ณ วันนี้ เชื่อว่าหลายคนคงเกิดคำถามในใจต่าง ๆ นานา ว่าปัญหาการเมืองไทยจะคลำหาทางออกได้เมื่อไหร่ ? และจะลงเอยอย่างไร? หลังจากที่สถานการณ์การชุมนุมเริ่มปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 31 ต.ค.56 และได้ยืดเยื้อมาถึงปัจจุบันนี้ จนกลายเป็นแรงถ่วงหลักที่ขย่มเศรษฐกิจไทย และเขย่าขวัญนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้หนีกระเจิง หากย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของการชุมนุมทางการเมือง เมื่อปลายปีที่ผ่านมาจวบจนถึงทุกวันนี้ จะพบว่า… จุดยืนหรือเป้าหมายเปลี่ยนแปลงไปและทวีความเข้มข้น ร้อนระอุขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแรกเริ่มเดิมทีเป็นเพียงการนัดรวมพลังกันบริเวณสถานีรถไฟสามเสน เพื่อชุมนุมต่อต้านร่างกฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ผ่านการเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 3 วาระตั้งแต่เวลาประมาณตี 4 ครึ่ง ของเช้าตรู่วันที่ 1 พ.ย.56 จนถูกเรียกว่าเป็น พ.ร.บ.ลักหลับคนไทยทั้งประเทศ จากวันนั้นเป็นต้นมา…กลุ่มผู้ชุมนุมได้ย้ายไปปักหลักที่ถนนราชดำเนินและพยายามกดดันรัฐบาลทุกวิถีทาง ทั้งการนัดชุมนุมใหญ่ และแสดงพลังต่อต้านด้วยการ “เป่านกหวีด” ตลอดจนการตระเวนปิดหน่วยงานราชการ เพื่อไม่ให้ข้าราชการเข้าไปทำงานได้ พร้อมเปลี่ยนเป้าหมายการชุมนุมเป็นขับไล่รัฐบาล และขจัดระบอบทักษิณออกจากประเทศไทย จนกระทั่งต้องมีกาวใจมาประสานโดยนัดหารือแบบเฉพาะกิจ ระหว่างแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมอย่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี เพื่อหาทางออกให้ประเทศไทย แต่แล้วก็คว้าน้ำเหลว เพราะต่างฝ่ายต่างยืนยันจุดยืนของตัวเองและเมื่อถึงจุดหนึ่ง นายกรัฐมนตรีก็ยอมถอย ด้วยการประกาศยุบ สภา !!! แต่ยังคงนั่งเก้าอี้รักษาการนายกรัฐมนตรีต่อไปรวมถึงมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น … ทว่ากลับไม่ช่วยให้ความวุ่นวายทางการเมืองไทยลดน้อยลงแถมยังมีความรุนแรงปะทุขึ้นเป็นระยะ และลากยาวมาถึงทุกวันนี้ ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 เดือนครึ่ง ปัจจัยทางการเมืองถือเป็นตัวแปรหลักที่คอยถ่วงเศรษฐกิจไทย เห็นได้จากการที่หน่วยงานได้ยกขบวนออกมาหั่นเป้าหมายอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันยังทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจและเริ่มถอนการลงทุนออกจากตลาดหุ้นไทยซึ่งเห็นชัดเจนในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 56 ที่ต่างชาติขายสุทธิถึง 90,249.15 ล้านบาท โดยถือเป็นการขายที่กระจุกตัวมากเมื่อเทียบยอดขายทั้งปี 56 ที่ 193,911 ล้านบาท เมื่อประเดิมต้นปีม้าต่างชาติยังคงคอนเซปต์เดิม เพราะนับจากเกิดปัญหาการเมืองตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. 56-11 ก.พ. 57 พบว่า ต่างชาติกระหน่ำทิ้งหุ้นไทยถึง 119,815.39 ล้านบาท สวนทางกับนักลงทุนกลุ่มอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นรายย่อยที่ขอแปลงร่างเป็นขาช้อปถึง 80,677.96 ล้านบาท เช่นเดียวกับนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 37,688.26 ล้านบาท ขณะที่บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 1,449.17 ล้านบาท แรงเทกระจาดของนักลงทุนต่างชาติที่ทิ้งหุ้นไทยออกมาไม่ขาดสายได้ฉุดให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงต่อเนื่อง จากวันที่ 31 ต.