ใกล้ถึงวันที่ประเทศไทยต้องก้าวเข้าสู่การเปิดเสรีประชาคมอาเซียน ปี 58 นักธุรกิจไทยต้องมีการปรับตัวเพื่อเข้าสู่การแข่งขันที่รุนแรงเช่นกัน สำหรับการทำธุรกิจหลาย ๆ ประเทศ นักลงทุนส่วนใหญ่มักหาพันธมิตรร่วมดำเนินธุรกิจ ผนึกกำลังเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น ล่าสุด บริษัท สามารถคอมมิวนิเคชั่นเซอร์วิส จำกัด ได้ร่วมมือกับ บริษัท ล็อกซเล่ย์ ไวร์เลส จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอที ตั้งบริษัทร่วมกันเพื่อให้บริการในกลุ่มธุรกิจไอทีแบบครบวงจรเพื่อเจาะตลาดในภูมิภาคอาเซียน หลังเห็นโอกาสตลาดเติบโตสูง นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) เล่าว่า ถือเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมไอซีทีไทยสู่การยอมรับในระดับสากลตั้งบริษัทใหม่ ในนามบริษัท เอส แอล เอ เอเชีย จำกัด โดยแต่งตั้งนายสุรกิจ เกียรติธนากร เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) เอส แอล เอ เพื่อดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีไอซีทีครบวงจรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยทั้ง 3 บริษัท มีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกันคือขยายฐานธุรกิจสู่ต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) “เรามีความชำนาญ ทั้งวางระบบเครือข่ายการสื่อสาร บริหารจัดการระบบข้อมูลสารสนเทศ ออกแบบติดตั้งระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย ให้บริการคอลเซ็นเตอร์เต็มรูปแบบ และด้วยความเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมกันมาโดยตลอด ยิ่งเพิ่มความมั่นใจในการสร้างการยอมรับ” นายวัฒน์ชัย กล่าว นายเฉลิมโชค ล่ำซำ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ล็อกซเล่ย์ เล่าว่า เมียน มาร์เป็นตลาดใหม่ที่สำคัญ จึงให้ความสำคัญมาก เพราะมีแนวโน้มการเติบโตที่โดดเด่น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีนักลงทุนชาวไทยทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่จำนวนมากเข้าไปประกอบธุรกิจเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขการค้าระหว่างไทยและเมียนมาร์ปีที่ผ่านมาสูงถึงกว่า 2 แสนล้านบาท ทำให้มีการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ การลงทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่เมียนมาร์อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้ ทั้งนี้ การให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม การบริการสื่อสารไร้สาย รวมถึงการให้บริการไอซีทีที่ครบวงจร ตั้งแต่การขายอุปกรณ์ การติดตั้งและวางระบบการสื่อสาร ตลอดจนการให้บริการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องย่อมเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งเรามั่นใจในศักยภาพของ เอสแอลเอ ที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแน่นอน นายศิริพงษ์ อุ่นทรพันธุ์ ประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอไอที กล่าวเสริมว่า การรุกตลาดต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่โดยเฉพาะกัมพูชา เอไอที และกลุ่มสามารถฯ ได้เข้าไปดำเนินธุรกิจอยู่ก่อนแล้ว จึงมั่นใจได้ด้วยประสบการณ์และความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าท้องถิ่นจะเป็นกำลังสำคัญในการขยายธุรกิจให้บริษัทใหม่ นายสุรกิจ เกียรติธนากร ซีอีโอ เอสแอลเอ เล่าว่า ตลาดในอาเซียน โดยเฉพาะเมียนมาร์ ยังมีช่องว่างการขยายตัวอีกมาก ถือเป็นตลาดใหญ่ โดยมีมูลค่าตลาดโทรคมนาคมกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อเข้าไปให้บริการระบบด้านโทรคมนาคม ให้บริษัทที่ได้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมในเมียนมาร์ คาดว่าเดือน มี.