เดือน: กุมภาพันธ์ 2014

  • ‘เฟซบุ๊ก’กับการซื้ออนาคตตนเอง

    ‘เฟซบุ๊ก’กับการซื้ออนาคตตนเอง

    กลายเป็นกระแสโด่งดังในโลกโซเชียล เมื่อ “เฟซบุ๊ก” ทุ่มทุนซื้อ “วอทส์แอพ” แชตที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือเป็นการครอบครองอาณาจักรมือถือของเฟซบุ๊กก็ว่าได้ อ.อรภัค สุวรรณภักดี นักวิชาการอิสระนักเขียนหนังสือทำตลาดบนเฟซบุ๊กฉบับประยุกต์แอพพลิเคชั่น เล่าว่า การเข้าซื้อวอทส์แอพ (WhatsApp)ของเฟซบุ๊ก (Facebook)ถือเป็นการครองอินสแตนท์ แมสเซนจิ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นการซื้อคู่แข่งทางเครือข่ายสังคมที่มีอัตราการโตเร็ว เพราะโลกกำลังจะเป็นโลกอินเทอร์เน็ตไร้สายอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้อนาคตการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่บ้านน้อยลง และใช้มือถือ ไอแพด แท็บเล็ต และอุปกรณ์ไร้สายติดต่อกันมากขึ้น จากเดิมโทรฯหาแฟกซ์ อีเมล เอสเอ็มเอส หรือเเชตผ่านเฟซบุ๊ก มาเป็นการสื่อสารผ่านระบบที่เรียกว่าอินสแตนท์ แมสเซนจิ้ง ครอบคลุมเกือบทั้งหมดของการติดต่อ ซึ่งโลกเร่งด่วน การติดต่อโดยใช้เฟซบุ๊ก อินเตอร์เฟซ ผ่านหน้าจอของเฟซบุ๊ก ยากกว่าการติดต่อโดยใช้อินสแตนท์ แมสเซนจิ้ง สำหรับการเข้าซื้อครั้งนี้ถือเป็นการซื้อฐานลูกค้ามือถือ ซื้อคู่แข่ง และซื้อข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าวอทส์แอพเพื่อวิเคราะห์ประวัติการใช้งานลูกค้ามือถือ เพื่อปรับและพัฒนาซีอาร์เอ็มของเฟซบุ๊ก ในการทำเรื่องของการโฆษณาผ่านมือถือ โดยฐานมือถือของวอทส์แอพถือว่าใกล้ชิดกว่าการใช้งานเฟซบุ๊ก เพราะมีลูกค้าบางส่วนที่ใช้เฟซบุ๊กน้อยลง แต่หันมาใช้อินสแตนท์แมสเซนจิ้งเพื่อติดต่อมากขึ้นแบบจริงจัง เพราะหากมองเชิงจิตวิทยา อินสแตนท์แมสเซนจิ้งเข้าถึงผู้ใช้งานมือถือมากกว่าเฟซบุ๊ก เพราะสะดวกกว่า ซึ่งหากพิจารณาไลน์ จะเห็นว่า ไลน์ได้เข้าถึงส่วนแบ่งทางการตลาดในเอเชีย และปัจจุบันมีคนย้ายจากการใช้งานเฟซบุ๊กไปเน้นอินสตาแกรม เเละ ไลน์แชตเเทน ซึ่งในอดีตเฟซบุ๊กเข้าซื้ออินสตาแกรม เพราะกลัวการเติบโต เร็วของอินสตาแกรม ที่คนหันไปโหลดรูปกันมากขึ้น และอาจดึงฐานลูกค้าของตนเอง แต่หลังการเข้าซื้ออินสตาแกรม ก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก มีเพียงการเพิ่มรูปแบบให้คนติดต่อกันมากขึ้น มีการลิงก์ เชื่อมต่อเฟซบุ๊กกับอินสตาแกรมได้ดีขึ้น “การลงทุนครั้งนี้ดูเหมือนมาก แต่ก็ไม่มากจนเกินไป ถือเป็นการซื้อทิศทาง และอนาคตเฟซบุ๊กเองก็เข้ามาอยู่ในตลาดมือถือกลาย ๆ เพราะว่าวอทส์แอพ ได้เข้ามาดึงส่วนแบ่งตลาดเอสเอ็มเอสจากหลายค่ายเช่นกัน” การเข้าซื้อวอทส์แอพ น่าจะเกิดประโยชน์ทางการพัฒนาฟังก์ชั่น และฟีเจอร์มากกว่านี้ ซึ่งอาจจะมาในรูปแบบที่คล้ายกับไลน์ เเต่มีการเชื่อมต่อกับเฟซบุ๊กมากขึ้น และมีการแชตที่อาจจะเป็นแชตกลุ่ม หรือ Group Chat และมีการลิงก์การทำงานกับอินสตาแกรม หรือ เฟซบุ๊ก โดยมีความเป็นไปได้ว่าจะมีจุดที่ดึงข้อมูลบางอย่างได้ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจำนวนเงินที่เฟซบุ๊กทุ่มกับดีลนี้เป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท ทำให้มีแนวความคิดสนับสนุนเพิ่มเติมในเรื่องของการสร้างซิลิคอนวัลเลย์และศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีก้าวหน้าแห่งชาติ เนื่องจากความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีมือถือหรือเทคโนโลยีอื่น ๆ อาจสร้างรายได้ไม่แพ้รายได้จากเกษตรกรรม และจากท่องเที่ยวของประเทศไทยเลย หากมองว่าเทคโนโลยี คือหนึ่งในอนาคตของโลกที่ก้าวหน้า พร้อมกับการทำเงินมหาศาล หากค้นพบจุดเด่นในด้านเทคโนโลยีนั้น เพื่อต่อยอดความก้าวหน้าของคนไทยในประเทศ และธุรกิจในประเทศ ประเทศไทยควรจะมีการทุ่มเพิ่มศักยภาพของนักพัฒนาไทยให้เทียบเท่าชาติตะวันตก และมีการสร้างสตาร์ตอัพโดยรัฐบาลสนับสนุนอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสมองไหล และสูญเสียนักพัฒนาทางเทคโนโลยีเก่ง ๆ ให้กับต่างชาติต่อไปในอนาคต. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘เฟซบุ๊ก’กับการซื้ออนาคตตนเอง