ค.56 อยู่ที่ 37,547.44 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเหลือวันละ 24,481.06 ล้านบาท นอกจากนี้ยังทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ลดลงถึง 1.09 ล้านล้านบาท จาก 12.59 ล้านล้านบาท เหลือ 11.50 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มหุ้นที่ถูกทิ้งมากที่สุด คือ เทคโนโลยี เพราะมีดัชนีราคาหุ้นปรับลดลงถึง 13.67%, รองลงมากลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ลดลง 11.66% ตามด้วย บริการลดลง 10.61%, ธุรกิจการเงิน ธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ ลดลง 9.49%, ทรัพยากร พลังงานและสาธารณูปโภค ลดลง 7.79%, สินค้าอุตสาหกรรมและยานยนต์ ลดลง 6.94%, สินค้าอุปโภคบริโภคหรือแฟชั่นลดลง 0.97% ขณะที่หมวดอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารหรือธุรกิจเกษตร ดัชนีราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น 2.83% อย่างไรก็ตาม การที่ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงและมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางเมื่อเทียบกับปี 56 นั้น ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันจากประเด็นการเมืองในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับผลกระทบจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศทยอยลดขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) เดือนละ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ดีเดย์ไปเมื่อเดือนม.ค. และต่อเนื่องถึงเดือนก.พ. 57 ซึ่งหมายความว่าเงินจำนวนมหาศาลที่สหรัฐเคยอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ย่อมลดลงไปเรื่อย ๆ ทำให้เงินทุนร้อนที่เคยหาแหล่งพักพิงทางการลงทุน แถมยังให้กำไรงามอย่างตลาดหุ้นไทยและตลาดอื่นในเอเชียต้องเผชิญกับชะตากรรมที่สภาพคล่องในระบบหายไป จากการที่สหรัฐเริ่มดึงเงินกลับ แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญในแวดวงตลาดหุ้นไทยต่างมองว่า รอบนี้นักลงทุนต่างชาติไม่น่าจะเทกระจาดหุ้นไทยแบบระเนนระนาดเพราะที่ผ่านมาได้กระหน่ำขายออกมาอย่างหนักแล้ว ทำให้ยังเหลือช่องว่างในการขายอีกไม่มาก และจากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา พบว่ายอดซื้อสะสมของต่างชาติตั้งแต่ปี 52-55 ที่มีอยู่ 191,223.70 ล้านบาท ขณะนี้ได้ขายออกมาหมดแล้ว ดังนั้นการที่บริษัทจดทะเบียนไทยยังมีความสามารถทำกำไรได้ดีรวมถึงเมื่อพายุต่าง ๆ เริ่มสงบลงต่างชาติน่าจะสนใจกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง เวลานี้ตลาดหุ้นไทย ต้องสู้ศึกกับมรสุมทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองที่ไร้ทางออก หรือการถอนมาตรการคิวอีของสหรัฐจนทำให้ต่างชาติเผ่นออกจากตลาดหุ้นไทย ทิศทางจากนี้ไปจะเป็นอย่างไรคงไม่มีใครบอกได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ “สติ” เท่านั้นว่าจะเป็นแมงเม่าหรือนักลงทุน!. ขวัญหทัย แนวหล้า
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การเมือง-คิวอี…หุ้นระส่ำ ตปท.ทิ้งฉุดมาร์เก็ตแคปวูบ
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

การเมือง-คิวอี…หุ้นระส่ำ ตปท.ทิ้งฉุดมาร์เก็ตแคปวูบ
-

สรรพสามิตของบจ่ายคืนรถคันแรก
นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมฯได้เสนอขอเงินจากงบประมาณปี 58 ที่อยู่ระหว่างการจัดทำอีก 25,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายคืนให้กับผู้ที่ใช้สิทธิรถคันแรก โดยกรมฯได้ทยอยจ่ายคืนเงินผู้ใช้สิทธิรถคันแรกไปแล้วกว่า 800,000 ราย เป็นเงินกว่า 60,000 ล้านบาท จากผู้ทึ่ใช้สิทธิทั้งหมด 1.2 ล้านราย เป็นยอดเงินที่ต้องจ่ายคืน 90,000 ล้านบาท ทั้งนี้ การจ่ายคืนเงินให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ ในปี 58 คาดว่าจะเป็นปีสุดท้าย แม้ว่าเดิมมาตรการนี้ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเวลารับรถภายในเมื่อไรก็ตาม เพราะตอนนี้มีผู้ที่ยังไม่มาใช้สิทธิ์รถคันแรก 1.2 แสนราย ทางกรมสรรพสามิตคาดว่าจะเป็นผู้สละสิทธิเกือบทั้งหมด จึงได้ประสานกับผู้ประกอบการรถยนต์ให้ดำเนินการเร่งผู้ซื้อรถมารับรถยนต์ภายในเวลาที่กำหนด หากไม่มาก็ถือว่าสละสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับผู้ประกอบการรถยนต์เบื้องต้น