นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่า ตลท.วางเป้าหมายยกระดับตลาดหุ้นไทย ให้มีศักยภาพใกล้เคียงกับตลาดหุ้นของประเทศไต้หวัน หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการขึ้นเป็นผู้นำตลาดหุ้นในภูมิภาคแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากสภาพสังคมรวมถึงตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน มีความใกล้เคียงกับประเทศไทย ทั้งในด้านการลงทุนภายในประเทศ ลักษณะของกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนในตลาดหุ้น รวมถึงนักลงทุนหลักในตลาดไต้หวันเป็นนักลงทุนรายย่อยเช่นเดียวกันกับตลาดไทย จึงมองว่ามีโอกาสที่ไทยจะสามารถก้าวขึ้นไปยืนในระดับเดียวกันได้ ”นี่เป็นกลยุทธ์ที่วางไว้ตั้งแต่ปีก่อน ซึ่งเป็นอีกก้าวที่ใหญ่ขึ้น หลักจากที่สามารถก้าวนำสิงคโปร์ขึ้นมาได้ โดยไต้หวันตอนนี้ตลาดมีขนาดใหญ่กว่าไทยและมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหรือมาร์เก็ตแคบ ใหญ่กว่าถึง 1 เท่า แม้จะมีประชากรน้อยกว่า โดยในม.ค. 57 ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่ามาร์เก็ตแคบ 107.57 แสนล้านบาท ขณะที่ตลาดหุ้นไต้หวันมีมูลค่ามาร์เก็ตแคบ ถึง 247.07 แสนล้าน“ อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสในการเติบโตได้อีกหลายทาง ทั้งการเพิ่มธุรกิจและผลิตภัณฑ์เข้ามาในตลาดหรือนำบริษัทต่างชาติเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการจดทะเบียนโดยตรงหรือจดทะเบียนทั้งสองตลาด (ดูโอลิสซิ่ง) พร้อมกันนี้ยังเตรียมศึกษารูปแบบการดำเนินธุรกิจในไต้หวันเป็นแม่แบบ และพัฒนาตลาดไปในทิศทางเดียวกันด้วย เพื่อผลักดันให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมีเพิ่มมากขึ้น สำหรับตลาดหุ้นไทยขณะนี้มีศัยภาพสูงสุดในภูมิภาค โดยมีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุด มีปริมาณหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังได้รับการจัดอันดับจากธนาคารโลกว่ามีค่าการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน (ซีจี) หรือบรรษัทภิบาล สูงที่สุดในภูมิภาคอีกด้วย นายจรัมพร กล่าวถึงการรับสมัครผู้ดำรงค์ตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการตลท. หลังหมดวาระในวันที่ 31 พ.ค. นี้ว่า ตนเองจะไม่ลงสมัครคัดเลือกต่อในสมัยที่สอง เนื่องจากสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการผลักดันตลาดให้เติบโตอย่างมีศักยภาพตามเป้าหมายที่วางไว้แล้ว จึงต้องการให้มีผู้บริหารคนใหม่เข้ามาสานต่อ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตลท.เล็งยกระดับตลาดหุ้นไทยเทียบชั้นไต้หวัน
เดือน: มีนาคม 2014
-

ตลท.เล็งยกระดับตลาดหุ้นไทยเทียบชั้นไต้หวัน
-

ยังไม่พบวัตถุต้องสงสัยเครื่องบินตกที่ฝั่งไทย
นายชัชชาติสิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ผลการค้นหาและช่วยเหลือเครื่องบิน เอ็มเอช 370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์สสูญหาย ในวันที่ 10-11 มี.ค. โดยในส่วนความรับผิดชอบของกองทัพเรือเมื่อวันที่10 มี.ค.57 ได้ส่งเรือหลวงปัตตานี และเฮลิคอปเตอร์ซุปเปอร์ลินซ์ เข้าค้นหาบริเวณฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประเทศมาเลย์เซีย และใช้เวลาค้นหาตั้งแต่เวลา 06.00– 19.00 น. ปรากฏว่าไม่พบวัตถุต้องสงสัยที่จะเชื่อมโยงไปยังเครื่องบินของสายการบินมาเลเซียได้ นอกจากนี้กองทัพเรือภาคที่ 2 ได้ส่งเครื่องบินแบบดอร์เนียร์ 228 จำนวน 1ลำบินลาดตระเวนในฝั่ง อ่าวไทยขณะเดียวกันเมื่อเวลา20.00 น. กรมการบินพลเรือนสิงคโปร์ ได้ส่งโทรสารเพื่อขออนุญาตให้เครื่องบินซีฮอว์กเครื่องหมายสัญชาติและทะเบียน 265 เข้าบินค้นหาบริเวณทะเลฝั่งอ่าวไทย โดยศูนย์ประสานงานการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัยกรมการบินพลเรือน (บพ.) ได้ประสานกับกองทัพอากาศ เพื่อขออนุญาตทำการบินในเขตความรับผิดชอบของประเทศไทยและได้แจ้งไปยังกรมการบินพลเรือนสิงคโปร์แล้วในวันที่ 11 มี.ค.57 ส่วนการค้นหาในวันที่ 11 มี.ค.57 กองทัพเรือภาคที่ 2 ได้ส่งเครื่องบินแบบดอร์เนียร์ 228 จำนวน 1 ลำ บินลาดตระเวนในฝั่งอ่าวไทยและกองทัพเรือภาคที่3 ส่งเครื่องบินแบบดอร์เนียร์ 228 จำนวน 1 ลำ บินลาดตระเวนในฝั่ง อันดามัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยังไม่พบวัตถุต้องสงสัยเครื่องบินตกที่ฝั่งไทย -