ค. 57 จะบรรลุข้อตกลง ส่วนลาวก็มีความต้องการด้านไอซีทีมาก โดยเฉพาะการให้บริการด้านไอทีโซลูชั่นที่ต้องทำงานร่วมกับภาครัฐของลาว เช่นเดียวกับกัมพูชาที่การขยายตัวยังมีสูง โดยกัมพูชา มีความต้องการเรื่องของดาต้า เซ็นเตอร์ และอีกอฟเวิร์นเมนท์ หากทั้ง 3 โทรคมนาคมไทย มีความตั้งใจและนำบริการที่ดีมีคุณภาพเจอะกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน เชื่อว่า เป้ารายได้รวมที่ตั้งไว้ 3 ปี ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท น่าจะอยู่แค่มือเอื้อม. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 3 ยักษ์ใหญ่ไอทีไทย รวมตัวบุกตลาดเออีซี
เดือน: มีนาคม 2014
-

3 ยักษ์ใหญ่ไอทีไทย รวมตัวบุกตลาดเออีซี
-

อนาคตการรักษามะเร็งในมือคนไทย
“มะเร็ง” ยังน่ากลัวสำหรับทุกคน … แม้ว่าจะค้นพบการเป็นมานาน แต่ก็ยังรู้จักโรคนี้ได้น้อยมาก ทำให้ยากต่อการรักษาให้หายขาด ปัจจุบันหลักพื้นฐานในการรักษาโรคมะเร็ง ก็คือการค้นหาความแตกต่างระหว่างเซลล์มะเร็งกับเซลล์ปกติ และนำความแตกต่างนั้น ๆ มาเป็นเป้าหมายในการรักษา ดร.ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย จากภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าโครงการวิจัย “การศึกษาฤทธิ์ของไซคลิน ดี 1- ซีดีเค 4 (cyclin D1-CDK4) ในกระบวนการตอบสนองหลังจากการเกิดการทำลายของดีเอ็นเอ” บอกว่า เป้าหมายการรักษามะเร็งที่จะใช้ในการรักษาให้ได้ผลดี ควรจะเป็นสิ่งที่มีบทบาทหลักหรือทำหน้าที่หลากหลายในการก่อมะเร็ง มีการศึกษาพบว่า โปรตีนในเซลล์ร่างกายมนุษย์ที่ชื่อ “ไซคลิน ดี 1” มีส่วนในการก่อมะเร็งมากกว่าครึ่งของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด พบมากในมะเร็งเต้านมและต่อมน้ำเหลือง แต่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าโปรตีนนี้ก่อมะเร็งอย่างไร…ทีมวิจัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันมะเร็งดานา-ฟาเบอร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จึงตั้งโครงการศึกษาวิจัยบทบาทของโปรตีนดังกล่าวในการก่อมะเร็งเชิงลึกขึ้น เพื่อที่จะนำไปสู่การค้นคว้าพัฒนายาในอนาคต ดร.ศิวนนท์ บอกว่า จากการวิจัยพบว่าไซคลิน ดี 1 ที่อยู่ในเซลล์ปกติจะช่วยในการเติบโตของเซลล์ในร่างกาย แต่หากพบในเซลล์มะเร็ง จะช่วยเสริมการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งและเสริมการซ่อมแซมดีเอ็นเอ เซลล์มะเร็งที่เสียหายจากการรักษา หรือทำให้ดื้อยานั่นเอง ดังนั้น หากมีการทำลายโปรตีนนี้จากเซลล์มะเร็งจะทำให้มะเร็งหยุดการเติบโต และตอบสนองต่อการรักษาแบบฉายแสงหรือด้วยยาเคมีบำบัดได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็มีผลการวิจัยที่สอดคล้องจากแล็บทั่วโลกว่า โปรตีน ไซคลิน ดี 1 รวมถึง ซีดีเค 4 ที่เริ่มใช้เป็นเป้าหมายในการรักษามะเร็งแบบเจาะจงในปัจจุบัน แทบไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายของผู้ป่วยมากนัก โดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ นักวิจัยบอกว่า นี่คือครั้งแรกของการค้นพบการทำงานในลักษณะดังกล่าวของโปรตีน ไซคลิน ดี 1 และได้รับความสนใจจากนักวิจัยทั่วโลก รวมถึงได้รับการตีพิมพ์ใน “Nature” วารสารวิทยาศาสตร์อันดับหนึ่งของโลก แม้จะเป็นการวิจัยพื้นฐาน แต่โครงการนี้ได้สร้างและพิสูจน์ให้เห็นถึงกลไกการทำงานของไซคลิน ดี 1 ในการก่อมะเร็งอย่างละเอียด ทำให้สามารถต่อยอดนำไปออกแบบสูตรการรักษามะเร็งแบบใหม่ที่ได้ผล และลดอันตรายจากผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยวิธีดั้งเดิม ที่ทำลายทั้งเซลล์มะเร็งและเซลล์ดีไปด้วย ปัจจุบันมีการตื่นตัวของแนวคิดในการรักษามะเร็งโดยใช้ไซคลิน ดี 1 เป็นเป้าหมาย และมีบริษัทยาหลายแห่งสนใจและเปิดแผนกวิจัยที่เน้นการรักษาที่เจาะจงกับโปรตีนดังกล่าว สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ ดร.ศิวนนท์ บอกว่า นอกจากจะสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับนักวิจัยทั่วโลกแล้ว ทางทีมวิจัยยังได้ต่อยอดพัฒนาวิธีการยับยั้งการทำงานของโปรตีน ไซคลิน ดี 1 …เพื่อสร้างยาที่โจมตีโปรตีนชนิดนี้โดยเฉพาะ แต่ก็ถือเป็นโครงการอนาคต เพราะการพัฒนาวิธีการรักษาแบบใหม่ ๆ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ต้องถือเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับคนไทย ที่เดิมเป็นแต่เพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่วันนี้ได้มีการตื่นตัวและพร้อมที่จะสร้างผลงานในระดับโลกด้วยตัวเอง . นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อนาคตการรักษามะเร็งในมือคนไทย -

เล่น (เกม) นอกกรอบ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
วันก่อนผมนั่งไล่อ่านเปเปอร์งานวิจัยเกี่ยวกับ HCI หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยยาว ๆ ว่า เทคโนโลยีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ (Human-Computer Interaction) อ่านไปอ่านมา ผมก็ไปเจอเปเปอร์หนึ่งที่น่าสนใจที่ได้รับรางวัล Best Paper Award จากงานประชุมวิชาการ CHI มาเมื่อปีค.ศ. 2013 เลยจะเอามาแชร์ให้คุณผู้อ่านคอลัมน์วันพุธของผม จะได้ไม่ตกเทรนด์เทคโนโลยีกันครับ โปรเจคท์งานวิจัยที่ผมพูดถึงก็คือ IllumiRoom ที่เป็นการเอาคำสองคำมารวมกันก็คือ Illumination ที่แปลว่าการส่องแสง มารวมกับคำว่า Room ที่แปลว่าห้อง พอรวมแล้วผมขอเรียกเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ละกันครับว่า “ห้องส่องแสง” IllumiRoom เป็นงานวิจัยระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ (UIUC) ร่วมมือกับทีมวิจัยของไมโครซอฟท์ โดยออกแบบอุปกรณ์เครื่องเล่นวิดีโอเกมแบบใหม่ที่ภาพในเกมไม่ได้อยู่เฉพาะในกรอบจอทีวีเท่านั้น แต่เลยออกมาระบายอยู่บนผนังห้อง กำแพงห้อง หรือโต๊ะเก้าอี้ใด ๆ ที่อยู่รอบ ๆ จอทีวีได้อีกด้วยครับ หลักการทำงานของ IllumiRoom นอกจากคอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผลแล้วก็จะใช้อุปกรณ์อีกสองอย่างครับ คือ คิเนค (Kinect) และโปรเจคเตอร์ ถ้าคุณผู้อ่านเป็นคนชอบเล่นเกมก็คงจะเคยได้ยินชื่อเจ้าคิเนคนี้ผ่านหูมาบ้าง เพราะมันเป็นเซ็นเซอร์ที่มาพร้อมกับเครื่องเล่นเกม Xbox ที่ทำให้เราสามารถใช้ร่างกายทุกส่วนในการบังคับเกมได้ ประมาณว่าเรายืนเต้นรำโบกไม้โบกมือท่าไหนอยู่ หุ่นในเกมก็เต้นเลียนแบบท่าเราได้ทันทีเลยละครับ สำหรับใน IllumiRoom นี้ คิเนคทำหน้าที่ในการมองสำรวจพื้นที่รอบ ๆ จอทีวี แล้วนำข้อมูลไปให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลว่าพื้นที่รอบ ๆ ทีวีหน้าตาแบบนี้ควรจะฉายเอฟเฟกต์หน้าตาแบบไหนออกไปดี ภาพที่ได้ถึงจะเนียนไปกับภาพเกมในจอทีวีมากที่สุด ส่วนตัวโปรเจคเตอร์ก็รับหน้าที่สุดท้ายครับ ในการฉายภาพที่คำนวณไว้อย่างดีแล้วไปโอบล้อมรอบจอทีวี ขยายภาพในเกมให้ออกมากว้างขึ้นเสมือนกำลังเล่นเกมจอยักษ์ในโฮมเธียเตอร์อยู่ยังไงยังงั้น พูดสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ IllumiRoom ทำให้เราสามารถสัมผัสบรรยากาศเดียวกันกับที่ตัวละครในเกมกำลังโลดแล่นอยู่ได้ภายในห้องนั่งเล่นของเราเอง ลองจินตนาการดูนะครับ สมมุติว่าเรากำลังเล่นเกมที่ภายในเกมเป็นฉากยิงสู้กันอยู่ในอวกาศ ภาพทั้งในจอทีวีและรอบจอทีวีของเราก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นฉากอวกาศที่มีเรือรบกำลังยิงกันไปมาด้วย หรือถ้าภายในเกมมีหิมะหรือฝนตก เราก็จะเห็นเอฟเฟกต์ฝนและเกล็ดหิมะค่อย ๆ ตกลงมาทั้งในจอและรอบ ๆ จอทีวี ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราก็นั่งเล่นเกมอยู่ในห้องนั่งเล่นในบ้านนี่เอง ไม่เพียงเท่านี้นะครับ IllumiRoom ยังใช้เทคนิค Radial Wobble Illusion ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้การสั่นของแสง ลวงตาให้เราเกิดความรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดระเบิดขึ้นในเกม เอฟ เฟกต์ที่เป็นวงแหวนของแสงที่กำลังสั่นและระเบิดวงกว้างออกมาจากในจอทีวีออกสู่นอกจอทีวีเหมือนคลื่นน้ำระเบิด ก็ทำให้คนเล่นเกิดภาพลวงตารู้สึกเหมือนห้องนั่งเล่นกำลังสั่นเพราะแรงระเบิดได้จริง ๆ แต่สำหรับนักวิจัยอย่างผมนะครับ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ IllumiRoom คือ การที่มันสามารถใช้ห้องนั่งเล่นที่ไหนก็ได้นี่ล่ะครับ ไม่ว่าห้องนั่งเล่นจะมีผนังสีอะไร จะมีตู้หนังสือ มีโต๊ะเก้าอี้วางเกะกะรอบทีวียังไง IllumiRoom ก็รับผิดชอบจัดการคำนวณภาพเอฟเฟกต์ที่จะแนบเนียนไปกับสีของห้องและของเกะกะเหล่านั้นได้ โดยมีความบิดเบี้ยวหรือความเพี้ยนของสีของเอฟเฟกต์น้อยที่สุด เห็นไหมครับว่าในโลกสมัยใหม่นี้ ทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างก็พากันจูงมือออกนอกกรอบกันมากขึ้น แล้วคุณผู้อ่านคอลัมน์วันพุธของผมล่ะครับ เริ่มจะเป็นคนคิดนอกกรอบกันบ้างแล้วหรือยัง ถ้ายัง ก็มาเริ่มคิดนอกกรอบทำอะไรใหม่ ๆ ในทางที่สร้างสรรค์กันตั้งแต่วันนี้เถอะครับ ในยุคสมัยที่เราสามารถหาข้อมูลจากเสิร์ชเอนจินอย่างกูเกิลได้ภายในเสี้ยววินาที วิธีสอนให้ท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองนั้นมันออกจะล้าสมัยไปแล้ว ยุคนี้ผมเชื่อว่าเราต้องสอนให้คนรู้จักเข้าใจ รู้จักวิเคราะห์ รู้จักจินตนาการ สร้างคนให้เป็น “นักคิด” (Thinker) และนำความคิดใหม่ ๆ มาต่อยอดสร้างนวัต กรรมที่สุดยอด-ของสุดยอด-และสุดยอดขึ้นมาได้อีกเรื่อย ๆ และคงจะดีไม่น้อยนะครับถ้าวันหนึ่งหนึ่งในนวัตกรรมสุดยอดเหล่านั้นสามารถมาจากฝีมือของพวกเราคนไทยครับ. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล่น (เกม) นอกกรอบ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี