ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ สำหรับปัญหาการพบช่องโหว่ “ฮาร์ทบลีด” ( Heartbleed ) ของซอฟต์แวร์ Open SSL ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้สำหรับเข้ารหัสข้อมูลเพื่อรักษาความปลอดภัยรวมถึงยืนยันตัวตนบนโลกออนไลน์ และใช้มานานกว่า 10 ปี แม้ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐของไทยอย่างสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทยจะออกมายืนยันว่าช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ Open SSL หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “บั๊กฮาร์ทบลีด” นั้นยังไม่ส่งผลร้ายแรงต่อเว็บไซต์สำคัญของไทย ทั้งเว็บการเงิน หรือการยื่นแบบภาษี รวมถึงเว็บไซต์ในประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุด 50 อันดับแรกของทรูฮิต ดอทเน็ต ส่วนเว็บไซต์ภาครัฐก็พบช่องโหว่นี้เพียง 0.08 % ขณะที่เครื่องที่ให้บริการแบบ HTTPS ในไทยมีประมาณ 130,000 เครื่อง พบช่องโหว่นี้น้อยกว่า 2.7% จากสถิติเมื่อ 20 เมษายนที่ผ่านมา ปัญหานี้หลายคนอาจจะมองเป็นเรื่องไกลตัว หากมองเฉพาะว่าเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการเว็บไซต์ที่จะต้องหาทางแก้ไขสร้างความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์แต่ในฐานะผู้บริโภค ที่ปัจจุบันมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโลกออนไลน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ก็ควรตระหนักและรู้เท่าทันภัยร้ายนี้เช่นกัน “อาจารย์ปริญญา หอมเอนก” ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งบริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด บอกว่า Open SSL เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ซไลบรารี่ ที่ทำหน้าที่เข้ารหัสลับข้อมูลในรูปแบบ SSL/TLS ให้กับซอฟต์แวร์บริการต่าง ๆ ที่สื่อสารกันในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น HTTPS,FTPS, SMTPS รวมถึงโปรแกรมการเชื่อมต่อ VPN โดยซอฟต์แวร์ SSL พัฒนาโดยนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1998 ปัจจุบันมีเว็บไซต์นับล้านทั่วโลกที่ใช้งานซอฟต์แวร์นี้ โดยมีทั้งแบบภาคธุรกิจ และแบบ Open SSL ที่พบปัญหา และได้มีการแจ้งเตือนการพบช่องโหว่ในวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยพบใน Open SSL เวอร์ชั่น 1.0.1a -1.0.1f เวอร์ชั่น 1.0.1 : beta1-1.0.1 : beta 3 และ เวอร์ชั่น 1.0.2 beta1 สำหรับความร้ายแรงของบั๊กนี้ อาจารย์ปริญญา บอกว่า ถือว่าเป็นบั๊กที่ร้ายแรงที่สุดที่เคยมีมา เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งบั๊กฮาร์ทบลีด จะเป็นช่องโหว่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงข้อมูลในหน่วยความจำของระบบบริการ เป็นเหตุให้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นความลับ รหัสการทำธุรกรรมทางการเงิน อีเมลหรือรหัสผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กต่าง ๆ หลุดไปอยู่ในมือของอาชญากรไซเบอร์ได้ แม้จะมีการประกาศเตือนให้อัพเกรดเวอร์ชั่นที่ปลอดภัยแล้ว แต่อาจารย์ปริญญา บอกว่าความเสี่ยงยังมีอยู่ เพราะใน 2 สัปดาห์แรกที่ค้นพบ ก่อนจะประกาศอย่างเป็นทางการนั้นคือจุดอ่อน ที่บอกไม่ได้ว่าข้อมูลรั่วไหลออกไปบ้างหรือไม่และมีมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือการป้องกันตัวเองของผู้ใช้งาน