“ทรู ไอดีซี” ชี้รายได้กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ปีนี้โต 15%
วันนี้(11 มี.ค.) ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์เซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว นายเจนวิทย์ คราประยูร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรูอินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา ทรู ไอดีซีมีลูกค้าองค์กรใช้บริการกว่า 400 องค์กร มีรายได้กว่า 390ล้านบาท เติบโต 20% ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงจากบริการโซโลชั่นที่ตอบสนองความต้องการลูกค้า โดยปีนี้ ตั้งเป้าโตจากปีก่อน 15% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 450 ล้านบาท ซึ่งเป้าที่เติบโตน้อยกว่าปีก่อน เนื่องจากศูนย์ข้อมูลที่มีอยู่ปัจจุบัน 2 แห่งที่ ทรู ทาวเวอร์ และเมืองทองธานี กำลังจะเต็มพื้นที่ แต่ต่อไปจะโตแบบก้าวกระโดดเพราะ ทรู ไอดีซี อยู่ระหว่างขอติดตั้งศูนย์ใหม่ในภาคตะวันออกเพื่อรองรับลูกค้าใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ อย่างเช่น ธนาคารรายใหญ่ของประเทศไทยอย่างไรก็ตาม ปีนี้ ทรู ไอดีซี มีความพร้อมที่จะบุกตลาด เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยบริการเสริมใหม่ๆได้แก่ บริการ Disaster Recovery (DR) บริการ วีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ระบบ HD และบริการคลาวด์รูปแบบใหม่ที่มาพร้อมระบบอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าบริษัทชั้นนำต่างประเทศ โดยขณะนี้ ทรู ไอดีซี ได้เพิ่มศูนย์ห้องที่เมืองทองธานี จำนวน 190 ตู้ (Rack) ในพื้นที่ 500 ตารางเมตร ด้วยงบประมาณ 200 ล้านบาท โดยจะสมบูรณ์ในช่วงไตรมาส2นี้ ซึ่งขณะนี้มีลูกค้าใช้งานแล้ว 50% และคาดว่าปีนี้ก็จะมีลูกค้าเต็มทั้งหมด190 ตู้นายเจนวิทย์ กล่าวว่า ภาพรวมดาต้าเซ็นเตอร์ ในไทย เดิมรายใหญ่จะอยู่ กทม. แต่ปัจจุบันผู้ให้บริการหลายรายเริ่มขยายไปทางด้านตะวันออก ขณะนี้ทรู ไอดีซี อยู่ระหว่างขออนุมัติการลงทุนจาก (บอร์ด) ใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ซึ่งต้องรอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทั้งนี้ ศูนย์ดาต้า เซ็นเตอร์แห่งใหม่จะเป็นการขยายดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดในไทยมีขนาดมากกว่า 5 พันตารางเมตร ซึ่งหากจัดตั้งศูนย์เสร็จแนวโน้มอนาคตการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ประเทศไทยจะใกล้เคียงมาเลเซียและสิงคโปร์ มาตรฐานจะดีขึ้น และทรู ไอดีซี จะให้บริการระดับสูงเทียบเท่าระดับโลก“ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในปีที่ผ่านมาเฉพาะ Colocation มีมูลค่ารวมประมาณ 2,000 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะมีอัตราโตประมาณ 15% ใกล้เคียงปีที่ผ่านมาซึ่งการเติบโตจะยังขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่องอีกใน 1-3 ปีข้างหน้าจากความต้องการใช้บริการของลูกค้าองค์กรที่ต้องการความเป็นส่วนตัวเพิ่มสูงขึ้น”นายเจนวิทย์ กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ทรู ไอดีซี” ชี้รายได้กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ปีนี้โต 15%