อาดิดาส อวดผลงานต้นแบบจากห้องทดลอง รองเท้าฟุตบอลคู่แรกของโลกที่ถักเชื่อมต่อกับถุงเท้าไฮบริดจ์ เรียกว่า อาดิดาส ไพร์มนิต เอฟเอส (adidas Primeknit FS) หลังจากเคยเปิดตัวรองเท้าถักคู่แรกของโลกไปแล้ว นายมาร์คัส บรันแมน รองประธานกรรมการอาวุโส อาดิดาส โกลบอล ฟุตบอล กล่าวว่า หลังจากเปิดตัวรองเท้าแซมบ้าไพร์มนิต รองเท้าฟุตบอลถักคู่แรกของโลก ไปก่อนหน้านี้ วันนี้ได้เผยโฉม อาดิดาส ไพร์มนิต เอฟเอส เทคโนโลยีรองเท้าฟุตบอลแห่งอนาคต อาดิดาส ไพร์มนิต เอฟเอส เป็นชื่อ รองเท้าฟุตบอลถัก ออล-อิน-วัน คู่แรกของโลกของอาดิดาส มาพร้อมกับถุงเท้าไฮบริดจ์ ที่ถักขึ้นเชื่อมจากตัวรองเท้า ใช้เทคโนโลยีกันนํ้าเคลือบเส้นด้าย ให้ทนต่อสภาพอากาศทุกรูปแบบ และนํ้าหนักเบา โดยอาดิดาส ได้ทำ การวิจัยและออกแบบให้มีลักษณะคล้ายถุงเท้า (sock silhouette) เน้นให้ผู้ใส่รู้สึกกระชับ ตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงหน้าแข้ง ขณะนี้ อาดิดาส ไพร์มนิต เอฟเอส ยังอยู่ในกระบวนการออกแบบ และยังเป็นรูปแบบแนวความคิด อยู่ระหว่างการประสานงานของอาดิดาส กับนักฟุตบอลชื่อดังระดับโลก เพื่อทดสอบผลิตภัณฑ์ เป็นรองเท้าฟุตบอลถักคู่แรกของโลกที่มีลักษณะเป็นรองเท้าฟุตบอลแบบถักและถุงเท้าไฮบริดจ์ เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มสมรรถ ภาพในการใช้งาน และตอบสนองความต้อง การของผู้เล่นได้ภายในรองเท้าคู่เดียว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ครั้งแรกในโลกรองเท้าฟุตบอลถักเชื่อมต่อกับถุงเท้า
เดือน: มีนาคม 2014
-

ครั้งแรกในโลกรองเท้าฟุตบอลถักเชื่อมต่อกับถุงเท้า
-

คิดแบบมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
เมื่อเดือนที่แล้วในคลาสเรียนที่ผมสอนเกี่ยวกับการขับเคลื่อนองค์กรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ผมได้ตั้งคำถามให้นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติในภาควิชาของผมคิดว่า ถ้าคุณเป็นมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เจ้าของเฟซบุ๊ก คุณจะขับเคลื่อนองค์กรเฟซบุ๊กไปในทิศทางไหนในอีก 1 ปีข้างหน้า ในอีก 5 ปีข้างหน้า และในอีก 10 ปีข้างหน้า ขณะที่ผมตั้งคำถามให้นักศึกษาได้ “คิด” นักศึกษาก็ร่วมวงถกเหตุผลกันในห้องอย่างสนุกสนาน ว่าจะทำอย่างไรให้เฟซบุ๊กเติบโตได้ในอนาคต ทำอย่างไรให้เฟซบุ๊กสามารถรักษาสถานะความยิ่งใหญ่ของตัวเองให้ได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า ทำอย่างไรให้เฟซบุ๊กสามารถบูรณาการเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ในสาขาอื่น ๆ ได้ หลังจากนักศึกษาร่วมวงถกกันเสร็จ ผมก็ตั้งคำถามต่อไปอีกว่า คุณคิดว่าคุณจะให้เฟซบุ๊กลงมาเล่นเกี่ยวกับแอพแชต หรือพวกแอพพลิเคชั่นรับส่งข้อความสนทนาไหม? เป็นคำถามการบ้านฝากกลับไปให้นัก ศึกษาได้เก็บไปคิด เก็บไปวิเคราะห์ เก็บไปสังเคราะห์กับคำถามปลายเปิดของผมผ่านไปไม่ถึงอาทิตย์หลังจากที่ผมตั้งคำถามให้นักศึกษาได้คิด ในวันที่ 19 ก.พ. 2557 ก็มีรายงานข่าวใหญ่ของโลกเทคโนโลยีว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เข้าซื้อแอพแชต อย่าง วอทส์แอพพ์ (WhatsApp) ด้วยจำนวนเงินมหาศาลสูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือนับเป็นเงินไทยอยู่ที่เกือบ 6 แสนล้านบาท หลังจากทราบข่าวผมยังมาคุยกับนักศึกษาในคลาสเรียน ว่าถ้ามีใครคิดได้ว่าควรเข้าซื้อแอพแชต หรือใครสามารถคิดได้ละเอียดเข้าไปถึงชื่อว่าควรเป็นวอทส์แอพพ์ นักศึกษาคนนั้นก็คงมีแนวโน้มสามารถเป็นอย่างซักเคอร์เบิร์กได้ในอนาคต อย่างน้อยที่สุดก็คงจะมีความเหมือนในมิติของการตัดสินใจในฐานะผู้นำองค์กรที่มีหน้าที่ต้องคอยดูแลขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าในอนาคตอย่างไรก็ตามพูดถึงการเข้าซื้อวอทส์แอพพ์ของเฟซบุ๊ก