เดือน: มีนาคม 2014

  • โรงสีกดราคาข้าวสต็อกรัฐบาล

    โรงสีกดราคาข้าวสต็อกรัฐบาล

    รายงานข่าวจากโรงสี เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้เข้าร่วมประมูลข้าวของรัฐบาล5.17 แสนตันในวันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมาปรากฎว่า ในวันที่ 11 มี.ค. คณะทำงานพิจารณาระบายข้าว ที่มีนายสุรศักดิ์ เรียงเครืออธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานได้ติดต่อเพื่อต่อรองราคา ซึ่งทางโรงสีแห่งหนึ่งได้ยื่นเสนอซื้อข้าวในโกดังของตนเองเพราะมั่นใจต่อคุณภาพข้าว และเสนอซื้อข้าวสารเจ้า 5%ปี 2556/57ในราคากิโลกรัมละ 11.10 บาท ต่ำกว่าราคาระบายให้ครั้งก่อนที่เสนอซื้อกิโลกรัมละ11.30 บาททั้งนี้การที่เสนอซื้อราคาต่ำเพราะขณะนี้ราคาตลาดลดลงและปริมาณข้าวในตลาดมีมากขึ้นจากการที่รัฐบาลเปิดระบายข้าวต่อเนื่องโดยเมินว่าจะมีผู้ผ่านเกณฑ์ราคาไม่ถึง 20 ราย และระบายข้าวทั้งหมดในล็อตนี้ได้ไม่เกิน 3 แสนตันจากทั้งหมด 5.17 แสนตัน และที่สำคัญราคาจะใกล้เคียงราคาตลาดแต่ก็ยังต่ำกว่าราคาเปิดประมูลครั้งก่อนๆเพราะรเชื่อว่ารัฐบาลยอมขาดทุนและเร่งระบายข้าวบางส่วนเพื่อจัดเงินส่งคืนคลังเดือนละ 8,000 -10,000 ล้านบาท ซึ่งการขายครั้งนี้อาจทำได้เงินได้ 6,000 -7,000 ล้านบาท“ส่วนใหญ่ตั้งราคาเสนอซื้อต่ำกว่าราคาตลาดโดยราคาข้าวเก่าปี 2554/55 ราคาอยู่ที่กก.ละ 9.50 บาท ข้าวปี 2555/56 ราคาอยู่ที่กก.ละ 9.60-9.70 บาท ข้าว ปี2556/57 ราคาเกิน 11 บาทต่อกก. แต่ก็จะไม่ถึงกก.ละ 12 บาท เพราะราคาอ้างอิงในตลาดอยู่ในระดับไม่เกิน 12.30 บาท”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โรงสีกดราคาข้าวสต็อกรัฐบาล

