เดือน: กุมภาพันธ์ 2014

  • เลือกไทยตั้งศูนย์บริการงานเทคนิคแห่งอาเซียน

    เลือกไทยตั้งศูนย์บริการงานเทคนิคแห่งอาเซียน

    เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญของประเทศ กับอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย โดยเฉพาะเฟส 2  ที่เน้นการส่งเสริมให้บริษัทชั้นนำจากต่างประเทศเข้ามาทำวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย ล่าสุด…บริษัทโพลีพลาสติกส์ มาร์เก็ตติ้ง (ที) จำกัด ผู้ผลิตพลาสติกวิศวกรรมยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นทุ่มเงินกว่า 50 ล้านบาท เปิด “ศูนย์บริการงานเทคนิคแห่งอาเซียน” หรือ ASEAN Technical Solution Center ที่อาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 ในอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ รังสิตแห่งนี้ เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าในอาเซียนอินเดีย   “ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล” ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ( สวทช.) บอกว่า โพลีพลาสติกส์เป็นบริษัทเอกชนรายแรก ๆ ที่เข้ามาอยู่ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 โดยเป็นผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายชั้นนำระดับโลกด้านวิศวกรรมพลาสติก ทั้งในประเทศญี่ปุ่น อาเซียน จีน อินเดีย อเมริกาใต้ ยุโรป กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ รวมถึงอุปกรณ์อิเล็ก ทรอนิกส์ อุปกรณ์เครื่องมือและวัสดุภัณฑ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากบริษัทมองเห็นทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนที่มีอย่างต่อเนื่องจึงขยายฐานการให้บริการลูกค้าและเลือกเปิดศูนย์บริการงานเทคนิคแห่งอาเซียนขึ้นในประเทศไทย ศูนย์บริการนี้จะให้บริการคำปรึกษาทางด้านการออกแบบหรือปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกด้านวิศวกรรมด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย เจ้าหน้าที่ของโพลีพลาสติกส์บอกว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกมักเกิดปัญหาว่าชิ้นงานที่ออกแบบมานั้น จะสามารถนำไปขึ้นรูปได้หรือไม่ หรือหากเกิดการแตกหักก็ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรศูนย์นี้คือคำตอบ โดยนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริการลูกค้าเข้าไปช่วยในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ออกแบบ ซึ่งจะมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์จำลองแบบมาช่วยให้สามารถเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับงาน การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติเชิงกล การสร้างแบบแม่พิมพ์และจำลองการฉีดขึ้นรูปผลิตภัณฑ์พลาสติก ที่เหมาะสมช่วยลูกค้าให้วางแนวทางอย่างเป็นระบบ และผลิตชิ้นงานได้เรียบร้อย ตลอดจนสามารถที่จะทดสอบและวิเคราะห์ได้ว่ามีปัญหาใด ๆ บ้างโดยไม่ทำลายชิ้นงาน ดร.ทวีศักดิ์ บอกว่า ที่ผ่านมา สวทช.มีความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำที่เข้ามาทำวิจัยและพัฒนาในอุทยานวิทยาศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 60 บริษัททำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาห กรรมได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามคาดว่าจะมีอีก 150 บริษัท เข้ามาอยู่ในอาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 แห่งนี้ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต่างประเทศให้ความสนใจที่จะเข้ามาทำวิจัยก็คือด้านชิ้นส่วนยานยนต์ และด้านอาหารและการเกษตรนั่นเอง   …ฝากไว้กับการผลักดันให้เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ…เพื่อให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางแห่งการวิจัยและพัฒนาในอาเซียนไม่ใช่ใช้เงินซื้อเทคโน โลยีอย่างเดียว !!!. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เลือกไทยตั้งศูนย์บริการงานเทคนิคแห่งอาเซียน