พบว่า ผู้ประกอบการบางรายได้กำหนดเงื่อนไขไว้ในใบจองว่า ต้องมารับรถภายในกี่วันหลังจากที่ได้รับแจง ทำให้การยืนยันรับรถจะไม่มีปัญหา แต่บางรายไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวไว้ การไปกำหนดให้มารับรถภายในกี่วันจึงอาจเป็นการผิดสัญญาและถูกฟ้องรองในภายหลังได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือเพื่อกำหนดเงื่อนไขการรับรถไม่ให้มีปัญหา ขณะที่ การของบประมาณปี 58 ได้รวมยอดของรถที่ไม่มาใช้สิทธิ 120,000 รายไว้ด้วย หากผู้ที่ได้สิทธิกลุ่มนี้สละสิทธิ์ทั้งหมด ก็จะทำให้ประหยัดเงินงบประมาณไปประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่วนผู้ที่ใช้สิทธิโครงการรถคันแรก มีผู้ได้เงินและถือครองรถยนต์ไม่ถึง 5 ปี ตามที่กำหนดไว้มีจำนวน 400-500 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ได้คืนเงินที่ได้รับไปให้กับกรมสรรพสามิต มีอยู่เพราะ 4-5 รายเท่านั้น ที่กระทรวงการคลังต้องดำเนินการฟ้องเรียกเงินคืน นายสมชาย กล่าวว่า การเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตในรอบ 4 เดือนของปีงบประมาณ 57 ที่ผ่านมา มีแนวโน้มการเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายทุกเดือน ทำให้ยอดรวมต่ำกว่าเป้าหมาย 5,000 ล้านบาท เนื่องจากการเก็บภาษีรถยนต์ได้ต่ำกว่าเป้าหมายจำนวนมาก ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการรถคันแรก ทำให้ซื้อรถไปก่อนหน้าจำนวนมาก และอีกส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเศรษฐกิจทำให้กำลังซื้อน้อยลง สำหรับเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของกรมทั้งปี 57 มีจำนวน 460,000 ล้านบาท หากตัดส่วนที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ทางคลังได้ลดเป้าหมายให้กรมเหลือ 430,000 ล้านบาท ซึ่งหากปัญหาการเมืองจบได้เร็วก็จะทำให้การเก็บรายได้ของกรมทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สรรพสามิตของบจ่ายคืนรถคันแรก -

ธ.ก.ส.เบรกจ่ายเงินจำนำข้าวจากเงินกู้อินเตอร์แบงก์
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงกรณีที่ ธ.ก.ส. กู้เงินอินเตอร์แบงก์จากออมสิน 5,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในโครงการรับจำข้าว ว่า ขณะนี้ธ.ก.ส.ชะลอการนำเงิน 5,000 ล้านบาท มาจ่ายจำนำข้าว เพราะต้องหารือกับกระทรวงการคลัง ช่วง 1-2 วันนี้ให้ชัดเจนว่าให้ดำเนินการอย่างไร เนื่องจากมีปัญหาเกิดขึ้นจากความไม่สบายใจของผู้ฝากเงิน เพราะมีผลกระทบเกิดขึ้นหลายด้าน หากเดินหน้าจะรุนแรงเกิดขึ้นอีกหรือไม่ทั้งนี้ หากเกิดการฟ้องร้องเกิดขึ้น ธ.ก.ส.พร้อมชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะได้ดำเนินการตามมติ ครม. วันที่ 21 ม.ค.57 ตามการดำเนินการตามแผนบริหารหนี้สาธาณะ ที่คณะกรรมการธ.ก.ส.ได้พิจารณาเห็นชอบ และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงพิจารณาแล้ว เพราะกระทรวงการคลังมีหน้าที่ในการหาแนวทางจัดหาเงินทุน จึงใช้แนวทางกู้เงินระยะสั้นเพื่อหาเงินทุนมาจ่ายกับชาวนาไปก่อน โดยยืนยันไม่ผิดกฎหมายแต่เมื่อไม่ชัดเจน จึงต้องชะลอการจ่ายเงินออกไปก่อนอย่างไรก็ตาม ในวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.มีเงินที่จะจ่ายจำนำข้าวเพียง 3,000 ล้านบาท โดยเป็นเงินเหลือที่ได้จากการระบายข้าวจากสัปดาห์ก่อนและยังจ่ายไม่หมด ซึ่งจะใช้จ่ายให้ชาวนาในช่วงนี้ได้เท่านี้ โดยวิธีการจ่ายเงินจะดูจากใบประทวนที่ค้างอยู่ในระบบซึ่งจะมีรายชื่อขึ้นที่ส่วนกลาง ตามยอดเกษตรกรที่ลงทะเบียนไว้ โดยธนาคารจะใช้วิธีการโอนเงินเข้าบัญชีแล้วโทรแจ้งเกษตรกร ทั้งนี้คาดว่ากระทรวงพาณิชย์จะเร่งระบายข้าวและส่งเงินมาชำระคืนโดยเฉลี่ยเดือนละ 8,000 – 10,000 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธ.ก.ส.เบรกจ่ายเงินจำนำข้าวจากเงินกู้อินเตอร์แบงก์