ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงหลังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประมูลใบอนุญาต ให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจช่องทีวีดิจิตอล ทำให้กลุ่มธุรกิจที่แสวงหากำไร ในการผลิตกล่องทีวีดิจิตอลรองรับการใช้งาน 22 ล้านครัวเรือนและกว่า 60 ล้านคนทั่วประเทศ รุนแรงขึ้น นายทวี อุดมกิจโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สามารถวิศวกรรม จำกัด ในเครือ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เล่าว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงธุรกิจเกี่ยวกับกล่องรับสัญญาณภาพทีวีดิจิตอล (เซตท็อปบ็อกซ์) โดยเฉพาะกล่องที่ไม่มีคุณภาพเป็นอย่างมาก อีกทั้ง กสทช.ยังไม่มีมาตรฐาน ออกมาควบคุมผู้จำหน่ายกล่องแต่อย่างไร จึงอาจเกิดการแข่งขันที่รุนแรงและมีการตัดราคาของกล่องและนำสินค้าไม่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดได้ ส่วนตัวไม่อยากเห็นสินค้าอิเล็กทรอ นิกส์ที่ไม่มีคุณภาพ มูลค่าเป็น 1,000 ล้านบาท มาทิ้งในเมืองไทย “หวังว่า กสทช.จะออกมาตรการควบคุม โดยอาจจะใช้การวางเงินประกันเพื่อให้มีการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งตามกลไกแล้ว บริษัทที่นำสินค้าไม่มีคุณภาพมาจำหน่าย หลังจากขายไป 3 หรือ 6 เดือน จะปิดบริษัทหนี ผู้บริโภคจะได้รับความเดือดร้อน” อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานวางจำหน่ายแล้ว ในราคาเครื่องละไม่ถึง 1,000 บาท ดังนั้น กสทช. จะต้องให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้บริโภค โดยเฉพาะการรับสัญญาณทีวีดิจิตอล รวมถึงการรับชมที่ใช้กล่องรับสัญญาณร่วมกับเสารับสัญญาณ โดยไม่จำเป็นต้องใช้จานดาวเทียมทุกกรณีไป ทั้งนี้ กลุ่มสามารถ มีดีลเลอร์ ที่เป็นช่องทางจำหน่ายกล่องและเสารับสัญญาณให้กับบริษัทที่เพียงพอ อาทิ บานาน่าไอที ไอโมบาย และโฮมโปร ซึ่งหากลูกค้ามีข้อสงสัยสอบถามคอลเซ็นเตอร์ของสามารถได้ อีกทั้ง สินค้าของสามารถทุกชิ้นมีระยะเวลารับประกันที่ชัดเจน นายทวี เล่าว่า ปัจจุบันเสาอากาศรับสัญญาณมี 2 แบบ คือ Active Antena ที่ต้องใช้ไฟฟ้าเพื่อช่วยเพิ่มภาครับสัญญาณให้รับสัญญาณได้แรงขึ้น เหมาะกับบ้านที่อยู่ในมุมอับสัญญาณ หรือจุดที่ใช้เสาธรรมดารับไม่ได้ ส่วนแบบที่ 2 คือ Passive Antena เสาอากาศทั่วไป นำมาเชื่อมต่อกับกล่องรับสัญญาณ “เราจะจัดชุดจำหน่ายกล่องและเสารับสัญญาณในระดับราคาใกล้เคียงกับคูปองที่ทาง กสทช.จะแจก เพราะเชื่อว่ากำลังซื้อหลักจะมาจากการแจกคูปองที่จะทำให้ยอดขายสิ้นปีของสามารถอยู่ที่ 2 ล้านกล่อง จากปัจจุบันที่จำหน่ายไปแล้ว 5 หมื่นกล่องภายใน 2 เดือนกว่าๆ อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ บริษัทจะขายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลประมาณ 5 รุ่น จากปัจจุบันที่มีวางขายแล้วคือรุ่น Samart Strong ราคา 1,350 บาท แต่อนาคตจะมีทั้งรุ่นที่ถูก และแพงกว่านี้เข้ามาจำหน่าย โดยเฉพาะกล่องที่จะแปลงทีวีปกติให้กลายเป็นสมาร์ททีวีด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ โดยจะวางจำหน่ายช่วงไตรมาสที่ 3/57 ในราคาประมาณ 3,000 บาท ถือเป็นสิ่งที่ กสทช.ต้องทำความเข้าใจกับคนที่ไม่มีความรู้เรื่องทีวีดิจิตอลอย่างหนัก เพราะจะเป็นการป้องกันกลุ่มคนที่จะเข้ามาฉวยโอกาสในธุรกิจทีวีดิจิตอลด้วย. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หวั่นขยะอิเล็กทรอนิกส์เกลื่อนตลาดทีวีดิจิตอล
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

หวั่นขยะอิเล็กทรอนิกส์เกลื่อนตลาดทีวีดิจิตอล
-

