เดือน: เมษายน 2014

  • จัดสินค้าไทยขึ้นห้างฯเพื่อนบ้านดันยอดส่งออก

    จัดสินค้าไทยขึ้นห้างฯเพื่อนบ้านดันยอดส่งออก

    นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯมีแผนที่จะจัดกิจกรรมในการนำสินค้าไทยรุกตลาดอาเซียนในครึ่งหลังของปีหลายกิจกรรม ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขยายการทำการค้ากับอาเซียนมากขึ้น เช่น การร่วมกับห้างสรรพสินค้าในประเทศอาเซียนจัดกิจกรรมโปรโมตสินค้าไทย เน้นนำร่องใน 4 ประเทศ ได้แก่ ห้างฯในมาเลเซีย ในกลุ่มสินค้าอาหาร, ห้างฯใน อินโดนีเซีย ในกลุ่มสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม ผลไม้,  ห้างฯ กัมพูชา ในกลุ่มสินค้าผลไม้สด และ ห้างฯสิงคโปร์ ในกลุ่มสินค้าอาหาร ผัก ผลไม้ ข้าว ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น เครื่องประดับ นอกจากนี้ยังมีการจัดงานแสดงสินค้าไทย หรือไทยวีค,  การนำคณะผู้ส่งออกเข้าร่วมงานแสดงสินค้า, การจัดคณะผู้แทนการค้าไปขายสินค้า ซึ่งมั่นใจว่าปีนี้ตลาดอาเซียนจะยังเป็นตลาดอันดับหนึ่งของไทยเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันของการส่งออกไทยโดยในปัจจุบันการส่งออกอาเซียน คิดเป็นสัดส่วนส่งออกประมาณ 25% ของการส่งออกทั้งหมด นำหน้าตลาดเดิมอย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น      ทั้งนี้ การจัดงานไทยวีค กรมฯ มีแผนที่จะนำคณะผู้แทนการค้าไทยไปขายสินค้าจำนวน 9 ครั้ง ที่ย่างกุ้ง โฮจิมินห์ ฮานอย มะนิลา กัวลาลัมเปอร์ พนมเปญ เวียงจันทน์ สิงคโปร์ จาการ์ตา และเมืองสุราบายา ส่วนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้ามี 7 งาน ได้แก่ งานแสดงเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม ที่สิงคโปร์ งานแสดงสินค้าเครื่องจักรกล ที่เวียดนามและอินโดนีเซีย งานแสดงสินค้าที่กัมพูชา งานแสดงสินค้าอาหาร และงานแสดงสินค้ารองเท้า ที่มาเลเซีย งานแฟชั่น ที่อินโดนีเซีย  สำหรับการจัดคณะผู้แทนการค้า จะจัด 13 ครั้ง ครอบคลุมสินค้าอาหาร เกษตร ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร พลาสติก และแฟชั่น โดยมีแผนที่จะไปเวียดนาม เมียนมาร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชานางนันทวัลย์ กล่าวว่า กรมฯ ยังมีแผนที่จะเร่งผลักดันให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออกของไทยเตรียมความพร้อมในการใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  (เออีซี) ให้มากขึ้น โดยจะปรับมุมมองของภาคเอกชนให้มองอาเซียนเป็นตลาดเดียว เหมือนกับที่มองการทำตลาดในไทย และจะผลักดันให้ออกไปลงทุน ร่วมทุน ในสาขาที่ไทยขาดแคลนวัตถุดิบและแรงงาน โดยเน้นกลุ่ม ซีแอลเอ็มวี  คือ กัมพูชา เวียดนาม เมียนมาร์ และลาว รวมทั้งจะเน้นการส่งเสริมการค้าชายแดน และใช้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นประตูไปสู่จีนตอนใต้และอินเดีย และใช้สิทธิพิเศษที่ประเทศเพื่อนบ้านได้จากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร  (จีเอสพี)  ในการส่งออกสินค้าสำหรับกิจกรรมที่จะใช้สนับสนุนผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดอาเซียน กรมฯ ได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่เปิดแล้ว 10 ศูนย์ใน 8 ประเทศอาเซียน มีหน้าที่ให้บริการด้านข้อมูลการค้า การลงทุน เกี่ยวกับอาเซียนทั้งหมด ตลอดจนให้คำปรึกษาเชิงลึก การนัดหมายผู้นำเข้า และการช่วยหาวัตถุดิบ  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จัดสินค้าไทยขึ้นห้างฯเพื่อนบ้านดันยอดส่งออก

