วันที่ 27 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17:10 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 3 โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,950 บาท รับซื้อ 20,147.64 บาท ทองแท่งขายบาทละ 20,550 บาท รับซื้อ 20,450 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 3 ขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,950 บาท รับซื้อ 20,147.64 บาท ทองแท่งขาย 20,550 บาท รับซื้อ 20,450 บาท เวลา 17:10 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 2 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,900 บาท รับซื้อ 20,102.16 บาท ทองแท่งขาย 20,500 บาท รับซื้อ 20,400 บาท เวลา 09:47 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ลด 150 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,950 บาท รับซื้อ 20,147.64 บาท ทองแท่งขาย 20,550 บาท รับซื้อ 20,450 บาท เวลา 09:22 น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทอง27ก.พ.57 ปรับครั้งที่3 รูปพรรณขาย20,950บาท
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

ราคาทอง27ก.พ.57 ปรับครั้งที่3 รูปพรรณขาย20,950บาท
-

จับตาไทยเสี่ยงถูกลดเครดิตพิษการเมืองไม่มีทางออก..
ต้องเรียกว่า ณ เวลานี้…ประเทศไทยตกอยู่ในอาการ “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” หลังจากที่เกิดความแตกแยกอย่างชัดเจนขึ้นในสังคม จนทำให้ทั่วโลกจับตาเพราะการชุมนุมที่ยืดเยื้อมานานร่วม 4 เดือนแล้วแต่ยังหาทางออกไม่ได้ ส่งผลให้ประเทศต้องเผชิญกับความเสี่ยงสารพัด โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลงทุนภาครัฐ การลงทุนของเอกชน การกิน การใช้จ่าย หดหายลดน้อยถอยลงไปอย่างน่าใจหาย ที่สำคัญจำนวนนักท่องเที่ยวก็เริ่มลดน้อยถอยลงเพราะความเชื่อมั่นในประเทศกำลังหดหาย ด้วยเหตุปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ทำให้บรรดาสำนักพยากรณ์ต่างออกมาปรับเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไปในทิศทางเดียวกันคือต่ำกว่า 3% แน่นอน เผลอ ๆ หากทุกอย่างยังไม่มีอะไรดีขึ้นอาจเติบโตได้ต่ำกว่าปี 56 ที่เติบโตเพียง 2.9% ด้วยซ้ำไป จากอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ตกต่ำถึง 2 ปีติดเช่นนี้ … จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่บรรดาสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น “สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส หรือเอสแอนด์พี” หรือ “มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส” หรือแม้แต่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ต่างออกมาจับจ้องสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด และอาจนำไปสู่การปรับลดเครดิตไทยในอนาคตก็เป็นไปได้ ด้วยความกังวลที่เริ่มทวีคูณ…หลังจากพ้นวันเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่บรรดากลุ่มผู้ชุมนุมได้เรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง ส่งผลให้การเลือกตั้งของไทยไม่สามารถจัดได้ครบทุกเขต และยังไม่หมดแค่นั้น ปัญหาจากโครงการประชานิยม “รับจำนำข้าว” จากการบริหารงานของรัฐบาลที่ผิดพลาด จนไม่สามารถหาเงินจ่ายชาวนาได้ ยังทำให้สถาบันจัดอันดับต่างออกบทวิเคราะห์เตือนถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งเป็น “จุดอ่อน” ของความน่าเชื่อถือ เพราะหากย้อนกลับไปในช่วงที่ผ่านมา การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งของไทย เริ่มตั้งแต่ปี 49 ได้ส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปโครงสร้างให้ต้องล่าช้าออกไป และเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ที่เริ่มบั่นทอนและเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจด้วย แม้ที่ผ่านมา “เอสแอนด์พี” ยังเลือกคงเครดิตของไทยไว้ เพราะสถานะภาคต่างประเทศของไทยที่แข็งแกร่ง หนี้รัฐบาลอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนต่ออันดับความน่าเชื่อถือ โดยคงเครดิตทั้งตราสารหนี้ระยะยาว บีบีบีบวก และระยะสั้นสกุลเงินตราต่างประเทศ เอ ลบสอง แนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับมีเสถียรภาพ แต่เอสแอนด์พี ได้ระบุแนบท้าย ว่าจะติดตามความไม่แน่นอนทางการเมือง และการที่เศรษฐกิจมีรายได้ต่ำอย่างใกล้ชิด ที่อาจทำให้ความสามารถในการปกครองประเทศ ถดถอยลงไปมากกว่าที่สังเกตการณ์ไว้ช่วง 7 ปีก่อน แม้การคงเครดิต เป็นเรื่องที่น่าดีใจ แต่ตราบใดที่การเมืองไม่ชัดเจน ก็ต้องรอดูต่อไปว่าไทยจะสามารถประคองเครดิตได้หรือไม่ ขณะที่ “ฟิทช์ เรทติ้งส์” ย้ำอย่างชัดเจนว่าหากการเผชิญหน้าทางการเมืองยังคงยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยให้แย่ลง รวมถึงเครดิตก็ต้องปรับลดลงตาม เพราะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน จะกระทบต่อระบบธนาคารผ่านการชำระหนี้ ขณะที่การเลือกตั้งที่ยังไม่เสร็จสิ้น ส่อให้เกิดความเสี่ยงที่ส่งผล กระทบเชิงลบต่อการทำงานด้านเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงิน แม้เพดานเครดิตของไทย จะอยู่ในระดับ เอลบ ตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาล เป็น บีบีบีบวก ตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ เป็น เอฟ 2 และตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทของรัฐบาล ที่ระดับ เอลบ ฉะนั้นการเจรจาหาทางออกในด้านการเมือง ยังคงเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากลากยาวเกินไปจะกระทบในวงกว้างและอาจจะเกินเยียวยาได้ ด้าน “มูดี้ส์ฯ ” เอง ล่าสุด ก็มีแนวโน้มอาจปรับลดเครดิตของไทยลง หากการเมืองยังหาข้อสรุปไม่ได้ยืดเยื้อไปจนถึงครึ่งปีหลัง และความขัดแย้งทางการเมืองมีเพิ่มขึ้นและขยายตัวไปในวงกว้าง รวมถึงมีการชุมนุมที่รุนแรงขึ้นและมุ่งเป้าหมายให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจหรือก่อให้เกิดผลกระทบระยะยาวต่อภาคการท่องเที่ยวและการผลิต โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนในการระดมทุนของรัฐบาล จากปัจจุบันที่มูดี้ส์ยังยืนยันเครดิตของพันธบัตรรัฐบาลไทยไว้ที่ บีเอเอ 1 โดยมีแนวโน้มความน่าเชื่อถือที่มีเสถียรภาพ เนื่องจากไทยมีพื้นฐานเครดิตที่โดดเด่นกว่าความไม่สงบทางการเมืองในประเทศที่เกิดขึ้นตั้งแต่มีการปฏิวัติเมื่อปี 49 ต้องยอมรับว่า ตลอดเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมาความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ในระดับที่มั่นคง แต่จากเหตุการณ์ทางการเมืองที่ไม่ปกติ เพราะชุมนุมยาวนานต่อเนื่องหลายเดือน สถานที่ทางราชการถูกปิด รวมทั้ง ปัญหาการจำนำข้าว ที่สถาบันจัดอันดับหลายแห่งออกมาเตือนว่าสร้างภาระทางการคลังและกระทบต่อไทยในระยะยาว อาจส่งผลให้เครดิตไทยต้องถูกปรับลดลง… หากถึงเวลานั้นจริง … นั่นจะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศที่กำลังลูกผีลูกคนในเวลานี้ดิ่งเหวลงไปอีก ไม่เพียงแค่นี้ ต้นทุนของประเทศก็จะเพิ่มมากขึ้นการระดมทุนในรูปแบบต่าง ๆ จะเพิ่มสูงขึ้นเป็นทวีคูณ แต่ทั้งหลายทั้งปวง จะไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปกว่าการเดินเข้าสู่การเป็นประเทศที่ล้มเหลว ที่ไม่มีใครให้ความเชื่อถืออีกต่อไป! . วุฒิชัย มั่งคั่ง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จับตาไทยเสี่ยงถูกลดเครดิตพิษการเมืองไม่มีทางออก.. -