  • สามารถคุยขายไอโมบายทำกำไรสูงสุดในรอบ 5 ปี

    สามารถคุยขายไอโมบายทำกำไรสูงสุดในรอบ 5 ปี

    สามารถเผยผลประกอบการปี 56 ไอโมบายทำกำไรสูงสุดในรอบ 5 ปี ยอดขาย 1.7 ล้านเครื่อง กำไร 807 ล้านบาท นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทสามารถในปี 2556 ที่ผ่านมาว่า บริษัทประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งรายได้และกำไรที่สูงสุดในรอบ 5 ปี โดยมีรายได้ 22,434 ล้านบาท เติบโตกว่าปีก่อนถึง 31% กำไร สุทธิ 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 36% ซึ่งเป็นผลประกอบการที่เป็นไปตามเป้าหมายทั้งเครือ ทั้งนี้ ธุรกิจที่สร้างรายได้เติบโตสูงสุด คือ สายธุรกิจโมบาย-มัลติมีเดีย โดย บมจ.สามารถไอ-โมบาย มีรายได้ปี 2556 ทั้งสิ้น 10,300 ล้านบาท และมีกำไรสูงสุดในรอบ 5 ปี ถึง 807 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการขยายตลาดสมาร์ทโฟน ที่มียอดขายถึง 1.7 ล้านเครื่อง จากจำนวนโทรศัพท์มือถือของไอโมบายที่ขายได้ทั้งหมด 3.8 ล้านเครื่อง และทำให้ราคาโดยเฉลี่ยต่อเครื่องของไอโมบายปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 74% จากประมาณ 1,500 บาท เป็น 2,600 บาท ส่วนธุรกิจคอนเทนต์มีผลประกอบการค่อนข้างคงที่ ในขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการเอ็มวีเอ็นโอภายใต้แบรนด์ ไอ โมบาย 3GX ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 400,000 รายในปัจจุบัน และจากกระแสสมาร์ทโฟนที่ยังแรงต่อเนื่องและการขยายเครือข่าย 3จี ซึ่งจะครอบคลุมมากขึ้น มั่นใจว่ากลุ่มไอ-โมบาย จะสามารถรักษาอัตราการเติบโตทั้งรายได้และกำไร โดยตั้งเป้ารายได้ปี 2557 ไว้ที่ 13,000 ล้านบาท ส่วนเป้ารายได้รวมของกลุ่มสามารถปี 2557 คือ 30,000 ล้านบาท.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สามารถคุยขายไอโมบายทำกำไรสูงสุดในรอบ 5 ปี

  • การเมืองดันธุรกิจแห่ทำประกันภัยก่อการร้ายเพิ่ม

    การเมืองดันธุรกิจแห่ทำประกันภัยก่อการร้ายเพิ่ม

    นางนวลพรรณ  ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองทำให้ธุรกิจหันมาซื้อประกันภัยจราจลและก่อการร้ายเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น  ส่วนลูกค้าที่ซื้อประกันมีใครบ้างนั้นไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้  แต่คาดว่าปีนี้จะมีเบี้ยประกันเพิ่ม เป็น 300 ล้านบาท จากเดิมมีเบี้ยเพียง 200 ล้านบาท  และปี 55 มีเบี้ยประมาณ140 ล้านบาท ขณะที่เบี้ยประกันภัยพิเศษหรือสเปเชียลโปดักส์ของบริษัทปัจจุบันอยู่ที่ 600-700 ล้านบาท  ขณะเดียวกันจะขยายบริการลูกค้าไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้านทั้งพม่าลาว กัมพูชา และเวียดนาม  ซึ่งกำลังศึกษารายละเอียดอยู่ เพราะแต่ละประเทศมีข้อจำกัดในด้านกฏระเบียบ       นอกจากนี้จะเน้นขยายตลาดรถบรรทุก  เนื่องจากระบบโลจิสต์ที่ข้ามบริเวณชายแดนมีอัตราการเติบโตสูงหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในปี 58 ทำให้ผู้ประกอบการประกันภัยหันมาทำตลาดกันมากขึ้นโดยบริษัทจะทำตลาดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะมีเบี้ยประมาณ 400 ล้านบาทจากเบี้ยรถบรรทุกในตลาดรวมอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท  ส่วนตลาดรถยนต์ปีนี้ลดสัดส่วนลง 1% จากเดิมอยู่ที่48% มาอยู่ที่ 47% เพราะหลังจากหมดนโยบายรถคันแรกทำให้ยอดขายรถยนต์ใหม่ลดลงดังนั้นจะเน้นทำตลาดนอนมอเตอร์หรือประกันภัยทั่วไปมากขึ้น คาดว่าจะมีสัดส่วนอยู่ที่53% จากเดิมอยู่ที่ 52%       “ปีนี้คาดว่ามีเบี้ยรับอยู่ที่ 10,350 ล้านบาทจากปีก่อนอยู่ที่ 8,891 ล้านบาท  โดยเน้นขยายผลิตภัณฑ์ผ่านตัวแทนและแบงก์แอสชัวรันด์ธุรกิจนายหน้า และพันธมิตรธุรกิจ  สำหรับผลิตภัณฑ์ปีนี้จะเน้น4ผลิตภัณฑ์คือประกันสุขภาพ ประกันฟัน ประกันสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข และแมว รวมถึงประกันผู้สูงอายุ  ส่วนวงเงินลงทุนปีนี้ประมาณ 8,500 ล้านบาทจากปีก่อนอยู่ที่ 7,500 ล้านบาท เน้นลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่า  โดยผลตอบแทนลงทุนปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 6%  จากปีก่อนอยู่ที่ 5.29%   แบ่งเป็นตราสารหนี้53% และเงินฝาก  26.7% ที่เหลือเป็นหุ้น”       สำหรับผลประกอบการปี56ที่ผ่านมามีกำไรสุทธิ 772.4 ล้านบาท  ซึ่งสูงสุดนับจากควบรวมกิจการกับบริษัทภัทร ประกันภัยจากปี55 ที่ ขาดทุนสุทธิที่ 862.5 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การเมืองดันธุรกิจแห่ทำประกันภัยก่อการร้ายเพิ่ม