  • ปฏิรูปการศึกษาด้วยระบบออนไลน์รับ AEC

    ปฏิรูปการศึกษาด้วยระบบออนไลน์รับ AEC

    ปัญหาด้านการศึกษาเป็นปัญหาที่สำคัญ ส่งผลให้ความคิดเห็นของคนแตกแยกในสังคม เเละเป็นต้นตอของการคอร์รัปชั่น ถือเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น หากประเทศไทยจะเดินหน้าต้องปฏิรูปการศึกษาโดยเร็ว โดยเร่งใช้ไอทีมาช่วย  อ.อรภัค สุวรรณภักดี นักวิชาการอิสระ นักเขียนหนังสือทำตลาดบนเฟซบุ๊กฉบับประยุกต์แอพพลิเคชั่น และผู้ก่อตั้งชมรมเรียนฟรีกับ เอ็มไอที โอเพ่น คอร์สแวร์ เล่าว่า ในอดีตคนส่วนมากไม่สนใจไอที การเผยเเพร่การใช้ไอที ยังคงมีอุปสรรคโดยภาพรวม ซึ่งเมื่อไม่สนใจ จะใช้ไม่เป็น ทำให้การปฏิรูปการศึกษาที่เร่งด่วนทำได้ยาก ปัจจุบัน คนเข้าสู่การสื่อสารมากขึ้นทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ ถือเป็นสื่อเร่งปฏิกิริยาความพร้อมให้มีการพัฒนาการศึกษาด้วยไอที ดังนั้น ประเทศไทยควรปฏิรูปการเมืองด้วยการศึกษา โดยเริ่มพัฒนาประเทศด้วยไอที เพื่อลดความขัดแย้งคนเมืองและคนชนบท ถือเป็นทางลัดในการพัฒนาการศึกษาไทยก่อนก้าวไกลสู่อาเซียน อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า การเรียนการสอนในต่างประเทศ มีการพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้ไอทีร่วมกัน ด้วยวิธีแชต เสมือนห้องเรียนออนไลน์ มีการสนทนา ยกตัวอย่างและร่วมกันแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นลักษณะโซเชียล แชต (Social chat) หรือมีความคล้ายคลึงกับเฟซบุ๊กกรุ๊ป ส่งผลให้การสนทนา เเบบการเรียนรู้ร่วมกันได้ถูกนำมาถ่ายทอดในระบบการศึกษาเเบบออนไลน์ Online Blended Learning คือ นำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาการเรียนรู้ร่วมกัน เเละทำงานร่วมกัน โดยมีห้องสนทนา ออนไลน์ (โซเชียล แชต) เป็นฟังก์ชั่นหนึ่ง ทั้งนี้ ทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมกันจะแบ่งเป็น 2 แบบคือ การสอนแบบครูสอนนักเรียน ถ่ายทอด โดยมีครูเป็นผู้สอนอย่างเดียว  และ การสอนด้วยการเรียนรู้ร่วมกัน โดยที่มีลักษณะการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูเเละนักเรียน การเรียนรู้แบบแรกจะเน้นที่ผู้สอนในลักษณะสอนบอกเล่า จึงเกิดกระบวนการเรียนรู้กับครูผู้สอนอย่างเดียว    ในขณะที่แบบ 2 จะเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเหมาะกับการพัฒนาการเรียนรู้แบบผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก ดังนั้น ควรนำเทคโนโลยีมาประยุกต์เพื่อให้กระบวน การเรียนรู้แบบผสม โดยอิงระบบการศึกษาเเบบ Online Blended Learning เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยกันอย่างทั่วถึงระหว่างครูเเละนักเรียน รวมถึงเพื่อนในห้องเรียน  เพื่อพัฒนาการศึกษาให้นักเรียนคิดเป็น เเละคิดร่วมกัน โดยมีครูเป็นตัวกลางมากกว่าให้เป็นผู้ถ่ายทอดฝ่ายเดียว อ.