดโลกและรัฐบาลก็ไม่ต้องนำข้าวมาเก็บไว้ในสต็อกเหมือนกับโครงการรับจำนำข้าวที่อาจทำให้เกิดปัญหาข้าวเต็มสต็อกและต้องเสียค่าบริหารจัดการต่างๆปีละหลายหมื่นล้านบาท” นายอัทธ์กล่าวว่า ขณะนี้ข้าวหอมจากประเทศเพื่อนบ้านประกอบด้วยข้าวผกามะลิ ของกัมพูชา ข้าวจัสมินประเทศเวียดนาม และ ข้าวเพิร์ล ปอว์ ซาน ประเทศพม่า ทะยอยเข้ามาตีตลาดข้าวหอมมะลิไทยอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ประเทศเพื่อนบ้านไทยได้พัฒนาคุณภาพข้าวดังกล่าวจนทำให้ผู้บริโภคประเทศต่างๆเริ่มติดใจสินค้า โดยเฉพาะข้าวเพิร์ล ปอว์ ซาน และ ข้าวผกามะลิ เคยได้รับตำแหน่งข้าวดีที่สุดในโลกในปี55และ ปี 56 ที่ผ่านมาดังนั้นต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพข้าวไทยทั้งระบบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าและสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้าทั่วโลก ทั้งนี้เป็นห่วงว่าหากประเทศเพื่อนบ้านสามารถพัฒนาศักยภาพของข้าวปริมาณสินค้า และการตลาดในอนาคตก็จะมีหลายประเทศอาจเปลี่ยนการสั่งข้าวหอมมะลิไทยเป็นข้าวหอมจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาถูกกว่าไทย50-100 เหรียญฯต่อตันแทน เพราะต้องการที่จะประหยัดรายจ่ายในการใช้งบประมาณในแต่ละประเทศ “ตอนนี้ข้าวหอมมะลิไทยเริ่มทะยอยเสียตลาดในบางประเทศแล้วให้แก่ข้าวหอมจากทั้ง3 ประเทศซึ่งน่าเป็นห่วงว่าหากข้าวหอมจากพม่าและกัมพูชามีการเพิ่มปริมาณผลผลิตและมีการพัฒนาการทำตลาดในต่างประเทศอาจจะทำให้ข้าวหอมไทยเดือดร้อนแน่นอน ขณะที่ข้าวหอมจากเวียดนามแม้จะมีเมล็ดยาวสวยงามแต่ก็กำลังที่จะพัฒนาความหอมและรสชาดมาแข่งขันไทยอยู่แต่คาดว่าคงใช้เวลาไม่นาน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชาวนาไทยจนสุดในอาเซียน