นายสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรีผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพย์สบาย จำกัด บริษัทในเครือดีแทค กล่าวว่าตลอดเวลา10ปีที่ผ่านมา เพย์สบาย(Paysbuy) ถือเป็นเจ้าแรกในการให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet)ในประเทศไทย และให้บริการระบบการชำระเงินออนไลน์ ที่ช่วยกระตุ้นวงการอี-คอมเมิร์ซของประเทศ โดยเพย์สบายเป็นตัวแทนรับชำระเงินที่อยู่เบื้องหลังให้ร้านค้าเอสเอ็มอี เติบโต ทั้งในประเทศ และต่างประเทศโดยให้บริการกับร้านค้าออนไลน์กว่า 10,000 แห่ง สร้างมูลค่าธุรกรรมให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของไทยโดยมียอดการชำระเงินผ่านทางระบบของเพย์สบายมากกว่า 2,000ล้านบาท ทำให้รายได้ของเพย์สบายในปีที่ผ่านมาเติบโต 25 % เมื่อเทียบกับรายได้ปี2555 สำหรับปีนี้คาดว่ารายได้เติบโตอีก35% และโดยมีร้านค้าที่สมัครใช้บริการเพย์สบายเพิ่มขึ้นอีก1,000 แห่ง ส่วนปัจจุบันมีผู้สมัครเปิดบัญชีเพย์สบายเพื่อใช้ในการรับ-ส่งเงินแล้วกว่า500,000 รายทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์“Internetfor All” ของดีแทคที่มีเป้าหมายต้องการให้คนไทยทั่วประเทศสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างเท่าเทียมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันโดยรวมให้กับประเทศในปีนี้เพย์สบายจึงนำมาต่อยอดโดยปรับสู่ 3 กลยุทธ์หลักคือ 1.เพิ่มสินค้าและบริการใหม่ให้กับร้านค้าออนไลน์และผู้ใช้งานผ่านเพย์สบาย2. เพิ่มช่องทางและขยายการตลาดการชำระเงินในออนไลน์ 3.เสริมสร้างระบบสู่ความแข็งแกร่งรองรับความปลอดภัยใช้งานในโลกออนไลน์ด้วยมาตรฐานระดับโลกโดยทั้งหมดนี้จะเริ่มดำเนินการแนะนำสู่ตลาดเพื่อกระตุ้นวงการอี-คอมเมิร์ซของประเทศไทยในราวไตรมาสที่2 เป็นต้นไปนอกจากนี้ยังได้แนะนำบริการใหม่ในปีนี้คือแคชการ์ด (Cashcard) หรือบัตรเงินสดใช้จ่ายผ่านโลกออนไลน์, Virtual prepaidcard ที่ช่วยทำให้ผู้มีบัญชีกับเพย์สบายสามารถช้อปปิ้งบนออนไลน์ได้กับทุกเว็บไซต์ผ่านเครือข่ายVisa, MasterCard, โมบายล์ เครดิตการ์ด (Mobilecredit card) หรือการนำบัตรเครดิตเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นเพื่อใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการ,Payment On Delivery หรือ บริการ POD ที่จะให้ร้านค้าสามารถรับชำระเงินที่ปลายทางได้อย่างไรก็ดีภาพรวมตลาดอี-คอมเมิร์ซไทยที่ผ่านมาพฤติกรรมผู้ใช้บริการและร้านค้าออนไลน์ต่างๆเติบโตพร้อมกับกระแสโมบายล์อินเทอร์เน็ตบน 3G บูม และยอดการใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเติบโตต่อเนื่องจากเดิมพฤติกรรมที่ใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเปลี่ยนเป็นออนไลน์เชื่อมต่อโซเชียลมีเดียได้ทุกสถานที่ทุกเวลา และสามารถช้อปปิ้งสินค้าผ่านหน้าจอได้ง่ายขึ้นรวมทั้งการเติบโตของออนไลน์แบบใหม่ ๆ เช่น โทรศัพท์ ธุรกิจเว็บดีล คูปองส่วนลดเกมส์ออนไลน์ และ ดิจิทัลคอนเทนท์ ที่ใช้ช่องทางชำระเงินผ่านเพย์สบาย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เพย์สบายดันบริการใหม่กระตุ้นอี-คอมเมิร์ซไทย
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

เพย์สบายดันบริการใหม่กระตุ้นอี-คอมเมิร์ซไทย
-

ตั้งกองทุนช่วยเหลือชาวนา
ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานใหญ่ เวลา 16.30 น. วันที่ 27 ก.พ.57 นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการธนาคารมีมติจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือชาวนา โดยจะเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปและนิติบุคคลที่มีความประสงค์จะช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา นำเงินมาสมทบไว้กับกองทุนช่วยเหลือชาวนา เพื่อให้กองทุนนำเงินดังกล่าวไปจ่ายให้ชาวนาต่อไป โดยจะเริ่มเปิดรับเงินบริจาคและเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค. – 30 มิ.ย.57 และสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ธ.ค.57 วงเงินไม่เกิน 20,000 ล้านบาท โดยคาดว่าเมื่อมีผู้บริจาคและสมทบ 1,000 ล้านบาทแรก ธนาคารจะกระจายไปยังสาขา เพื่อจ่ายเงินให้ชาวนาทันที ทั้งนี้ การเข้าร่วมสมทบเงินกองทุน แบ่งเป็น 3 บัญชี ได้แก่ 1.การบริจาคโดยโอนเข้าบัญชี “กองทุนช่วยเหลือชาวนา (เงินบริจาค)” ได้ตามจำนวนที่ผู้บริจาคประสงค์ 2.สมทบเงิน “กองทุนช่วยเหลือชาวนา (แบบไม่มีผลตอบแทน)” โดยไม่จำกัดจำนวนเงินที่สมทบ แต่ขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1,000 บาท และ 3.การสมทบเงิน “กองทุนช่วยเหลือชาวนา (แบบมีผลตอบแทน)” ซึ่งไม่จำกัดจำนวน แต่สมทบไม่ต่ำกว่า 1,000 บาทเช่นกัน และผู้ที่ร่วมบริจาคหรือสมทบเงินเข้ากองทุนต้องดำรงเงินไว้จนสิ้นสุดโครงการ นอกจากนี้ ธ.ก.ส.จะบริจาคเงินช่วยเหลือชาวนา 2 ส่วน โดยส่วนแรกจะโอนเข้าบัญชีกองทุนที่ 1 ที่เป็นเงินบริจาควงเงิน 10 ล้านบาท ซึ่งมาจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามปกติของธนาคาร และส่วนที่ 2 มาจากมติของคณะกรรมการที่สมทบเงินในกองทุนที่ 2 แบบไม่มีผลตอบแทน วงเงิน 100 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กองทุนดังกล่าวจะให้ผลตอบแทน 0.63% ต่อปี โดยเป็นเงินสมทบตามข้อ 2 และ 3 ซึ่ง ธ.ก.ส.จะหารือกับกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณอีกครั้ง เพื่อจัดสรรงบประมาณให้ โดยยืนยันว่าอัตราดังกล่าวมีต้นทุนที่ต่ำมาก ส่วนการส่งเงินคืนให้ผู้สมทบจะมาจากที่ ธ.ก.ส.ได้รับเงินจากการระบายข้าวที่กระทรวงพาณิชย์ส่งมาชำระหนี้คืนและหรือจากเงินที่กระทรวงการคลังจัดหามาให้ภายใน 31 ธ.ค.57 โดยกองทุนสงวนสิทธิ์ในการคืนเงินสมทบก่อนครบกำหนด เมื่อสิ้นสุดโครงการและมีการชำระบัญชีตามโครงการเสร็จสิ้น แต่หากมีเงินเหลือกองทุนจะนำเงินทั้งหมดไปบริหารจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตั้งกองทุนช่วยเหลือชาวนา -

หวั่นการเมืองยื้อกระทบสภาพคล่อง
รายงานข่าวจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทยหรือทีเอ็มบีแจ้งว่า ปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อไปจนถึงไตรมาส 2/57 จะทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหาสภาพคล่อง เนื่องจากผู้ประกอบการมีภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่กระแสเงินสดไม่แน่นอน โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้เวลาในการหมุนเงินสดหลายวันหรือมีช่วงเวลาระหว่างการจ่ายเงิน เช่น ธุรกิจผลิตและขายเฟอร์นิเจอร์ เป็นธุรกิจที่มีระยะเวลาการหมุนเงินสดนานถึง 95 วัน และมีสินค้าคงเหลือในสต็อกสูง ซึ่งทำให้การขนส่งลำเลียงสินค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นไปได้ยากลำบากเกิดความไม่สะดวก และลูกค้าอาจยกเลิกการตัดสินใจซื้อ ส่งผลกระทบต่อเงินสดที่จะได้รับและความสามารถในการชำระหนี้สิน สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะมีวงจรหมุนเงินสดช้ามากกว่า 5 เดือน และผู้ผลิตเสื้อผ้าเองก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ยังพึ่งพายอดขายจากภายในประเทศเป็นหลัก เพราะมีระยะเวลาหมุนเงินสด 103 วัน และมีสินค้าค้างสต็อกสูงมากกว่า 3 เดือน ส่วนธุรกิจท่องเที่ยวแม้จะเป็นกลุ่มที่วงจรการหมุนเงินสดไม่มากนัก แต่เป็นธุรกิจที่มีระดับหนี้และดอกเบี้ยเมื่อเทียบกับกระแสเงินสดเป็นสัดส่วนที่สูง เพราะผู้ประกอบการยังได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกังวลกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศ ทำให้มีการยกเลิกห้องพักและงดใช้บริการของบริษัททัวร์สูงขึ้น โดยผลกระทบหลัก ๆ นั้น จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ขณะที่ในส่วนของแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา ยังเดินทางมาท่องเที่ยวได้ แต่ไม่สามารถทดแทนรายได้จากการท่องเที่ยวที่หายไปได้ทั้งหมด ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบมากนั้น ควรปรับตัวเพื่อรับมือการชะลอตัวเศรษฐกิจ โดยในระยะสั้นที่ยังมีการชุมนุมทางการเมืองอยู่ ลูกค้าบางกลุ่มจะหันไปใช้บริการสาขานอกพื้นที่ชุมนุมเพิ่มขึ้น จึงอาจมีความจำเป็นต้องโยกทรัพยากรและบุคลากรไปเพิ่มที่ชานเมืองชั่วคราว เพื่อที่จะลดต้นทุนการเปิดบริการและค่าใช้จ่ายการดำเนินงานที่ไม่จำเป็นในย่านชุมนุม รวมทั้งประสานงานกับเจ้าหนี้และสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจและมีเวลาในการเตรียมตัวหากมีความจำเป็นขอยืดเวลาชำระเงิน ไม่ว่าจะเป็น ค่าวัตถุดิบ หรือการชำระหนี้ต่างๆ ออกไป ตลอดจนพิจารณาชะลอการลงทุนที่อาจจะกระทบกระแสเงินสดออกไปก่อนและเตรียมวงเงินสภาพคล่องสำรองให้มากขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หวั่นการเมืองยื้อกระทบสภาพคล่อง