คนไทยจำนวนไม่น้อยก็คงสงสัยว่าทำไมถึงเลือกทุ่มซื้อวอทส์แอพพ์ ทั้ง ๆ ที่ดูจากการใช้งานแอพแชตหลักของไทยแล้วไลน์ (Line) หรือวีแชต (WeChat) น่าซื้อมากกว่าซะด้วยซํ้า แต่ถ้าไปมองที่ตัวเลขจำนวนคนใช้งานจริง ๆ แล้วจะเห็นว่าแอพแชตอย่างไลน์และวีแชตยังเป็นที่นิยมอยู่แค่ในแถบเอเชียเท่านั้น ต่างจากวอทส์แอพพ์ที่ได้รับความนิยมมากในประเทศกลุ่มอเมริกา ยุโรป แอฟริกา รวมไปถึงอินเดียด้วยปัจจุบันมีผู้ใช้งานวอทส์แอพพ์กว่า 450 ล้านคนทั่วโลกในแต่ละเดือน และมีผู้ใช้งานรายใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอัตรา 1 ล้านคนต่อวัน คอนเซปต์ของวอทส์แอพพ์ที่เป็นจุดขายเลยก็คือ ความเสถียร ความเรียบง่าย ไม่มีกิมมิคเช่น สติกเกอร์ โฆษณา เกม แอพเสริม รวมถึงร้านค้า ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ไลน์มุ่งเน้นอยู่ โดยปัจจุบันไลน์มีผู้ลงทะเบียนใช้งาน 350 ล้านคน และ 85% อยู่นอกประเทศญี่ปุ่น ส่วนวีแชตมีผู้ใช้งานอยู่ 272 ล้านคนต่อเดือน (ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศจีน) ขณะที่ KakaoTalk มีผู้ลงทะเบียนใช้งาน 133 ล้านคน (ส่วนใหญ่อยู่ในเกาหลีใต้)สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุ ผลที่ซักเคอร์เบิร์กอยากซื้อวอทส์แอพพ์คือ 1. เขาเชื่อว่าวอทส์แอพพ์จะมีผู้ใช้เกิน 1 พันล้านคนได้ในอนาคต 2. อัตราการใช้งานซ้ำของวอทส์แอพพ์มีตัวเลขที่ค่อนข้างสูง โดย 70% ของผู้ใช้เปิดวอทส์แอพพ์ทุกวัน ในขณะที่เฟซบุ๊กมีเพียง 62% เท่านั้น และ 3. เขาเชื่อว่าวอทส์แอพพ์สามารถพัฒนาต่อให้มีมูลค่าสูงได้พอ ๆ กับเฟซบุ๊กหรือยูทูบ ว่าง่าย ๆ ก็คือตัดสินใจซื้อเพื่อซื้อฐานลูกค้าเข้ามานั่นเอง โดยเชื่อว่าในอนาคตมันยังจะสามารถโตได้อีก รวมไปถึงต้องการรวบการสื่อสารแบบแชตตัวเด่นของโลกให้มาอยู่กับตัวเองแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การตัดสินใจของซักเคอร์เบิร์กจะถูกหรือผิด เฟซบุ๊กจะยังคงสถานภาพยักษ์ใหญ่ทางโซเชียลมีเดียได้อยู่หรือไม่ในอีก 10 ปีต่อจากนี้ หรือการซื้อกิจการผู้สร้างหุ่นโดรนจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือไม่ ณ วันนี้ คงจะยังไม่มีใครสามารถตอบได้ถูกต้อง 100% แต่ถ้าเกิดวันหนึ่งเฟซบุ๊กเกิดต้องล้มลง ด้วยกลไกของโลกเสรีที่เปิดกว้างทางด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ผมเชื่อว่าโลกเราก็จะมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ดีกว่าเข้ามาทดแทนอย่างต่อเนื่อง และคงจะดีไม่น้อยนะครับถ้าวันหนึ่ง ความ “คิด” ของนวัตกรรมใหม่ ๆ เหล่านั้น สามารถมาจากฝีมือของเยาวชนคนไทยที่เป็นคนรุ่นใหม่ของพวกเราได้.ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวชหัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิตchutisant.k@rsu.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คิดแบบมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี -

‘ทีโอที’ หนุน ‘ครูตู้’ลดช่องว่างการศึกษาไทย
ประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม และยังมีพื้นที่ที่ห่างไกลเทคโนโลยีและโอกาสทางการศึกษา ดังนั้น การแก้ปัญหาการเข้าถึงการศึกษาไทยถือเป็นสิ่งสำคัญ นายขวัญแก้ว วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวังฝ่ายกิจกรรมพิเศษ และประธานมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เล่าว่า เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครู และปัญหาครูสอนไม่ตรงวิชาเอก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงปัญหาตรงจุดนี้อย่างมาก เนื่องในมหามงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ใน พ.