อรภัค เล่าว่า หนึ่งในฟังก์ชั่นของระบบการศึกษาเเบบ Online Blended Learning คือ การนำเอกสารต่าง ๆ ของหลักสูตรรายวิชาต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในระบบ เช่นเดียวกับ สถาบัน เอ็มไอที โอเพ่น คอร์สแวร์ ถือเป็นสถาบันที่จัดให้เรียนฟรีกว่า 2,000 วิชา แบบไม่คิดค่าใช้จ่าย ด้วยการพัฒนาการศึกษาทุกพื้นที่ทั่วโลกคืออินเทอร์เน็ต รัฐบาลสามารถขอเเปลเอกสารหลักสูตรที่ฟรีอยู่เเล้วมาใช้ในการปฏิรูปการศึกษาได้ทันที ทั้งนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยแปลหลักสูตรของเอ็มไอทีเพื่อใช้งาน แต่ก็หยุดที่จะดำเนินการต่อ ดังนั้น ส่วนตัวมองว่าประเทศไทยควรจะลงทะเบียนและใช้หลักสูตรการเรียนการสอนแบบโอเพ่น คอร์สแวร์ มาเป็น ฟังก์ชั่นหนึ่งในระบบการศึกษาเเบบ Online Blended Learning ซึ่งขณะนี้ เวียดนามหรือประเทศที่เคยล้าหลังประเทศไทยได้ลงทะเบียนและพร้อมปรับตัวกับการเรียนการสอนเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ดังนั้น หากต้องการให้ประเทศไทยมีการพัฒนา จะต้องปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะการเมืองไทยเวลานี้ เกิดจากการศึกษาเป็นพื้นฐานหลักที่ยังเป็นปัญหา นำมาซึ่งการคอร์รัปชั่น อีกทั้งครูไทยมีปัญหาการพัฒนาการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ จึงต้องนำไอทีเข้ามาพัฒนากระบวนการในการเรียนรู้ และการใช้ตรรกะที่ไม่ใช่ท่องจำอย่างเดียว เพื่อรับมือกับการเปิดเออีซี ในปี 2558 ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนในการปฏิรูปที่ต้องมาในรูปธรรม “รัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลไหนให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างจริงจัง การอนุมัติงบที่มาก ก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลเอาไปใช้อย่างไรประเทศไทยถึงมีภาพรวมทางการศึกษาที่รั้งท้ายอาเซียน ดังนั้น งบประมาณไม่ได้ถูกนำไปใช้ให้ตรงจุด การศึกษาถือเป็นปัญหาหลักในการพัฒนาบุคลากรให้แข่งขันได้ในระดับโลกอีกด้วย” สำหรับนโยบายการแจกแท็บเล็ตเพื่อการศึกษา เป็นเพียงการทดลองการใช้เครื่องมือดิจิทัล ที่เป็นเพียงอุปกรณ์ แต่การนำอุปกรณ์เข้าสู่ระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมจะสมบูรณ์ การศึกษาจะต้องต่อชิ้นส่วน (จิกซอร์) เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ร่วมกัน  โดยให้ผู้สอนตั้งกระทู้ให้เด็กมาตอบและมีการถกเถียงถึงคำตอบที่แท้จริงร่วมกัน รัฐบาลมีจุดอ่อน คือ ไม่นำแท็บเล็ตเข้าสู่กระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ที่ได้ประสิทธิภาพจริงจัง ดังนั้น ประเทศไทยควรมีศูนย์กลาง (Hub) ที่เป็นศูนย์วิจัยการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีแห่งชาติ ส่วนความเหลื่อมล้ำกลุ่มชนบท แต่ละจังหวัดควรมีศูนย์คอมพิวเตอร์แต่ละจังหวัด เพื่อให้เข้าถึงสื่อการเรียนการสอนที่ครบวงจร   การแจกแท็บเล็ตเป็นเรื่องที่ดี หากทำครบวงจร หากไม่มีการนำอุปกรณ์มาต่อยอดการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ อุปกรณ์ดังกล่าว ก็เป็นเพียงแค่การสืบค้นข้อมูลซึ่งทำได้จากคอมพิวเตอร์เช่นกัน. กัญณัฏฐ์ บุตรดี kanyanat25@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปฏิรูปการศึกษาด้วยระบบออนไลน์รับ AEC

