เดือน: เมษายน 2014

  • เล็งขึ้นค่าไฟฟ้า

    เล็งขึ้นค่าไฟฟ้า

    นายสุนชัยคำนูณเศรษฐ์ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)เปิดเผยว่าแนวโน้มอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติหรือ(เอฟที)รอบใหม่ในเดือนพ.ค.-ส.ค.57 คาดว่ามีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นอีกปรับเพิ่มสูงขึ้นหลังจากงวดเดือนม.ค.-เม.ย.2557ที่ปรับขึ้นไปแล้ว5สตางค์ต่อหน่วยจากงวดที่ผ่านมาปรับขึ้นราคาไปแล้ว5สตางค์ต่อหน่วยแต่จะมากน้อยเท่าไรขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเหมาะสมของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(เรกูเลเตอร์)ซึ่งจะมีการพิจารณาต้นทุนในเดือนเม.ย.นี้สำหรับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าคือ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับงวดที่ผ่านมาเพราะค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง1บาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะกระทบต่อค่าเอฟทีประมาณ5- 6 สตางค์ต่อหน่วย,การใช้ไฟฟ้าที่ต่ำกว่าประมาณการณ์ที่คาดไว้โดย 3เดือนที่ผ่านมาลดลง3.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนทำให้ต้นทุนเฉลี่ยสูงขึ้นและการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนแนวโน้มลดลงซึ่งเป็นช่วงที่ต้องกักเก็บน้ำไว้สำรองในช่วงฤดูฝน”ช่วง4เดือนแรกมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนเพื่อการเกษตร ทำให้สามารถผลิตไฟจากน้ำซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำนำมาเฉลี่ยต้นทุน รวมได้ระดับหนึ่งแต่ยอมรับว่า ช่วง พ.ค.นี้เป็นปกติของฤดูฝนที่เราจะต้องกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้การผลิตไฟจากน้ำก็จะลดต่ำลง โดยกฟผ.กำลังคิดว่าจะรับซื้อไฟพลังน้ำจากสปป.ลาวเข้ามาเสริมจะช่วยทำให้ค่าไฟถูกลง”อย่างไรก็ตามปัจจุบันสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงการผลิตสูงถึง70%ซึ่งแนวโน้มก๊าซธรรมชาติที่ใช้จะต้องพึ่งพิงการนำเข้าในรูปของเหลวหรือแอลเอ็นจีซึ่งมีราคาสูงกว่าก๊าซฯในแหล่งอ่าวไทยโดยการผลิตไฟ จากก๊าซฯผสมกับแอลเอ็นจี ต้นทุนอยู่ที่4.20บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นผลจากการใช้แอลเอ็นจีที่เพิ่มขึ้นและอนาคตหากใช้มากขึ้นย่อมกระทบต่อต้นทุนที่สูงขึ้นอีกขณะที่การผลิตไฟจากถ่านหินราคาที่รับซื้ออยู่ที่2.50บาทต่อหน่วยดังนั้นหากต้องการรักษาระดับค่าไฟไม่ให้สูงการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจะเป็นทางเลือกที่จำเป็นของไทย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งขึ้นค่าไฟฟ้า