  • ชัชชาติแจง 2 ล้านล้าน ผ่านเฟซบุ๊ก

    ชัชชาติแจง 2 ล้านล้าน ผ่านเฟซบุ๊ก

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม2 ล้านล้านบาทในวันที่ 12 มี.ค.นี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยระบุว่าในการดำเนินการเรื่อง 2 ล้านล้านนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่ แต่ตนต้องการชี้แจงในส่วนที่ประเด็นเกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม โดยมีประเด็นน่าสนใจ ทั้งนี้การออก พ.ร.บ.ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังในการกู้เงินเพื่อมาใช้ลงทุนในโครงการก่อสร้างพื้นฐานเป็นการอนุมัติเพียงไม่ใช่การอนุมัติโครงการ ส่วนประเด็นว่าทำไมไม่ใช้ พ.ร.บ.งบประมาณปกติ เพราะต้องการให้เกิดความมั่นใจว่ามีแหล่งเงินเพียงพอไม่เกิดล่าช้าเหมือนหลายๆ โครงการที่ผ่านมาที่อนุมัติแล้วแต่ไม่ได้ทำส่วนประเด็นต้องเป็นหนี้มากกว่า 50 ปี ขอชี้แจงว่าการทยอยจ่ายคืนเงินกู้เป็นเรื่องปกติ หลายๆ โครงการในทุกรัฐบาลที่ผ่านมาก็ทยอยจ่ายคืนเงินกู้ตามระยะเวลาที่เหมาะสม แต่ประเด็นที่สำคัญไม่ใช่ระยะเวลาการจ่ายคืนหนี้ แต่เป็นเรื่องผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของโครงการที่ต้องคุ้มค่ากับการลงทุน สำหรับที่ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการไม่ได้ศึกษาเพียงพอและไม่คุ้มทุน รวมถึงขัดกฎหมายยืนยันว่าทุกโครงการต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การทำประชาพิจารณ์ และเสนอต่อ ครม. เพื่ออนุมัติเป็นรายโครงการ ส่วนข้อกล่าวหาว่ากู้มาโกง อยากชี้แจงว่าการดำเนินการต้องทำตามระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ การจัดซื้อจัดจ้างอย่างเคร่งครัด ตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ ทั้ง สตง.ป.ป.ช. ตามปกติเหมือนๆ กับทุกโครงการ นอกจากนี้ยังมีการหารือกับภาคเอกชนเพื่อจะเข้ามาร่วมตรวจสอบการดำเนิน และการออก พ.ร.บ.นี้ ไม่ได้หลีกเลี่ยงการตรวจสอบโดยรัฐสภาเพราะ พ.ร.บ.นี้ ผ่านการพิจารณาของทั้งสองสภาตามขั้นตอน ในการดำเนินการต้องทำรายงานเสนอรัฐสภาทุกปี และสภาเองก็สามารถตรวจสอบการดำเนินการผ่านช่องทางของคณะกรรมาธิการรวมถึงอภิปรายไม่ไว้วางใจได้นายชัชชาติกล่าวว่า ความเห็นว่าการดำเนินการไม่เป็นไปตามนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงนายชัชชาติ ระบุว่า กรอบวงเงินที่เสนอใน พ.ร.บ.นี้ กระทรวงการคลังได้พิจารณาแล้วว่า เป็นกรอบวงเงินที่เหมาะสมกับสภาพวินัยทางการคลังของประเทศ ไม่เกินตัว แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายความว่าเราต้องนั่งรถเมล์ไปตลอดชีวิต โดยไม่ให้สร้างรถไฟฟ้าได้ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ดีจะช่วยให้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมีความเข้ม แข็งขึ้น เพราะโอกาสจะกระจายลงสู่ชนบทมากขึ้น ต้นทุนการขนส่งลดลง สินค้ากระจายจากครัวเรือนสู่ตลาดได้สะดวกขึ้น ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น “พ.ร.บ.สร้างอนาคตไทยนี้ผ่านหรือไม่ผ่าน ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลใหม่จะเป็นผู้ดำเนินการโครงการต่างๆ ต่อไป การไม่เห็นด้วย คัดค้าน หรือแสดงความเห็น ข้อกังวลเกี่ยวกับ พ.ร.บ.นี้เป็นสิ่งที่ดี และรัฐบาลใหม่ควรนำไปปรับปรุงในขั้นตอนการดำเนินโครงการ แต่ขอให้ความเห็นต่างๆ อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง อย่าอยู่บนพื้นฐานของความเกลียดชัง อคติ การสร้างความกลัว เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่การเมือง แต่คืออนาคตของประเทศ” ส่วนประเด็นรถไฟความเร็วสูงมีต่างชาติเคยจะเสนอมาก่อสร้างให้ โดยไทยไม่ต้องเสียเงินเลย ทำไมต้องกู้มาสร้าง ชัชชาติระบุว่าของฟรีไม่มีในโลก ผมเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีประเทศไหนมาก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงให้เราฟรีๆ เท่าที่ผมศึกษาเอกสาร เคยมีแนวคิดในการจะตั้งบริษัทร่วมทุนไทย 51%  ต่างชาติ 49% โดยให้บริษัทนี้มีสิทธิพัฒนาที่ดินของรถไฟทั้งหมดตามแนวเส้นทางหลายหมื่นไร่รวมทั้งได้สิทธิ์ในการเดินรถ การขายเครื่องจักรอุปกรณ์ การรับเหมาก่อสร้างตนคิดว่าเป็นเงื่อนไขที่ไทยเสียเปรียบ และไม่ควรดำเนินการต่อส่วนใครจะเห็นว่าควรทำ ก็แล้วแต่แนวคิดของแต่ละคน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชัชชาติแจง 2 ล้านล้าน ผ่านเฟซบุ๊ก

