นายโชคชัย ปัญญายงค์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสสายการพาณิชย์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้การบินไทยได้เปิดตัวบริการอินเตอร์เน็ตไร้สาย หรือระบบไวไฟบนเครื่องบิน โดยนำร่องจำนวน 13 ลำ แบ่งออกเป็นแอร์บัส เอ380-800 จำนวน 6 ลำ ซึ่งบินในเส้นทางอาทิ ปารีส แฟรงต์เฟิร์ต โอซากา ฮ่องกง โตเกียว และเครื่องบินแอร์บัส เอ330-300 จำนวน 7 ลำ ทำการบินในเส้นทาง อาทิ เพิร์ท ไทเป เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง และโอซากาสำหรับ อัตราการบริการมี 2 แพ็คเกจ คือ บริการสำหรับสมาร์ทโฟน ชนิดความจุ 3 เมกะไบต์ ราคา 4.50 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนความจุ 10 เมกกะไบต์ ราคา 14.50 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับไอแพดและแล็บท็อป ชนิดความจุ 10 เมกะไบต์ ราคา 14.50 ดอลลาร์สหรัฐ และความจุ 20 เมกะไบต์ ราคา 28.50 ดอลลาร์สหรัฐ และในอนาคตจะมีการเพิ่มบริการในเครื่องบินใหม่อีก 20 ลำ ที่จะทยอยเข้ามาจนถึงปี 60ทั้งนี้ ช่วง 3 เดือนแรกจะเป็นการทดลองตลาดก่อน โดยจะให้ผู้โดยสารชั้นบิสซิเนสใช้ฟรีก่อน เนื่องจากเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งจะถือเป็นช่วงการทดสอบความสบบูรณ์ของระบบ โดยยืนยันว่าค่าบริการเราไม่ได้แพงกว่าสายการบินอื่น สามารถแข่งขันได้ เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการประมาณ 10% โดยในอนาคตจะมีการติดตั้งระบบไวไฟบนเครื่องบินเพิ่มเติมอีกจำนวน 20 ลำ โดยจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้สมบูรณ์แบบในปี 59”“การเปิดให้บริการไวไฟครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มบริการของการบินไทยให้ครบวงจรยิ่งขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกทั้งในกลุ่มนักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวที่มีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งถือเป็นสายการบินแรกของไทย ที่เปิดให้บริการ และเป็นสายการบินที่ 5 ของเอเชียด้วย”นายโชคชัย กล่าวว่า การบินไทยได้ให้บริษัท ออนแอร์ เป็นผู้ดำเนินการจัดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในเครื่องบินผ่านดาวเทียมกับโครงข่ายภาคพื้น ตรวจสอบการเชื่อมต่อสัญญาณบนเครื่องบินกับภาคพื้น จัดเก็บค่าบริการ รวมทั้งให้บริการด้านลูกค้าสัมพันธ์แก่ผู้โดยสารหากมีข้อสงสัย หรือข้อร้องเรียนต่างๆ โดยในอนาคตการบินไทยมีแผนขยายการให้บริการโทรศัพท์มือถือบน ในห้องผู้โดยสารเครื่องบิน ผ่านระบบจีเอสเอ็มด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ กสทช. และคาดว่าจะสามารถขยายการบริการให้ครอบคลุมฝูงบินหลักต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การบินไทยเปิดบริการไวไฟ
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

การบินไทยเปิดบริการไวไฟ
-

ราคาทอง17ก.พ.57 ปรับครั้งที่5 รูปพรรณขาย20,650บาท
วันที่ 17 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15:10 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 5 โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,650 บาท รับซื้อ 19,859.60 บาท ทองแท่งขายบาทละ 20,250 บาท รับซื้อ 20,150 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 5 ขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,650 บาท รับซื้อ 19,859.60 บาท ทองแท่งขาย 20,250 บาท รับซื้อ 20,150 บาท เวลา 15:10 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 4 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,600 บาท รับซื้อ 19,814.12 บาท ทองแท่งขาย 20,200 บาท รับซื้อ 20,100 บาท เวลา 15:04 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 3 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,650 บาท รับซื้อ 19,859.60 บาท ทองแท่งขาย 20,250 บาท รับซื้อ 20,150 บาท เวลา 14:03 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 2 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,700 บาท รับซื้อ 19,905.08 บาท ทองแท่งขาย 20,300 บาท รับซื้อ 20,200 บาท เวลา 10:52 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 200 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,750 บาท รับซื้อ 19,950.56 บาท ทองแท่งขาย 20,350 บาท รับซื้อ 20,250 บาท เวลา 09:35 น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทอง17ก.พ.57 ปรับครั้งที่5 รูปพรรณขาย20,650บาท -