  • รัฐถังแตกไร้เงินจ่ายรถคันแรก

    รัฐถังแตกไร้เงินจ่ายรถคันแรก

    รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ วงเงินงบประมาณปี 57 ที่ตั้งไว้จ่ายคืนเงินภาษีให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในโครงการรถคันแรก 40,000 ล้านบาท ไม่เพียงพอต่อการจัดสรรเงิน เพื่อใช้จ่ายให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ที่ครอบครองรถยนต์ครบ 1 ปีแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้ส่งข้อมูลผู้ที่ได้รับสิทธิ์และกรมบัญชีกลางได้ทยอยโอนเงินเข้าบัญชีล่าสุดอยู่ที่ 30,783 ล้านบาท ทำให้มีเงินเหลือจ่ายเพียง 9,217 ล้านบาท ส่งผลให้หลังจากนี้วงเงินดังกล่าวจะสามารถใช้จ่ายคืนภาษีได้เพียง 1-2 เดือนเท่านั้น หรือไม่เกินเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการอาจได้รับเงินคืนล่าช้าออกไปอีก เพราะต้องรอการจัดสรรเงินรอบใหม่ “วงเงินที่ต้องใช้จ่ายคืนเงินภาษีให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในโครงการรถคันแรกเหลือเพียง 9,217 ล้านบาทนั้น คาดว่าจะหมดลงในเดือน มิ.ย.นี้ เนื่องจากการคืนภาษีที่ผ่านมาจะเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 4,000-5,000 ล้านบาท และหากงบประมาณดังกล่าวหมดลง คงต้องรอการจัดสรรเงินรอบใหม่ โดยเฉพาะขณะนี้อยู่ในช่วงที่มีรัฐบาลรักษาการ อาจทำให้การจัดสรรเงินเกิดความล่าช้าและขั้นตอนที่ใช้เวลานาน เพราะหากเป็นงบประมาณผูกพันเกี่ยวข้องกับรัฐบาลหน้า ต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจะทำให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการได้รับเงินคืนภาษีล่าช้าออกไปอีกด้วย” ทั้งนี้ แนวทางการจัดสรรเงินเพื่อนำมาจ่ายคืนเงินภาษีให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ์นั้น จะเป็นส่วนของกรมสรรพสามิตที่ต้องตั้งงบประมาณใหม่เสนอให้กับกระทรวงการคลังพิจารณาและจัดหาวงเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการดังกล่าว ก่อนนำเข้าที่ประชุม ครม.ให้ความเห็นชอบ คาดว่าจะมีอยู่ 2 แนวทาง แบ่งเป็น การนำเงินจากการเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตมาใช้ก่อน หรือจะใช้วิธีดึงเงินจากเงินคงคลัง เหมือนกับปีงบประมาณ 56 โดยใช้อำนาจของรมว.คลัง ลงนามเพื่อใช้เงินดังกล่าว แต่จะต้องใช้คืนในปีงบประมาณถัดไปตามกฎหมาย สำหรับการคืนเงินภาษี กรมบัญชีกลางได้ทยอยโอนเงินเข้าบัญชีให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในโครงการรถคันแรกที่ครอบครองรถยนต์ครบ 1 ปีแล้ว โดยข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมี.ค. 57 อยู่ที่ 901,731 ราย คิดเป็นเงิน 63,348 ล้านบาท จากยอดที่เข้าโครงการทั้งหมด 1.25 ล้านราย คิดเป็นวงเงิน 92,178 ล้านบาท ขณะเดียวกัน วันที่ 9 เม.ย.นี้ จะโอนเงินเข้าบัญชีให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ์อีก 53,700 ราย คิดเป็นเงิน 4,082 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รัฐถังแตกไร้เงินจ่ายรถคันแรก

  • ทอท สั่งพักงาน จนท. หาดใหญ่

    ทอท สั่งพักงาน จนท. หาดใหญ่

    นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยถึง เหตุการณ์มีบุคคลภายนอกหลบเลี่ยงเข้าไปบนเครื่องบินของ สายการบินนกแอร์ เที่ยวบิน ดีดี7105 เส้นทางบินหาดใหญ่-กรุงเทพฯ ที่ท่าอากาศยานหาดใหญ่ โดยไม่มีบัตรโดยสาร และบัตรที่นั่งเครื่องบิน เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 57 เวลา 11.00 น.ว่า ล่าสุด นาวาอากาศเอก นรนิติ์ ผลกานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานหาดใหญ่ ได้รายงานว่า ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ดังกล่าว และสั่งพักงานพนักงานท่าอากาศยานหาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบสวนข้อเท็จ จริงแล้ว ทั้งนี้ผลสอบเบื้องต้นพบ นายอาซิส ไม่ทราบนามสกุล มีอายุ 45 ปี ได้เดินผ่านจุดตรวจค้นของท่าอากาศยานหาดใหญ่ และจุดตรวจบัตรโดยสารก่อนขึ้นเครื่อง โดยไม่ได้รับการตรวจบัตรโดยสาร และไม่มีบัตรที่นั่งเครื่องบิน รวมถึงได้รับการตรวจค้นตามมาตรการการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยาน แต่ไม่พบอาวุธ หรือสิ่งต้องห้าม และหลังจากนั้นก่อนขึ้นเครื่อง บุคคลนี้ได้ผ่านช่องทางผู้โดยสารขึ้นเครื่องตามปกติ ซึ่งขณะนี้ ทอท.ได้นำตัวส่งตำรวจเพื่อสอบสวนสาเหตุในเชิงลึกแล้ว นายเมฆินทร์กล่าวว่า ท่าอากาศยานหาดใหญ่ได้เชิญหน่วยงานราชการ บริษัท สายการบินที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมเพื่อรับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ ตลอดจนแนวทางแก้ไขในทันที โดยได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยตรวจค้นบุคคล เช่น เพิ่มเจ้าหน้าที่ตรวจบัตรโดยสารและบัตรประชาชน ณ จุดตรวจค้น ก่อนผ่านเข้าห้องพักผู้โดยสารขาออกภายในประเทศ, ให้หัวหน้าชุดตรวจค้นเข้มงวดการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง, ให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานห้องวงจรปิดเฝ้าระวัง และสังเกตการณ์อย่างต่อเนื่องทุกพื้นที่ และให้รายงานเหตุการณ์โดยรอบให้ศูนย์รักษาความปลอดภัยทราบทุก 30 นาที

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทอท สั่งพักงาน จนท. หาดใหญ่