นาโนเทคชูนวัตกรรมสู่ภาคการผลิต
นาโนเทคปลื้มความก้าวหน้าในนวัตกรรมนาโนคนไทยได้รับความสนใจในเวทีระดับโลก ชี้เป็นความสำเร็จในการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคการผลิตที่ใช้งานได้จริง ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) เปิดเผยว่า เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา นาโนเทคได้เข้าร่วมจัดแสดงงานนิทรรศการด้านนาโนเทคโนโลยีระดับโลก International Nanotechnology Exhibition and Conference Nanotech 2014 ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นงานนิทรรศการทางด้านนาโนเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของโลก โดยนาโนเทคได้นำเสนอผลงานด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเอกชนที่ได้ร่วมทำวิจัยกับนาโนเทคและผลงานที่นาโนเทควิจัยและพัฒนาขึ้นเอง ซึ่งแต่ละผลงานล้วนแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในงานวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศไทย ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริง ทั้งนี้ภาคเอกชนที่นำเสนอนวัตกรรมในครั้งนี้ต่างได้รับการติดต่อนัดเจรจาธุรกิจและขอดูผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอย่างมากสำหรับภาคเอกชน และถือเป็นความสำเร็จของศูนย์นาโนเทคในการถ่ายทอดผลงานวิจัยสู่ภาคการผลิต โดยผลงานเด่นที่ได้รับความสนใจ อาทิ การปรับปรุงคุณภาพของสารสกัดขมิ้นชัน ของ บริษัททิปโก้ ไบโอเท็ค ที่ใช้เทคโนโลยีนาโนเอนแคปซูเลชั่น มาช่วยแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นและรสชาติของสารสกัดจากขมิ้น ทำให้ไม่มีผลต่อรสชาติของผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้และยังทำให้สารสกัดออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาวัสดุนาโน เพื่อนำมาเป็นสารเติมแต่งในผลิตภัณฑ์พลาสติกของบริษัทไออาร์พีซีเพื่อเพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้กับเม็ดพลาสติก โดยใช้เทคโนโลยีนาโน ฟิลเตอร์ทำให้เม็ดพลาสติกเกรดต่างๆสามารถฆ่าเชื้อและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ถึง 99.9% และหินแก้วรูพรุนไล่ยุง งานวิจัยที่ต่อยอดของ บริษัท ไทยเทคโนกลาส ที่นำหินฟองน้ำ หินแก้วรูพรุน มาต่อยอด โดยใช้นาโนเทคโนโลยี กักเก็บกลิ่นตะไคร้หอมซึ่งนอกจากช่วยไล่ยุง ยังประดับสวนได้สวยงาม.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นาโนเทคชูนวัตกรรมสู่ภาคการผลิต