ศ. 2539 ทรงแก้ปัญหาการขาดแคลนครู โดยพระราชทานทุนประเดิม 50 ล้านบาท ตามที่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ทูลเกล้าฯ ถวายเงินเพื่อก่อตั้งมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมขึ้น และทรงพระกรุณาพระราชทานตราสัญลักษณ์เฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ 50 ปี ให้เป็นตราของมูลนิธิฯ จนถึงปัจจุบันรวม 17 ปีแล้ว นายขวัญแก้ว เล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมได้จัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ “ครูตู้” โดยถ่ายทอดการเรียนการสอนหลักสูตรขั้นพื้นฐานจากโรงเรียนวังไกลกังวล โรงเรียนราษฎร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 รวม 12 ช่อง 12 ชั้น โดยครูคนเดียวกันถ่ายทอดโดยตรงจากโรงเรียนวังไกลกังวลเพื่อเปิดโอกาสให้โรงเรียนต่าง ๆ ที่ขาดแคลนครู โดยเฉพาะครูประจำวิชา สามารถดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนได้เท่าเทียมกัน นอกจากนี้ ยังมีการออกอากาศช่องการอาชีพ ช่องอุดมศึกษา และรายการนานาชาติอีกอย่างละ 1 ช่อง รวม 15 ช่อง ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านจาน KU Band หรือสมาชิก ทรูวิชั่นส์ และเมื่อเทคโนโล ยีมีการพัฒนา ปัจจุบันสามารถชมการเรียนการสอนผ่านเว็บไซต์ www.dlf.ac.th ในระบบอีเลิร์นนิ่ง อีกทั้งยังสามารถรับชมรายการสด และรายการย้อนหลัง ผ่านอุปกรณ์พกพาทั้งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์และไอโอเอสเพียงดาวน์โหลด App ใน Play store และ App Store ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ได้มอบชุดอุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียมและติดตั้งระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศจำนวน 35,215 โรงเรียน อีกทั้งยังมีโรงเรียนเอกชนติดต่อขอรับชุดอุปกรณ์ด้วยเช่นกัน จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า “ครูตู้” ถือเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จมาก สำหรับความสำเร็จที่ผ่านมา เป็นที่น่าพอใจมาก มีสถิติสูงขึ้นทุกปี ยกตัวอย่างนักเรียนโรงเรียนปอเนาะแห่งหนึ่งมีนักเรียนประมาณ 3,000 คน ศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 ประมาณ 100 คน สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 98 คน นายพันธ์ศักดิ์ สุเมธจรัส ผู้จัดการฝ่ายสนับสนุนโครงข่าย สำนักปฏิบัติการ ทีโอที เล่าว่า นอกจากจะถวายเงินในโครงการแล้ว ยังสนับสนุนหมายเลขโทรศัพท์ฟรี และโครงข่ายสัญญาณอินเทอร์เน็ตในการจัดอบรมครูด้วยระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ และสถานที่ตั้งสำนักงานโครงการโรงเรียนการศึกษาทางไกลอินเทอร์เน็ต และห้องปฏิบัติการโครงการ DLF อีเลิร์นนิ่ง เฉลิมพระเกียรติด้วย “ปัจจุบัน ผู้บริหาร ทีโอที มองเห็นถึงความสำคัญ จึงเพิ่มความเร็วของช่องทางสื่อสาร เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการติดต่อสื่อสารที่ต้องเผยแพร่การออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง จึงได้เพิ่มความเร็วเป็น 1,000 เมกะบิต และค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมเฉลี่ย 30 ล้านบาทต่อปี” นายพันธ์ศักดิ์ กล่าว นางสาวจินตนา วรรณยง ตัวอย่างนักเรียนที่ประสบความสำเร็จจากการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมรุ่นแรก เล่าว่า ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตนจึงได้มีโอกาสมาถึงจุดนี้ จากลูกชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง มูลนิธิฯ ได้สนับสนุนให้โอกาสทางการศึกษาจนจบปริญญาโท และการอบรมภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยโอเรกอน ยืนยันว่าจะทำงานที่มูลนิธิฯ ต่อไป เมื่อการศึกษาเปิดกว้าง สิ่งที่จะทำให้เห็นผลได้คือ ตัวผู้รับเอง ว่าจะกอบโกยโอกาสนั้น ๆ มากน้อยเพียงใด. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ทีโอที’ หนุน ‘ครูตู้’ลดช่องว่างการศึกษาไทย