  • ทั่วโลกแห่ซื้อข้าวราคาต่ำจากไทย

    ทั่วโลกแห่ซื้อข้าวราคาต่ำจากไทย

    นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ปีนี้ไทยมีโอกาสที่จะส่งออกข้าวในระดับ  8.5-9 ล้านตัน ซึ่งเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากอินเดีย เนื่องจากราคาข้าวไทยเริ่มปรับตัวลดลงตามตลาดโลกหลังจากที่ไทยไม่มีนโยบายรับจำนำข้าว ประกอบกับไทยมีแผนระบายข้าวมากขึ้นทำให้คู่แข่งต้องทำราคาลดลงเพื่อรักษาตลาดไว้  ขณะที่ภาคเอกชนก็คงต้องทำงานหนักเพื่อรักษาตลาดข้าวไว้ให้ได้เช่นกันหลังจากที่สูญเสียตลาดข้าวให้กับคู่แข่งไปหลายตลาด และบางตลาดก็ส่งออกข้าวไปได้น้อยกว่าที่เคย   “เรายังคงเดินหน้าขายข้าวไปในทุกตลาดที่เคยขายได้ โดยเฉพาะจีนที่เรายังส่งออกไปได้เรื่อยๆ มาเลเซียที่เคยหายไปก็จะกลับมาซื้อข้าวไทย  700,000-800,000ตันในปีนี้ ฮ่องกงก็เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากที่ลดนำเข้าข้าวเพราะเห็นว่าราคาสูงกว่าคู่แข่งช่วงที่มีโครงการรับจำนำแต่หลังจากไม่มีโครงการรับจำนำแล้วราคาข้าวไทยเริ่มปรับตัวลดลงตามตลาดโลก คิดว่าถึงสิ้นปีนี้ไทยน่าจะส่งออกได้ 8.5-9 ล้านตันแน่นอน” นายเจริญ กล่าวว่า ล่าสุด เอกชนไทยไม่ชนะการประมูลข้าวเพื่อส่งออกไปฟิลิปปินส์กว่า 800,000ตัน  เพราะไทยเสนอราคาสูงกว่าประเทศคู่แข่งคือเวียดนามถึงตันละ 40 ดอลลาร์สหรัฐ  เนื่องจากไม่แน่ใจในราคาค่าขนส่งภายในประเทศของฟิลิปปินส์ ในเงื่อนไขการประมูลในครั้งนี้ได้ระบุว่าผู้ที่ชนะการประมูลจะต้องส่งมอบข้าวให้กับฟิลิปปินส์ถึงโกดังอย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาที่ไทยเสนอไปจะสูงกว่าเวียดนามตันละ 40 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อเทียบกับช่วงที่มีโครงการรับจำนำแล้วถือว่าส่วนต่างราคาไม่ได้มากนักเพราะช่วงที่รับจำนำราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งถึงตันละ  100 ดอลลาร์สหรัฐ  รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ขณะนี้มาเลเซียได้เสนอราคาซื้อข้าวขาว 5% ของไทยจำนวน 800,000 ตันในราคาต่ำกว่าตลาดหรือต่ำกว่า 380 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งเป็นราคา ณ.ท่าเรือ (เอฟโอบี) ขณะที่ไทยต้องการราคาสูงกว่านั้นเนื่องจากเป็นข้าวในฤดูกาลใหม่  คาดว่าในเร็วนี้น่าจะได้ข้อสรุปเรื่องราคาในการซื้อขาย “ทิศทางราคาข้าวจากนี้ เชื่อว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยราคาข้าวขาว 5% เฉลี่ยที่ ตันละ 380 ดอลลาร์สหรัฐ ในปัจจุบัน แต่ในเดือนพ.ค.นี้ ประเมินว่าราคาข้าวจะขยับเพิ่มขึ้น จากปัจจัยผลผลิตขาดช่วง เป็นรอยต่อระหว่างสิ้นนาปรัง ก่อนจะเข้าสู่นาปี ปีการผลิต 2557/58  ซึ่งผลผลิตจะออกสู่ตลาดอีกครั้ง พ.ย. 57 ดังนั้นในเดือน พ.ค. เป็นต้นไป ราคาข้าวมีโอกาสเพิ่มขึ้นมากกว่าตันละ 400 ดอลลาร์สหรัฐ” 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทั่วโลกแห่ซื้อข้าวราคาต่ำจากไทย

  • จัดงานอุตฯซอฟแวร์-ดิจิตอลออนไลน์นานาชาติ

    จัดงานอุตฯซอฟแวร์-ดิจิตอลออนไลน์นานาชาติ

    นายจิรบูลย์วิทยสิงห์ เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)เปิดเผยว่า  กลุ่มอุตฯซอฟแวร์ อยู่ระหว่างหารือ เพื่อเตรียมจัดงานแสดงสินค้าอุตฯ ซอฟแวร์ และดิจิตอลออนไลน์  ระดับนานาชาติ  ในประเทศไทยโดยจะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตฯ ดังกล่าวจากทั่วโลกมาร่วมงาน  เนื่องจากอุตฯ ซอฟแวร์ และดิจิตอลออนไลน์ ของไทย มีการขยายตัวเป็นตลาดที่ใหญ่ขึ้นมาก  โดยเฉพาะในช่วง2-3 ปีที่ผ่านมา  ซึ่งเปิดให้บริการโครงข่าย 3 จี  รวมทั้งเปิดตัวทีวีดิจิตอล และล่าสุดจะมีการเปิดประมูลวิทยุดิจิตอล  เชื่อว่าหากจัดงานดังกล่าวประสบความสำเร็จ จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตฯซอฟแวร์ให้เป็นที่รู้จักทั่วโลกแน่นอน “ตอนนี้อุตฯ ซอฟแวร์ ใหญ่ๆ  ที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน จะมีประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์  แต่ถ้าได้จัดงานนี้แล้วเชื่อว่าไทยจะมาอยู่ในอันดับต้นๆ ในอาเซียนได้เช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมางานแฟร์ของอุตฯ ซอฟแวร์ในประเทศ จะจัดงานไม่ค่อยใหญ่มาก แต่ครั้งนี้ในฐานะที่ผมเคยผ่านประสบกาณร์จัดงานแฟร์ใหญ่ระดับนานาชาติมาแล้วหลายครั้งเชื่อว่า จะสามารถจัดงานใหญ่ได้แน่นอน  หากได้ข้อสรุปตรงกันแล้ว คาดว่า จะสามารถจัดงานได้ภายในต้นปี 58 ได้แน่นอนเพราะงานแฟร์ระดับนานาชาติแต่ละครั้ง จะใช้เวลาเตรียมงานประมาณ 8 เดือน” อย่างไรก็ตามการที่นายสุพันธุ์มงคลสุธี   ประธานส.อ.ท. คนใหม่ มาจากกลุ่มซอฟแวร์   เชื่อว่าจะส่งผลดี ให้กับกลุ่มมากยิ่งดี  เพราะนายสุพันธุ์เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ในการมองไปข้างหน้า จะช่วยสนับสนุนให้อุตฯ ซอฟแวร์ ของไทยไปไกลแน่นอน  รวม ทั้งผู้ประกอบการกอุตฯ ซอฟแวร์ของไทยมีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีหลายบริษัท ร่วมงานกับบริษัทยักษณ์ใหญ่ระดับโลก เพื่อพัฒนาซอฟแวร์ ในสมาร์ทโฟนหลายราย         นอกจากนี้เตรียมจัดระเบียบอุตสาหกรรมซอฟแวร์ โดย นำมาตรฐานไอเอสโอ /ไออีซี 29110 โดยเฉพาะผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ขนาดเล็กให้ใช้มากขึ้นเพื่อสร้างคุณภาพผลิตภัณฑ์ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภครวมทั้งจะส่งเสริมให้ไทยเป็นผู้นำในการใช้มาตรฐานไอเอสโอ /ไออีซี 29110ในภูมิภาคอาเซียน 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จัดงานอุตฯซอฟแวร์-ดิจิตอลออนไลน์นานาชาติ