แม้ว่าเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่หลายแห่งจะออกมายืนยันว่าอัพเกรดและปิดช่องโหว่ดังกล่าวไปแล้วก็ตาม โดยเฉพาะกับผู้ใช้งานที่นิยมใช้พาสเวิร์ดเดียวกันกับทุกบัญชี มีความเสี่ยงสูง ควรเปลี่ยนรหัสผ่าน และตรวจสอบว่าเว็บไซต์ที่ใช้งานอยู่นั้นมีปัญหาเรื่องช่องโหว่นี้หรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ที่ www.tisa.or.th/heartbleed และที่บริการของไทยเซิร์ต www.thaicert.or.th สำหรับผู้ดูแลระบบก็เช่นกัน หากตรวจสอบพบช่องโหว่แล้วให้รีบอัพเดทซอฟต์แวร์ Open SSL เวอร์ชั่นที่ปลอดภัยทันที พร้อมทั้งเปลี่ยน SSL Certificate ใหม่รวมถึงเปลี่ยนรหัสผ่านของผู้ดูแลระบบทั้งหมดและแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบเพื่อเปลี่ยนรหัสการใช้บริการ อาจารย์ปริญญา บอกอีกว่า ปัญหาช่องโหว่นี้ อนาคตอาจนำไปสู่การสร้างเว็บหลอกลวงที่มีหน้าตาเหมือนเว็บไซต์จริงมากขึ้นได้ ซึ่งผู้ใช้งานควรระวังและตระหนักอยู่เสมอ อย่างไรก็ดี ด้วยภัยบนโลกไซเบอร์ที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เร็ว ๆ นี้ เอซิส โปรเฟสชั่นนัลฯ โดยเอซิส ไซเบอร์แลป จะเปิดบริการใหม่ “ไซเบอร์ 911” (Cyber 911) สำหรับองค์กรที่ต้องการความช่วยเหลือในการรับมือกับการโจมตีด้านไซเบอร์แบบทุกเวลา โดยจะมีการฝึกอบรมให้ผู้ประสานหลักด้านไซเบอร์ขององค์กรเข้าใจกระบวนการในการตอบสนองต่อเหตุการณ์เบื้องต้น และติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับการบุกรุกในองค์กรเพื่อให้สามารถแจ้งเตือนไปยังศูนย์ไซเบอร์ 911 เพื่อให้การช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง รู้ไว้กับปัญหาด้านความปลอดภัยบนโลกออนไลน์คาดว่าช่องโหว่นี้ยังสร้างปัญหาอีกนาน และไม่รู้ว่าเราจะตกเป็นเหยื่อเมื่อใด !!!. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com …………………………………………………………………………………………………………………. ฮาร์ทบลีดสแกนเนอร์ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตปลอดภัยจากบั๊กฮาร์ทบลีด (Heartbleed Bug) ที่กำลังสร้างปัญหาให้กับระบบการรักษาความปลอดภัย SSL บนเว็บไซต์ทั่วโลก เทรนด์ ไมโคร ได้เปิดตัว ฮาร์ทบลีดสแกนเนอร์ฟรี สำหรับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พกพา เพื่อตรวจสอบว่าอุปกรณ์ดังกล่าวกำลังสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ที่มีบั๊ก ฮาร์ทบลีดหรือไม่ โดยโซลูชั่นนี้ก็คือเทรนไมโคร ฮาร์ทบลีด ดีเทคเตอร์ (Trend Micro Heartbleed Detector) โดยเป็นปลั๊กอินสำหรับเบราว์เซอร์โครม และโมบายแอพแอนดรอยด์ สามารถเข้าใช้งานได้ในโครมเว็บสโตร์ และกูเกิลเพลย์ นอกจากนี้ นักวิจัยของเทรนด์ไมโครยังพบว่าโมบายแอพก็มีความเสี่ยงต่อบั๊ก ดังกล่าวได้เทียบเท่ากับเว็บไซต์เช่นกัน จึงได้พัฒนาเวอร์ชั่นตรวจสอบแอพบนอุปกรณ์ของผู้ใช้ และเซิร์ฟเวอร์ที่สื่อสารเพื่อระบุว่าแอพที่ติดตั้งเสี่ยงต่อบั๊กฮาร์ทบลีดหรือไม่ หากแอพมีจุดอ่อน โปรแกรมตรวจสอบก็จะให้ผู้ใช้เลือกว่าจะถอนการติดตั้งแอพหรือไม่ สนใจดาวน์โหลดไปใช้ได้ที่ https://chrome.google.com/webstore/detail/trend-micro-openssl-heart/cmibjcge bllecchcmkiafonmflkeeffo หรือ mobile link
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ฮาร์ทบลีด’ ช่องโหว่บนเว็บไซต์ที่คนใช้ไม่ควรมองข้าม
เดือน: เมษายน 2014
-

‘ฮาร์ทบลีด’ ช่องโหว่บนเว็บไซต์ที่คนใช้ไม่ควรมองข้าม
-

สินค้าระเบิดศึกรับบอลโลกคนไทยมือเติบใช้จ่าย6หมื่นล.
เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเศษเท่านั้น…มหกรรมกีฬาครั้งยิ่งใหญ่ที่คนไทยรอคอย อย่างการแข่งขัน “ฟุตบอลโลก 2014” ก็จะระเบิดศึกอย่างเป็นทางการ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่แฟนบอล คอบอล หรือผู้ที่ชื่นชอบการแข่งขันฟุตบอลเท่านั้นที่รอคอย บรรดาผู้ประกอบการสินค้าในหลายประเภทต่างรอคอยเทศกาลนี้เช่นกัน เพราะ…จะช่วยต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการได้อีกเฮือกใหญ่กันทีเดียว ต้องยอมรับว่า ณ เวลานี้ คนไทย เอกชนไทย ผู้ประกอบการไทย ต่างอยู่อย่างยากลำบาก เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จากสถานการณ์การเมืองที่ฉุดรั้งไม่ให้เดินหน้า ทำให้เศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก คนไทยไม่มีกำลังซื้อ ผู้ประกอบการไทย ขายของไม่ได้ และสุดท้าย! ยังไม่มีใครให้คำตอบที่ชัดเจนได้ว่า ประเทศไทยและคนไทย จะตกอยู่ในภาวะใด?ด้วยเหตุนี้บรรดาคนขายของทั้งหลาย…จึงต้องหวังต้องรอคอยเทศกาลใหญ่ ๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้คนไทยหันมาจับจ่ายกันอีกครั้ง ซึ่งจากผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ในช่วงของการแข่งขันฟุตบอลโลกในแต่ละครั้งจะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 50,000-60,000 ล้านบาท โดยแปรผันตามสภาพเศรษฐกิจ เงินสะพัดที่เกิดขึ้นมาจากทั้งการซื้อสินค้าบริโภคและสังสรรค์, การซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับรับชมการแข่งขัน รวมไปจนถึงจำนวนเงินจากการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ขายสินค้าและบริการโดยปีนี้ “ธนวรรธน์ พลวิชัย” ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า เงินสะพัดยังคงใกล้เคียงกับทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะการแข่งขันฟุตบอลโลก เป็น “กิจกรรมพิเศษ” ที่จัด 4 ปีครั้ง ประกอบกับเศรษฐกิจโลกในช่วงนี้เริ่มกลับมาฟื้นตัว แม้เศรษฐกิจไทยจะมีปัญหา แต่คงไม่มีผลมากจนทำให้บรรยากาศการรับชมมหกรรมกีฬาระดับโลกครั้งนี้ซบเซาลงไปได้ทีวีรับอานิสงส์เต็มสูบ โทรทัศน์หรือทีวี ถือว่าเป็นสินค้าที่ได้รับอานิสงส์จากเทศกาลโดยตรงที่สุด เพราะเป็นสื่อหลักที่สามารถรับชมการถ่ายทอดโดยตรงจากสนามแข่ง แม้ปีนี้มีอุปสรรคบ้างเพราะช่องฟรีทีวีสามารถดูได้เพียง 22 นัด จากทั้งหมด 64 นัด แต่ผู้ประกอบการต่างคาดหวังรายได้จากการจำหน่ายทีวี เพราะนอกจากเทศกาลฟุตบอลโลกแล้วยังมีปัจจัยเสริมคือเรื่องของการเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอล ทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อเครื่องทีวีใหม่กันมาก…เรียกได้ว่าน่าจะเป็นโชค 2 เด้งกันทีเดียว ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ เริ่มต้นจากผู้ประกอบการเจ้าตลาดอย่าง “โซนี่” ที่ควบตำแหน่งผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยปีนี้จัดหนัก ทุ่มงบกว่า 30 ล้านบาท มากกว่าครั้งก่อนถึง 10 ล้านบาท เพื่อจัดแคมเปญรับบอลโลก เพราะถือเป็นการส่งท้ายการเป็นสปอนเซอร์หลักอย่างเป็นทางการนี่ก็จัดเต็มด้วยแคมเปญ“ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2014” ที่จะพาผู้โชคดีไปชมฟุตบอลโลกฟรี ติดขอบสนามถึงประเทศบราซิลอีกด้วยนอกจากนี้ยังปล่อยแคมเปญเด็ด ผ่อนสินค้า 0% นานถึง 20 เดือน ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการ หวังปั๊มยอดขายช่วงบอลโลกโต 30% หรือเป็นเท่าตัวจากเมื่อ 4 ปีก่อนด้าน “โตชิบา” ทุ่มงบ 500 ล้านบาท ลุยสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง ส่งแคมเปญเชียร์ทูโก ดันยอดขายกลุ่มทีวี 20% โดยการทำตลาดหลักจะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง โดยเตรียมงบถึง 500 ล้านบาท สำหรับจัดกิจกรรมทั้งปี พร้อมชูแคมเปญ “เชียร์ ทู โก” เป็นตัวเดินเครื่องโครงการฟุตบอลโลก ที่เตรียมจัดกิจกรรมพิเศษลดราคาสินค้า รวมถึงแจกสินค้าพรีเมียม และกล่องจีเอ็มเอ็มแซด เมื่อซื้อทีวีดิจิตอลขนาดตั้งแต่ 39-58 นิ้ว เพื่อสร้างสีสันและคืนกำไรให้กับลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนทีวีในช่วงดังกล่าวไม่ใช่เพียงแต่ผู้ประกอบการโทรทัศน์รายใหญ่เท่านั้น… ที่เร่งจัดกิจกรรมปั๊มยอดรับบอลโลก ยังมีผู้ประกอบการหน้าใหม่อีกหลายรายที่แห่เข้ามาแย่งแชร์กันอย่างดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์น้องใหม่ของห้างเทสโก้โลตัสอย่าง “ไฮยาซอง” ที่ชูจุดเด่นสินค้าคุณภาพในราคาย่อมเยากว่าคู่แข่ง 10-15% หรือแบรนด์ “ทีซีแอล” ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน แต่เปิดตัวด้วยหมัดเด็ดอย่าง ทีวีแอนดรอยด์สมาร์ททีวีรุ่น ยูเอชดี ทีวี ขนาด 85 นิ้ว ในราคาย่อมเยา นอกจากนี้ยังเตรียมขนทีวีใหม่กว่า 14 รุ่นมาเปิดตัวในปีนี้ด้วย พร้อมเตรียมทุ่มงบเกือบ 100 ล้านบาท ในการทำกิจกรรมการตลาดรับบอลโลกอีกด้วยของก๊อบปี้รับทรัพย์อื้อ ขณะที่สินค้าในกลุ่มอุปกรณ์กีฬา รวมถึงชุดกีฬา เป็นอีกตลาดที่จะมีการเติบโตควบคู่ไปกับกระแสบอลโลก ’ธาราพฤกษ์ชะอุ่ม“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แกรนด์สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด ฉายภาพแนวโน้มธุรกิจอุปกรณ์กีฬาว่าตื่นตัวมากขึ้น และคนหันมาสนใจเล่นกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอลมากขึ้น เหมือนช่วงที่ผ่านมาที่วอลเลย์บอลและแบดมินตันได้รับความนิยมมาก ทำให้อุปกรณ์กีฬาที่เกี่ยวข้องขายดีตามกันไปด้วย โดยคาดว่าในปีหน้าจะมีแบรนด์ขายของก๊อบปี้เพิ่มขึ้น ซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าระดับล่าง ส่วนคนมีเงินก็จะซื้อของแท้ราคาแพงไปเลย ด้านแบรนด์ไทยคงขายลูกฟุตบอลหรืออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรง แต่โดยรวมตลาดโตขึ้นแน่นอน ในฝั่งกรมทรัพย์สินทางปัญญา มองว่าเป็นเรื่องปกติที่ในช่วงเทศกาลการแข่งขันฟุตบอลโลก จะมีเรื่องสินค้าก๊อบปี้ออกมาวางจำหน่ายจำนวนมากเพื่อรองรับความต้องการสินค้าของแฟนฟุตบอล ซึ่งได้เตรียมพร้อมตลอดเวลาในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะตำรวจและดีเอสไอ ในการตรวจสอบและเข้าจับกุมดำเนินคดี เพราะหากมีการละเมิดลิขสิทธิ์กันมาก ๆ จะไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยนอกจากนี้ยังพบว่าของก๊อบปี้มีราคาต่ำกว่าเสื้อผ้าที่มีลิขสิทธิ์อย่างมากหรือต่ำกว่าประมาณ 10 เท่าตัว โดยมีราคาของก๊อบปี้ขายที่ตัวละ 200-300 บาท ขณะที่เสื้อผ้าที่มีลิขสิทธิ์ที่มีราคาตกตัวละ 2,000-3,000 บาท จึงไม่แปลกใจที่คนให้ความสนใจมากโดยเฉพาะในตลาดกลางและตลาดล่าง เพราะการก๊อบปี้ในปัจจุบันมีความประณีตดูยากมากหากไม่ใช่คนที่เล่นของแท้จริง ๆ น้ำดำเร่งสปีดปั๊มยอด เป็นธรรมดา… สำหรับวงการน้ำดำที่จะชิงจังหวะจัดกิจกรรมการตลาดรับบอลโลก ซึ่งถือเป็นจังหวะทองเพราะเป็นสินค้าที่ผู้ชมนิยมดื่มในระหว่างการแข่งขัน เริ่มต้นที่ ’เป๊ปซี่“ ที่ทุ่มงบ 300 ล้านบาท เปิดตัว 3 แคมเปญ ระดับโกลบอลที่มีทั้งชิงโชคทองคำ โทรศัพท์มือถือ ลูกฟุตบอล รวมมูลค่ารางวัลกว่า 24 ล้านบาท ส่วนคู่แข่งอย่าง ’โค้ก“ ก็ทุ่มงบ 300 ล้านบาท สำหรับแคมเปญรับฟุตบอลโลกมาต้าน เพื่อรักษาแชร์ในตลาดที่ 58.8% เอาไว้ ด้วยการออกสินค้าพิเศษใหม่สำหรับการแข่งฟุตบอลโลกครั้งนี้โดยเฉพาะ หรือการแจกสินค้าแต่งห้องเชียร์บอลโลก เป็นต้น เพื่อสร้างกระแสการบริโภค ธุรกิจเดลิเวอรี่หงอย หันมาสำรวจธุรกิจเดลิเวอรี่ส่งอาหารยามดึก ที่บรรดาแฟนฟุตบอลไม่สามารถ “ขาด” ได้ กลับกลายเป็นว่าอาจไม่คึกคักเหมือนแต่ก่อน เพราะการแข่งขันอยู่ในช่วงเวลาที่ดึกมากตั้งแต่ช่วงเวลา 01.00-05.00 น. แต่บรรดาผู้ประกอบการต่างไม่ย่อท้อ ยังเดินหน้าบริการเสิร์ฟสินค้ากันถึงที่บ้านทีเดียว “เคเอฟซี” จะให้บริการส่งสินค้าตั้งแต่ 22.00 น. ถึงเที่ยงคืนเท่านั้น แต่เน้นยอดขายจากแคมเปญส่งเสริมการขายอื่น ๆ ภายใต้งบการตลาด 20 ล้านบาท พร้อมเตรียมปล่อยโปรโมชั่นและอาหารชุดพิเศษมาเอาใจคอฟุตบอล ขณะที่ “แมคโดนัลด์” ปีนี้ทุ่มงบการตลาดกว่า 50 ล้านบาท จัดสปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง รับบอลโลกผ่านสื่อทุกรูปแบบ รวมถึงออกเมนูพิเศษ และจัดกิจกรรมแมคโดนัลด์ เพลย์เยอร์ เอสคอร์ท ให้เด็ก ๆ ได้กระทบไหล่นักเตะชื่อดังด้วย ตรงกันข้ามกับ “โออิชิ กรุ๊ป” ที่ปีนี้งดแคมเปญ ส่งสินค้าถึงบ้าน จากปกติที่จะมีรายได้เสริมจากช่วงบอลโลกเพิ่มขึ้น 10%หากการแข่งขันอยู่ในช่วงเย็นถึงหัวค่ำจะเป็นโอกาสทองในการส่งอาหารฉายดึกสะเทือนโฆษณา มาดูกันที่ตลาดโฆษณา ที่แม้มีเงินสะพัดต่อเดือนมากถึง 10,000 ล้านบาท แต่ในไตรมาสแรกปีนี้ ตลาดค่อนข้างเงียบเหงา จากภาวะเศรษฐกิจ โดยหลายฝ่ายแอบหวังว่าเงินจากช่วงบอลโลกจะเข้ามาหนุนให้ตลาดฟื้นตัวบ้าง “วรรณี รัตนพล” นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย บอกว่า ทุกครั้งที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก ตลาดโฆษณาจะมีความเคลื่อนไหวมากแม้จะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียงหนึ่งเดือน เพราะทุกธุรกิจต่างก็อยากจะเอาโฆษณามาลงในช่วงพักแต่พอมาถ่ายทอดตอนดึก คนดูน้อยลง ลูกค้าที่จะจ้างทำโฆษณาเลยหายหน้า จากที่เคยมีรายได้เพิ่มประมาณ 100 ล้านเป็นประจำทุกครั้งที่มีบอลโลก ปีนี้ก็คงหดหาย เพราะประเมินจากตอนนี้ที่ยังไม่ค่อยจะมีลูกค้าเข้ามาติดต่อเท่าใดนักอย่างไรก็ตามยังคงเหลือเวลาอีกเดือนเศษ ๆ กว่าเทศกาลมหกรรมกีฬาครั้งยิ่งใหญ่ของโลกนี้จะเข้ามาถึง ดังนั้นจึงต้องรอดูว่ากลยุทธ์ของผู้ประกอบการที่จะดึงดูดกำลังซื้อของผู้บริโภคจะเข้าเป้าหมายหรือพลาดเป้าหมายกันแน่!. พิชชาพร อยู่เลี้ยงพันธ์
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สินค้าระเบิดศึกรับบอลโลกคนไทยมือเติบใช้จ่าย6หมื่นล. -

อคส. ฟื้นข้าวถุงจินไทอวี้ ส่งออกจีน
นายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า(อคส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ อคส.ได้บรรลุข้อตกลงร่วมทำตลาดข้าวคุณภาพในตลาดจีนกับ บริษัท จินไท่อวี้ซึ่งเป็นบริษัทค้าข้าวรายหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลโดยล็อตแรกจะเริ่มจากการจัดส่งข้าวหอมมะลิบรรจุถุง5กิโลกรัม ภายใต้ยี่ห้อจินไท่อวี้และข้าวหอมมะลิบรรจุถุง15กิโลกรัมและ50กิโลกรัม โดยใช้ตรายี่ห้อของจีนเอง กำหนดจัดส่งภายในเดือน พ.ค. นี้และวางเป้าหมายส่งออก ในปีแรก57ประมาณ 20,000 ตัน เฉลี่ยตันละ30,000บาท“ที่ผ่านมาได้มีการหารือกับจีนมาตลอด7เดือนไม่แค่เป็นการระบายข้าวในไทยเท่านั้นแต่ต้องการลดปัญหาข้าวหอมมะลิปลอมปนในจีน และที่ผ่านมามักได้รับการร้องเรียนถึงข้าวหอมมะลิไทยมีการปลอมปนในจีนจนกระทบต่อภาพพจน์ข้าวหอมมะลิแท้ของไทย ดังนั้นจึงมีการฟื้นยี่ห้อจินไท่อวี้ซึ่งเป็นยี่ห้อของ อคส.ที่หยุดชั่วคราวมาเกือบ5ปีให้กลับมาทำตลาดอีกครั้ง “
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อคส. ฟื้นข้าวถุงจินไทอวี้ ส่งออกจีน