ลุ้นรัฐส่งเสริมผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ผลิตรถยนต์แต่ละค่ายอยู่ระหว่างติดตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศในอาเซียนที่มีศักยภาพการเป็นฐานผลิต ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 3 ประเทศที่เป็นเป้าหมายคือไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งแต่ละประเทศยังไม่มีนโยบายส่งเสริมเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ยุโรป มีนโยบายชัดเจนว่าในอีก 10-20 ปี จะมีรถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นของรถที่มีในประเทศ “ ตอนนี้เริ่มเห็นนโยบายส่งเสริมออกมาแล้วในต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ มีนโยบายให้งบประมาณอุดหนุนผู้ผลิตอุปกรณ์ด้านการขนส่งที่ไม่พึ่งพิงน้ำมัน ซึ่งเป็นนโยบายที่ต่อเนื่องจากก่อนหน้านี้ให้การส่งเสริมผลิตอุปกรณ์ด้านขนส่งที่เป็นไฮบริดจ์ ขณะที่นโยบายจากบริษัทแม่ของผู้ผลิตรถยนต์ก็เริ่มมีการกำหนดนโยบายกำหนดสัดส่วนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อเทียบกับยอดผลิตทั้งหมด โดยการที่จะมีตลาดรองรับเติบโตขึ้นในอนาคต และบางบริษัทก็มีนโยบายเพิ่มการผลิตรถไฟฟ้า ตอนนี้แต่ละรายจึงต้องเริ่มมีการมองหาฐานผลิตว่าจะลงที่ไหน ซึ่งในอาเซียนตอนนี้ที่เป็นที่สนใจของผู้ผลิตคือไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย” สำหรับปัจจัยที่ผู้ผลิตรถยนต์ใช้ประกอบพิจารณาเพื่อเลือกตั้งฐานผลิต ซึ่งในส่วนของไทยถือว่ามีข้อได้เปรียบในเรื่องการเป็นห่วงโซ่การผลิตครบวงจร (ซัพพายเชน) ที่แข็งแกร่ง มีผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนให้จำนวนมากและปัจจุบันเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 9 ของโลก อันดับ 1 ของอาอาเซียน ด้วยส่วนแบ่งการผลิตอยู่ที่ 55% ของการผลิตทั้งภูมิภาค แต่มีข้อเสียเปรียบมาเลเซียและอินโดนีเซียเรื่องของต้นทุน ส่วนมาเลเซีย มีจุดเด่นเรื่องต้นทุนพลังงานที่ถูกซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลมาเลเซียใช้ดึงดูดการลงทุนในปัจจุบัน ขณะที่อินโดนีเซียมีจุดเด่นเรื่องของต้นทุนค่าแรง และจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพในอนาคต ส่วนโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล รุ่นที่2(อีโคคาร์2) ตอนนี้ผู้ผลิตรถค่ายต่างๆ ยังอยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลและติดตามความชัดเจนทางการเมืองในประเทศเพราะยังมีเวลาไปจนถึงสิ้นเดือนมี.ค. 57 ขณะที่รถยนต์อีโคคาร์ รุ่นที่1 ก็ยังดำเนินการผลิตตามปกติและมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้สูงขึ้นจากที่ผู้ผลิตบางรายสามารรถเปิดตลาดใหม่ได้ตั้งแต่กลางปี 56 ทั้งในสหรัฐฯ แคนาดา ทั้งนี้ ข้อมูลจาก ส.อ.ท. ระบุว่า ปี 56 ที่ผ่านมาไทยมีการผลิตรถยนต์ทั้งสิ้น2.457 ล้านคัน เป็นอันดับ 9 ของโลก และปี57 คาดว่าจะมีการผลิตทั้งสิ้น 2.4 ล้านคัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 1.2 ล้านคัน และขายในประเทศ 1.2 ล้านคัน และคาดว่ายอดผลิตจะแตะ3 ล้านคันต่อปีในปี 2560 ตามการผลิตรถยนต์อีโคคาร์รุ่นที่2 ที่คาดว่าหลังได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)แล้วผู้ผลิตจะเริ่มเดินเครื่องผลิตตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างภาษีรถอีโคคาร์ใหม่ที่จะลดลงเหลือ 12-14% จากเดิม 17% ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2559
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นรัฐส่งเสริมผลิตรถยนต์ไฟฟ้า -

จี้”พาณิชย์”ตรวจสอบราคาหมูชำแหละ
นายชัยยุทธ สุวรรณนิกขะ กรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาหมูชำแหละในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่สูงเฉลี่ย 150 บาทต่อกก. ซึ่งสูงกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นต้องการให้กรมการค้าภายใน (คน.) เข้าไปตรวจสอบราคาหมูชำแหละในตลาดสดทั่วไปว่าทำไมถึงขายแพงขนาดนี้ และเอาผิดกับผู้ที่มีพฤติกรรมค้ากำไรเกินควร เพราะจะทำให้การประชาชนบริโภคหมูลดลง จนส่งผลให้หมูล้นตลาดและกระทบต่อราคาหน้าฟาร์มซึ่งเป็นรายได้ของเกษตรกร ทั้งนี้หากราคาหน้าชำแหละที่ตลาดสดที่สูงระดับ 150 บาทต่อกก. ราคาหน้าฟาร์มก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 80 บาทต่อกก. แต่ในความเป็นจริงเกษตรกรผู้เลี้ยงไม่ได้จำหน่ายหมูเป็นในราคาที่สูง และการที่พ่อค้าหมูที่ขายหมูชำแหละในราคาที่สูงขนาดนี้ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมกับราคาอาหารสัตว์โดยเฉพาะข้าวโพดมีแนวโน้มราคาจะปรับตัวเพิ่มก็ยิ่งก็จะยิ่งเป็นภาระของเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู จึงเป็นหน้าที่ของ คน.จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรและผู้บริโภคในประเด็นดังกล่าว เพราะทางสมาคมได้ส่งสัญญาณไปยังคน.แล้ว หากยังนิ่งเฉยก็จะทำให้กลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นจนกระทบกับผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศ “ราคาหมูเป็นของเกษตรกรไม่ได้ขายในราคาที่สูงเกินจริงเราขายพออยู่ได้ตามต้นทุน แต่ราคาหน้าเขียงกลับสูงอย่างผิดปกติ และผู้ซื้อก็ไม่รู้ว่าต้นทุนของหมูชำแหละเป็นเพาณิชย์ เก็บจันทร์ 24 ก.พ. นายชัยยุทธ สุวรรณนิกขะ กรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ราคาหมูชำแหละในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่สูงเฉลี่ย 150 บาทต่อกก. ซึ่งสูงกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นต้องการให้กรมการค้าภายใน (คน.) เข้าไปตรวจสอบราคาหมูชำแหละในตลาดสดทั่วไปว่าทำไมถึงขายแพงขนาดนี้ และเอาผิดกับผู้ที่มีพฤติกรรมค้ากำไรเกินควร เพราะจะทำให้การประชาชนบริโภคหมูลดลง จนส่งผลให้หมูล้นตลาดและกระทบต่อราคาหน้าฟาร์มซึ่งเป็นรายได้ของเกษตรกร ทั้งนี้หากราคาหน้าชำแหละที่ตลาดสดที่สูงระดับ 150 บาทต่อกก. ราคาหน้าฟาร์มก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 80 บาทต่อกก. แต่ในความเป็นจริงเกษตรกรผู้เลี้ยงไม่ได้จำหน่ายหมูเป็นในราคาที่สูง และการที่พ่อค้าหมูที่ขายหมูชำแหละในราคาที่สูงขนาดนี้ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามเมื่อรวมกับราคาอาหารสัตว์โดยเฉพาะข้าวโพดมีแนวโน้มราคาจะปรับตัวเพิ่มก็ยิ่งก็จะยิ่งเป็นภาระของเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู จึงเป็นหน้าที่ของ คน.จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรและผู้บริโภคในประเด็นดังกล่าว เพราะทางสมาคมได้ส่งสัญญาณไปยังคน.แล้ว หากยังนิ่งเฉยก็จะทำให้กลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นจนกระทบกับผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศ “ราคาหมูเป็นของเกษตรกรไม่ได้ขายในราคาที่สูงเกินจริงเราขายพออยู่ได้ตามต้นทุน แต่ราคาหน้าเขียงกลับสูงอย่างผิดปกติ และผู้ซื้อก็ไม่รู้ว่าต้นทุนของหมูชำแหละเป็นเท่าไหร่ เมื่อมีการสอบถามจากผู้บริโภคว่าทำไมราคาหมูเขียงถึงแพงพ่อค้าก็จะบอกว่าหมูเป็นหรือหมูจากฟาร์มมาแพง ซึ่งไม่เป็นความจริง ส่งผลให้ผู้ซื้อหันไปซื้อโปรตีนจากแหล่งอื่นทดแทนจนทำให้การบริโภคหมูในภาพรวมลดลง สุดท้ายก็จะทำให้หมูล้นตลาด” นายชัยยุทธ กล่าวว่า ขณะนี้สมาคมฯเป็นห่วงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 8 บาทต่อกก. จนส่งผลต่อต้นทุนในการเลี้ยงหมูอย่างมาก สาเหตุที่ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปรับตัวมาจากปริมาณความต้องการที่นำไปใช้เป็นอาหารไก่เพิ่มสูงต่อเนื่อง โดยปัจจุบันราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มอยู่ที่ 75 บาทต่อกก. “ราคาหน้าฟาร์มเป็นเป็นราคาที่ผู้เลี้ยงพอรับได้ เนื่องจากราคาวัตถุดิบที่เป็นอาหารสัตว์ส่วนใหญ่ยังมีราคาที่ทรงตัวเช่นปลายข้าวซึ่งขณะนี้ กก. 8 บาท ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีการปรับขึ้นอีก 1 บาท เป็น 8 บาทต่อ กก. อย่างไรก็ตามพบว่าในอนาคตมีแนวโน้มว่าราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะปรับตัวสูงขึ้นได้เพราะความต้องการสูงก็จะมีผลกระทบต่อต้นทุนการเลี้ยงหมูในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จี้”พาณิชย์”ตรวจสอบราคาหมูชำแหละ