เอกชนหยุดแผนผุดคอนโด
นายไชยยันต์ชาครกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่าบริษัทได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองที่ส่งผลให้ยอดขายในเดือนม.ค.ที่ผ่านมาลดลงถึง20%จากเดือนธ.ค.56 รวมทั้งมีลูกค้าเข้าเยี่ยมชมโครงการลดลงด้วยเช่นกันดังนั้น ในช่วงครึ่งปีแรกนี้บริษัทจะยังไม่เปิดตัวโครงการใหม่แต่อย่างใดจนกว่าปัญหาทางการเมืองจะยุติลง พร้อมทั้งจะหันไปสร้างที่อยู่อาศัยในกลุ่มระดับกลางถึงล่างราคา 1-2ล้านบาทมากขึ้นและเน้นการก่อสร้างแนวราบเป็นหลักโดยยืนยันว่าหากการเมืองยังยืดเยื้ออยู่ก็จะไม่เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมแน่นอนและเชื่อว่าปีนี้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เกือบทุกรายชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ออกไปกันหมด อย่างไรก็ตามมองว่า ปีนี้คงจะไม่รับราคาขายบ้านเพิ่มขึ้นเพราะต้นทุนด้านวัสดุก่อสร้างไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างไม่กล้าขึ้นราคาหลังจากที่ยอดขายลดลงเพราะรับผลกระทบจากการเมืองเช่นกัน “พร้อมกันนี้บริษัทได้ปรับแผนกลยุทธิ์การดำเนินงานใหม่โดยหันมาเน้นตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงล่างจากเดิมที่จะเน้นตลาดกลางถึงบนและช่วงครึ่งปีแรกนี้คงจะไม่เปิดตัวโครงการอะไรเพื่อรอดูสถานการณ์ทางการเมืองก่อนแล้วค่อยไปเปิดตัวโครงการใหม่ช่วงครึ่งปีหลัง6-8โครงการรวมมูลค่า 4,000ล้านบาทและเน้นแนวราบเท่านั้นรวมถึงออกไปต่างจังหวัดมากกว่าในกทม.ทั้งในหัวเมืองหลักและหัวเมืองชั้นรองโดยเฉพาะภาคตะวันออกภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยยังคงเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการที่แท้จริงพร้อมทั้งตั้งเป้าหมายรายได้ปีนี้2,700ล้านบาทเพิ่มขึ้น 10-15%จากปีก่อนและเป้าหมายยอดขาย 3,200ล้านบาท” ช่วง1-2ปีที่ผ่านมาบริษัทได้ขยายโครงการไปต่างจังหวัดแล้ว6 โครงการในเขตจ.ชลบุรีระยอง ฉะเชิงเทรา และ นครราชสีมาซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีแต่ปีนี้คาดว่าจะเปิดตัวโครงการใหม่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้โดยระหว่างนี้อาจจะหาซื้อที่ดินเตรียมไว้ก่อนโดยมีวงประมาณ 900ล้านบาทซึ่งปัจจุบันยังมีงานในมือ(แบล็คล็อค)อยู่1,300ล้านบาทและรับรู้รายได้ 1,000ล้านบาท “ปีนี้แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างแต่บริษัทได้วางแผนกระจายความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า2-3 ปีโดยบริหารอย่างรัดกุมควบคุมความเสี่ยงรวมถึงควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายอยู่ในงบส่งผลให้มีสภาพคล่องดีมีอัตราหนี้สินต่อทุนต่ำจึงยังมีโอกาสขยายการลงทุนได้อีก”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนหยุดแผนผุดคอนโด