เดือน: กุมภาพันธ์ 2014

  • หอบ 200 ล้านฝากออมสิน “จรรยา”ย้ำอยากช่วยชาวนาช่วยชาติ

    หอบ 200 ล้านฝากออมสิน “จรรยา”ย้ำอยากช่วยชาวนาช่วยชาติ

      วันนี้ ( 18 ก.พ.) นางจรรยา สว่างจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พี.โอเวอร์ซีส์ สตีล จำกัด (มหาชน) ภรรยาพ.อ.ประจักรษ์ สว่างจิต นำแคชเชียร์เช็คจากธนาคารไทยพาณิชย์จำนวน 200 ล้านบาท มาฝากเงินกับธนาคารออมสิน เนื่องจากอยากช่วยชาวนา โดยมีมั่นใจในธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นธนาคารที่รัฐบาลค้ำประกัน และไม่อยากให้มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง แต่การนำเงินครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือประชาชน ช่วยเหลือประเทศชาติ ซึ่งได้มีการหารือกับกลุ่มเพื่อนนักธุรกิจอีกหลายสิบคนว่าจะนำเงินมาฝากที่ออมสินรวมกันอีกหลายพันล้านบาท ทั้งนี้ อยู่ระหว่างการขายที่ดิน คาดว่าจะได้รับเงินในเร็ว ๆ นี้ 900 ล้านบาท โดยมีแนวคิดจะนำเงินจำนวนดังกล่าวไปปล่อยกู้ให้กับชาวนา ไม่คิดดอกเบี้ย ผ่านกลุ่มเพื่อนที่เป็นเครือข่ายร้านค้าขายรถไถ ขายอุปกรณ์ทางการเกษตร

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หอบ 200 ล้านฝากออมสิน “จรรยา”ย้ำอยากช่วยชาวนาช่วยชาติ