  • นิคมฯปิ่นทองขยายพื้นที่รับเอสเอ็มอีญี่ปุ่น

    นิคมฯปิ่นทองขยายพื้นที่รับเอสเอ็มอีญี่ปุ่น

    นายพีระ ปัทมะวรกุลชัย ประธานกรรมการ บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค ผู้บริหารโครงการนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมเปิดพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่อีก 2 เฟส คือ นิคม ฯ ปิ่นทองเฟส 4 และ5 รวมพื้นที่แล้ว 2,200 ไร่ มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท คาดว่า จะปิดการขายพื้นที่ทั้ง 2 เฟสได้ภายใน 3 ปี โดยจะเริ่มทำตลาดได้ในปลายไตรมาสที่ 2 ของปี 57 และคาดว่า จะเริ่มสร้างรายได้เข้าบริษัทฯตั้งแต่ไตรมาส4 ปี 57 โดยกลุ่มนักลงทุนเป้าหมาย คือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่น กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ การขนส่ง พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ สำหรับรูปแบบการให้บริการของพื้นที่ใหม่นี้ จะมีทั้งการให้บริการก่อสร้างโรงงานสำเร็จรูปเพื่อเช่าและขายที่ดินพร้อมสาธารณูปโภค ครบวงจร ด้วยจุดแข็งหลายด้าน ทั้งอยู่ใกล้กับจุดขนส่งสำคัญ เช่น ท่าเรือแหลมฉบังอยู่ห่างออกไป 9 กิโลเมตร ใกล้ตัวอ.ศรีราชา 15 กม. และใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ 65 กม. สะดวกกับการขนส่งสินค้า ขณะที่ตั้งอยู่บนที่สูงไม่ไม่ชิดกับทะเลและแม่น้ำขนาดใหญ่ไม่มีปัญหาน้ำท่วม  ขณะที่ราคาเช่าและการขายที่ดินยังอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าเฉลี่ยถึง 23% เมื่อเทียบกับราคาในชลบุรีและในเขตภาคตะวันออก นายทาคาฮารุ ซุเกะ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค  กล่าวว่า  นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่นนั้น ยังมองว่าไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน และการจะย้ายฐานผลิตออกไปนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะดำเนินการง่ายๆ ที่ผ่านมาการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทย ก็มีญี่ปุ่นเข้ามาร่วมพัฒนานักลงทุนทั้งไทยและญี่ปุ่นมีความเข้าใจกันดี ถ้าญี่ปุ่นจะย้ายไปที่อื่นก็ต้องไปสร้างความเข้าใจกันใหม่  โดยขณะนี้ไม่ค่อยห่วงประเด็นว่า จะมีการย้ายฐานผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่น อินโดนีเซีย เพราะเมื่อเทียบแล้วถือว่าโครงสร้างพื้นฐานของไทยดีกว่ามาก โดยเฉพาะบางประเทศอาจต้องใช้เวลาวางโครงสร้างพื้นฐานถึง 10-15 ปี  “ขณะนี้ กลุ่มเอสเอ็มอีผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศญี่ปุ่นทยอยเข้ามาติดต่อเพื่อเช่าและซื้อที่ดินเพื่อเตรียมการผลิตสำหรับส่งมอบให้กับบริษัทแม่ในประเทศและส่งกลับไปยังประเทศญี่ปุ่นแล้ว และเชื่อว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาคนี้อยู่ โดยแม้จะยังไม่ได้เปิดขายพื้นที่แต่ตอนนี้มีผู้สนใจจองไปแล้วกว่า 70% ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่น”  นางสมศรี ดวงประทีป กรรมการบริหาร บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค กล่าวว่า ระหว่างปี 54-56 ที่ผ่านมา บริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดีมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีรายได้รวม 4,077 ล้านบาท กำไรก่อนหักภาษีอยู่ที่ 900 ล้านบาท และคาดว่าการเปิดโครงการนิคมอุตสาหกรรม 4 และ 5 จะทำให้บริษัททยอยรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 4,800 ล้านบาท และมีกำไรก่อนหักภาษีประมาณ 1,600 ล้านบาท  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นิคมฯปิ่นทองขยายพื้นที่รับเอสเอ็มอีญี่ปุ่น