รายงานข่าวจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) แจ้งว่าได้ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ทุกชนิดลิตรละ 50 สตางค์ ยกเว้นอี 85 ปรับขึ้น 30 สตางค์ ส่วนดีเซลยังคงเดิม โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. เวลา 05.00 น.เป็นต้นไป สำหรับราคาน้ำใหม่ของสถานีบริการ ปตท. และบางจากฯ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นดังนี้ เบนซิน 95 ลิตรละ 48.95 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 41.43 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 38.98 บาท อี 20 ลิตรละ 36.48 บาท อี 85 ลิตรละ 24.88 บาท ส่วนดีเซลคงเดิมที่ลิตรละ 29.99 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปรับราคาน้ำมันเพิ่ม 50 สตางค์มีผลพรุ่งนี้
เดือน: เมษายน 2014
-

ปรับราคาน้ำมันเพิ่ม 50 สตางค์มีผลพรุ่งนี้
-

เทรนด์นั่งเครื่องบินฮิต
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รักษาการ รมว.คมนาคม เปิดเผยในการประชุมเชิงปฏิบัติการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานการบินว่า แนวโน้มการเดินทางของคนไทยจะปรับเปลี่ยนมาใช้บริการเครื่องบินเพิ่มขึ้น สังเกตได้จากการเดินกลับภูมิลำเนาของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา พบว่าท่าอากาศยานดอนเมืองมีปริมาณเที่ยวบินในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 35% และเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 9% จากช่วงปกติ สวนทางกับการใช้บริการรถ บขส.ตามสถานีขนส่ง และรถไฟที่หัวลำโพง น้อยลงกว่าคาดการณ์ “เส้นทางที่เห็นเด่นชัดสุด คือ กรุงเทพ-เชียงใหม่ เดิมคาดการณ์ว่า คนจะใช้บริการรถโดยสารของบริษัท ขนส่ง จำกัด(บขส.)จำนวนมาก แต่เอาเข้าจริงไม่เป็นแบบนั้น เนื่องจากมีผู้โดยสารที่เดินทางโดยรถไฟเพียง 9,000 คน รถโดยสาร บขส. 18,000 คน แต่เครื่องบินมีถึง 120,000 คน เพิ่มขึ้นประมาณ 6 เท่าจากปกติ เนื่องจากการเดินทางโดยเครื่องบินช่วยประหยัดเวลา ประกอบกับค่าโดยสารถูกลง หลังมีสายการบินราคาประหยัดเกิดเพิ่มขึ้น ดังนั้นเชื่อว่าแนวโน้มจะมีผู้ใช้เครื่องบินเดินทางมากขึ้น และไม่ใช่เฉพาะเที่ยวบินในประเทศเท่านั้น ในอนาคตแนวโน้มการใช้เครื่องบินทั่วโลกจะเพิ่มเช่นเดียวกัน” ทั้งนี้แนวโน้มธุรกิจการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่าแถบยุโรป และอเมริกาเหนือ โดยในปี 54 เอเชียแปซิกมีส่วนแบ่งการตลาดแค่ 29% อเมริกาเหนือ 27% ยุโรป 26% แต่คาดว่าในปี 83 เอเชียแปซิฟิกจะมีส่วนแบ่งการตลาดด้านการบินเพิ่มขึ้นเป็น 40% ฉะนั้นต้องเตรียมความพร้อมรองรับอุตสาหกรรมการบินในอนาคต ซึ่งกิจการด้านการบินไทยเกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน กระทรวงคมนาคม จะต้องประสานงาน เพื่อพัฒนากิจการด้านการบินให้เติบโตรองรับความต้องการของคนไทย และแนวโน้มธุรกิจการบินโลกที่เพิ่มขึ้น “การที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางการบินนั้น ผมเห็นว่าเป็นไปได้ แต่ต้องดูว่าปัญหา คือ อะไร เหตุใดสายการบินไม่มาเมืองไทยมากกว่านี้ โดยการพัฒนาจะต้องมองภาพรวมไปด้วยกันทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นศูนย์ซ่อม การผลิตชิ้นส่วน การเทรนนิ่ง การออกใบอนุญาตนักบิน ไม่ใช่แค่การเพิ่มเที่ยวบินอย่างเดียว” นายชัชชาติกล่าวว่า ต่อไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบินจะต้องมีหน้าที่ชัดเจน เช่น สถาบันการบินพลเรือน ต้องเตรียมหลักสูตรพัฒนาการบิน บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ทำหน้าที่ขยายสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งมีตัวชี้วัดของการเป็นศูนย์กลางทางการบินด้วยว่า ควรมีอะไรเป็นตัวชี้วัดชัดเจน ดังนั้นหากไทยต้องการเป็นศูนย์กลางการบินจะต้องต่อเชื่อมการเดินทางได้สะดวก รวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องเวลาต่อเครื่องในการเดินทาง ส่วนการบินไทยจะต้องพิจารณาแนวทางการดำเนินงานและยุทธศาสตร์บริษัทให้เหมาะ สม ซึ่งการแยกสายการบินไทยสมายล์ออกมาถือเป็นส่วนหนึ่งในการปรับตัวของการบินไทย นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีผู้โดยสารมาใช้บริการ บขส. ประมาณ 1.1 ล้านคนเศษ น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีการเดินทาง 1.2 ล้านคนเล็กน้อย เนื่องจากคาดการณ์ว่าประชาชนมีการใช้รถส่วนตัวเดินทางมากขึ้น ประกอบกับ ประชาชนบางส่วนหันไปใช้บริการเครื่องบิน ที่มีสายการบินต้นทุนต่ำมาเปิดให้บริการที่ไม่แพงจนเกินไป นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า ผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีประชาชนมาใช้บริการน้อยกว่าปีก่อนถึง 1 แสนคน สาเหตุน่าจะมาจากนักท่องเที่ยว เดินทางมากรุงเทพฯ ลดลง ทำให้การต่อรถไฟเพื่อไปเที่ยวต่างจังหวัดหายไป ประกอบกับสถานการณ์เมืองไม่ปกติ และเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้คนตัดสินใจเดินทางออกต่างจังหวัดน้อยลง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เทรนด์นั่งเครื่องบินฮิต -

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 25 เมษายน 2557 ปิดลบ 14.51 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 25 เม.ย. ดัชนีดิ่งลงทันทีที่เปิดตลาด จากนั้นไหลลงในแดนลบอย่างร้อนแรงจนปิดตลาด ซึ่งเป็นไปตามแรงเทขายของนักลงทุน เนื่องจากอัตราราคากำไรต่อหุ้น (พีอี) ปรับสูงขึ้น หลังกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยมากในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยลดลงต่ำสุด 1,408.16 จุด และ ทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,423.27 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,408.16 จุด ลดลง 14.51 จุด หรือ 1.02 % ด้วยมูลค่าซื้อขาย 35,038.85 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1. ทรู ปิดที่ 6.60 บาท ลดลง 0.40 บาท 2. อิชิตัน ปิดที่ 17.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท 3. ธ.กรุงเทพ ปิดที่ 187.50 บาท ลดลง 1.50 บาท 4. จัสมิน ปิดที่ 8.30 บาท ลดลง 0.05 บาท 5. ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 186.50 บาท ลดลง 5.00 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 25 เมษายน 2557 ปิดลบ 14.51 จุด