  • “เอไอเอส” เปิดโครงการสตาร์ทอัพปี 3 หวังสร้างผู้ประกอบการดิจิทัลหน้าใหม่

    “เอไอเอส” เปิดโครงการสตาร์ทอัพปี 3 หวังสร้างผู้ประกอบการดิจิทัลหน้าใหม่

     วันนี้(18 ก.พ.) นายปรัธนา ลีลพนัง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานผลิตภัณฑ์และบริการดิจิตอล  บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอสได้สานต่อการสนับสนุนผู้ประกอบการหน้าใหม่ ด้วยการจัดโครงการ เอไอเอส เดอะ สตาร์ทอัพ 2014(AIS The StartUp 2014) ในธีม Growing with Partnership โดยมีเป้าหมาย คือ กลุ่มนักคิด นักพัฒนา หรือผู้ประกอบการรายย่อย ที่มีผลิตภัณฑ์หรือผลงานด้านดิจิทัลที่พร้อมจะต่อยอดธุรกิจไปสู่ตลาดได้จริง โดยรูปแบบการจัดงานในปีที่ 3 นี้ ได้แบ่งแยกหมวดหมู่การประกวดเป็น 3 ประเภท คือ    1.หมวดออนไลน์( Online) และดิจิทัล คอนเทนต์( Digital Content)  ที่มีตลาดเป็นผู้ใช้บริการเป็นวงกว้าง และมีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจนเช่น โมบายออฟ ดิจิทัล คอนเทนต์ ที่ใช้งานผ่านอุปกรณ์ดิจิตอล ทั้งคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์สื่อสารต่างๆ 2.หมวด คอร์ปอเรต โซลูชั่น( Corporate Solution) ที่ช่วยในการสนับสนุน หรือจัดการองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีลูกค้าเป้าหมายเป็นองค์กร ห้างร้านต่างๆ และ3.หมวดโซเซียล บิสซิเนส( Social Business) มีผลิตภัณฑ์หรือบริการ และเป้าหมายหลักเป็นไปเพื่อสร้างสรรค์สังคม และมีโมเดลธุรกิจที่มุ่งเน้นนำกำไรไปใช้ในการแก้ไขปัญหา หรือพัฒนาสังคมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง    “เอไอเอส สตาร์ทอัพ ถือเป็นโครงการสตาร์ทอัพแรกๆ ในเมืองไทย ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์กับเอไอเอสหลายรายและพัฒนา แอพพลิเคชั่นและบริการออกมาให้บริการกับผู้ใช้มือถือเป็นจำนวนมาก อาทิ ทีม ShopSpot, Noonswoon, the Trip Packer, Buzzebees, FOURLEAF ฯลฯ”     นายปรัธนา กล่าวต่อว่า วงการสตาร์ทอัพในภูมิภาคอาเซียนขณะนี้ถือว่าเป็นที่สนใจของกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะเข้ามาให้เงินทุนสนับสนุน ส่วนในเมืองไทยถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น และเป็นที่รู้ในวงกว้างเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่การมีเครือข่าย 3 จี และผู้ให้บริการพร้อมที่จะขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ  ประกอบกับราคาสมาร์ทโฟนถูกลงจะทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการคอนเทนต์และแอพพลิเคชั่นได้เพิ่มมากขึ้นส่งผลให้ตลาดมีการเติบโตเพิ่มขึ้นด้วยอย่างแน่นอน โดยทางเอไอเอสพร้อมจะสนับสนุน ผู้ชนะเลิศในโครงการทั้งด้านทั้งเทคโนโลยี กลยุทธ์เทคนิคทางการตลาด ช่องทางการเข้าถึงลูกค้าเอไอเอสที่มีกว่า 41 ล้านรายในปัจจุบัน และผลักดันสู่กลุ่มลูกค้าในระดับภูมิภาคผ่านทาง SingTel Groupที่มีฐานลูกค้ารวมกว่า 500ล้านรายด้วย    ด้านนายไพโรจน์ ไววานิชกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานบริการเสริม เอไอเอส กล่าวว่า  ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการในปีนี้สามารถส่งผลงานเป็นวิดีโอพรีเซนเตชั่น ความยาวไม่เกิน 3 นาที นำเสนอแนวคิดทางธุรกิจ, แผนการดำเนินธุรกิจ, วิธีการใช้งาน, การสร้างรายได้, กลุ่มเป้าหมาย รวมถึงประโยชน์ที่ลูกค้าเอไอเอสจะได้รับ โดยเข้ามากรอกใบสมัครที่ www.ais.co.th/thestartup2014 พร้อมแนบยูอาร์แอล( URL) ของวีดีโอมาด้วย ตั้งแต่วันนี้ – 23 มี.ค.57 โดยผู้สมัครจะเป็นบุคคลหรือบริษัท ชาวไทยหรือต่างชาติก็ได้ และสามารถส่งผลงานได้มากกว่า 1 ผลงาน และจะประกาศผลงานที่ได้เข้ารอบสุดท้ายในวันที่ 29 มี.ค.57 เพื่อให้ผู้ที่เข้ารอบนำเสนอผลงานต่อหน้าคณะกรรมการ ในวันที่ 8-10 เม.ย.57 และจะประกาศผลรางวัลชนะเลิศพร้อมรับมอบรางวัลในวันที่ 21 เม.ย.57 นี้.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “เอไอเอส” เปิดโครงการสตาร์ทอัพปี 3 หวังสร้างผู้ประกอบการดิจิทัลหน้าใหม่

  • กทค. วางกรอบประมูล 4 จี ส.ค. นี้

    กทค. วางกรอบประมูล 4 จี ส.ค. นี้

    วันนี้(18ก.พ.)ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานกสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทค.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกทค.เห็นชอบนำคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ตซที่หมดสัญญาสัมปทานและอยู่ในระหว่างการเยียวยาโดยวางกรอบการประมูลใบอนุญาต 4 จี จำนวน 2 ใบ อายุใบอนุญาต 19 ปี ประมาณช่วงเดือนส.ค. 57และจะมีการออกใบอนุญาตเป็นทางการได้ประมาณต้นเดือนก.ย.57 และเห็นชอบให้นำคลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ ระหว่างบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ที่จะหมดสัญญาสัมปทานในเดือนก.ย.58 นำไปจัดประมูลล่วงหน้าประมาณเดือนพ.ย.57 จำนวน 1 ใบอนุญาต อายุใบอนุญาต15 ปีนอกจากนี้จะยังนำคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ตซระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค หมดสัญญาสัมปทานเดือนก.ย. 61 นำไปประมูลใบอนุญาต 4 จี ก่อนที่สัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดเพื่อหาผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาดำเนินกิจการต่อ เพื่อให้การบริการไม่สะดุด ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. เปิดเผยว่า เอไอเอส และดีแทค ยินยอมให้มีการประมูลล่วงหน้าก่อนที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานโดยสำนักงานกสทช.จะไปดำเนินการวางกรอบระยะเวลาการประมูลทั้ง 2 คลื่นความถี่ และสำนักงานกสทช.อนุมัติวงเงินให้กทค.ในการจัดประมูล 4 จี คลื่น 1800 เมกะเฮิร์ตซ จำนวน 80 ล้านบาท และประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ จำนวน 50 ล้านบาท เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการประมูลทั้งหมด

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กทค. วางกรอบประมูล 4 จี ส.ค. นี้