  • โลกดิจิทัลยุคใหม่ไร้หน้าจอจำกัด – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    โลกดิจิทัลยุคใหม่ไร้หน้าจอจำกัด – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    โดยที่แทบจะไม่รู้ตัวเลยนะครับว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ทุกวันนี้ชีวิตของผมและคุณผู้อ่านคอลัมน์วันพุธของผมหลายคน ถูกจำกัดให้จ้องมองอยู่แต่ภายในกรอบอิเล็กทรอนิกส์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ตั้งแต่จอมือถือและแท็บเล็ตเวลาอ่านข่าว จอคอมพิวเตอร์ขณะทำงาน และจอโทรทัศน์ในยามพักผ่อนกับครอบครัว แต่จนถึงวันนี้โลกดิจิทัลยังคงถูกปิดกั้นให้เป็นนามธรรม ให้มีตัวตนอยู่ได้เฉพาะในจออิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ไม่สามารถที่จะกระโดดออกมานอกจอเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของผนังห้อง อยู่บนโต๊ะทำงาน หรือ เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเราอย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้ แต่คุณผู้อ่านทราบไหมครับว่าเส้นแบ่งระหว่างโลกดิจิทัลกับโลกแห่งความเป็นจริงนี้กำลังจะเลือนหายไป ด้วยความช่วยเหลือจากอุปกรณ์ที่หลาย ๆ คนก็คงจะรู้จักกันดี ซึ่งก็คือโปรเจคเตอร์หรือเครื่องฉายภาพนั่นเองครับ ที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้ไม่ใช่เฉพาะโปรเจคเตอร์ตัวยักษ์ที่แขวนกันอยู่ตามห้องประชุมนะครับ แต่หมายถึงโปรเจคเตอร์ตัวเล็ก ๆ ที่เดี๋ยวนี้มีให้เลือกซื้อหากันมากมายและก็ถูกฝังอยู่ในอุปกรณ์ขนาดเล็กหลายอย่าง เช่น สมาร์ทโฟน Samsung Galaxy Beam เป็นต้น โดยผลการสำรวจตลาดจาก Markets and Markets ของสหรัฐอเมริกา พบว่าภายในปีค.ศ. 2014 นี้น่าจะมีโปรเจคเตอร์ขนาดเล็กหรืออุปกรณ์ขนาดเล็กฝังโปรเจคเตอร์อยู่ในท้องตลาดถึง 39 ล้านเครื่องเลยล่ะครับ เพียงแค่เราใช้โปรเจคเตอร์เล็ก ๆ เหล่านี้ฉายภาพออกมา ข้อมูลในโลกดิจิทัลก็สามารถโดดออกมาเนียนอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งของรอบตัวเราได้แล้ว แต่เพียงแค่นี้มันยังไม่พอครับ ในยุคที่อุปกรณ์อะไร ๆ ก็ฉลาดไปเสียหมด โปรเจคเตอร์เองก็ต้องฉลาดเป็นสมาร์ทโปรเจคเตอร์กับเขาด้วย ไอเดียของสมาร์ทโปรเจคเตอร์ขนาดเล็กนี้เปิดตัวอย่างโด่งดังไปทั่วโลกเมื่อปีค.ศ. 2009 โดยนาย Pranav Mistry ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยของ Samsung ในสหรัฐอเมริกา แต่ย้อนไปเมื่อปีค.ศ. 2009 เขายังเป็นเพียงนักศึกษาปริญญาเอกของมหาวิทยาลัย MIT ในสหรัฐอเมริกาที่นำเสนอโปรเจคชื่อ “SixthSense” แปลเป็นไทยว่า “สัมผัสที่หก” โปรเจคนี้อาศัยเพียงแค่โปรเจคเตอร์และกล้องเว็บแคมขนาดเล็กอย่างละตัว เพื่อแปลงให้พื้นผิวรอบตัว แม้แต่ฝ่ามือของเราเองกลายเป็นเสมือนหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ระบบสัมผัสได้ แสดงภาพได้และยังกดปุ่มที่ฉายออกมาเพื่อสั่งงานได้ด้วย โดยที่แน่นอนครับ ว่าไม่มีการผ่าตัดฝังชิพหรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ ลงในฝ่ามือทั้งสิ้น โปรเจคสัมผัสที่หกนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นครับ มีโปรเจคอีกมากมายที่นำเสนอประโยชน์ของโปรเจคเตอร์ฉลาดขนาดเล็กนี้ในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างน่าสนใจ ทำให้ช่องว่างระหว่างวัตถุดิจิทัลและวัตถุจริงที่จับต้องได้ลดแคบลงเรื่อย ๆ ตัวอย่างเช่น โปรเจค ipProjector จากมหาวิทยาลัยโตเกียวที่นำภาพโปสเตอร์หรือแผ่นพับเก่าที่ข้อมูลล้าสมัยแล้วกลับมาใช้ใหม่ โดยฉายข่าวสารล่าสุดให้เคลื่อนไหวอัพเดตลงบนพื้นผิวโปสเตอร์ส่วนที่ยังว่างอยู่ หรือล่าสุดในปีค.ศ. 2013 โปรเจคชื่อ HideOut ที่เป็นความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์ วอลท์ดิสนีย์ และมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน (CMU) ของสหรัฐอเมริกา ได้ใช้หมึกพิเศษที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าพิมพ์เครื่องหมายพิเศษไว้บนหนังสือนิทานและเกมส์กระดาน ทำให้มันสามารถกลายเป็นเวทีที่ตัวละครสามมิติที่ฉายจากโปรเจคเตอร์ขนาดเล็กสามารถออกมาโลดแล่นเล่าเรื่องราวและเล่นเดินเกมส์ให้เด็ก ๆ ดูได้ เหล่านี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์ที่มนุษย์เราคิดค้นขึ้นมาเพื่อหลอมรวมโลกดิจิทัลให้เข้ากับสิ่งของในชีวิตประจำวันเรา จนวันนึงเราอาจจะถึงกับแยกไม่ออกเลยล่ะครับว่าที่เห็นอยู่นี้ อันไหนคือดิจิทัล อันไหนคือของจริง สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นจากโปรเจคเตอร์ฉลาดเหล่านี้คือ ความพยายามในการแสวงจุดร่วมและสงวนจุดต่าง ไม่ใช่การพยายามเอาชนะและแทนที่ทุกสิ่งด้วยดิจิทัล แต่เป็นการอยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยนำข้อดีมาเสริมข้อด้อยของกันและกัน แม้โลกดิจิทัลจะสำคัญมากแค่ไหน แต่มนุษย์เราสุดท้ายแล้วก็ต้องกลับมามีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอยู่ดี คุณผู้อ่านว่าจริงไหมครับ .   ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต  chutisant.k@rsu.ac.th         

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โลกดิจิทัลยุคใหม่ไร้หน้าจอจำกัด – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี