นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ในปี 60 สัดส่วนการผลิตรถยนต์จะเปลี่ยนแปลงจากปัจจุบัน ผลิตจำหน่ายในประเทศ 50 % ผลิตเพื่อการส่งออก 50% เป็นผลิตเพื่อการส่งออก 60 % ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 40 % เพื่อรองรับเป้าหมายการผลิตรถยนต์ 3 ล้านคันในปี 60 จากปัจจุบันมียอดการผลิตรถยนต์ 2.45 ล้านคัน ขณะที่ระบบการผลิต จะ เปลี่ยนไปสู่การใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ และใช้หุ่นยนต์ในการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน และมีค่าจ้างสูงขึ้น “แม้ว่าประเทศอินโดนีเซียจะมียอดการลงทุน และการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นมาก แต่ยอดการผลิตรวมที่น้อยกว่าไทยกว่า 1 เท่าตัว และรถยนต์ที่ผลิตได้เกือบทั้งหมด ก็มีเป้าหมายเพื่อจำหน่ายภายในประเทศเป็นหลักต่างจากประเทศไทยที่ต่างชาติ เข้ามาตั้งฐานการผลิตเพื่อการส่งออก เนื่องจากตลาดรถยนต์ภายในประเทศใกล้ถึงจุดอิ่มตัว และทักษะฝีมือการผลิตก็ก้าวหน้าไปสู่ระดับโลก ต่างจากอินโดนีเซียที่ตลาดยังเปิดกว่างอีกมาก” นอกจากนี้ สศอ.ได้ เตรียมมาตรการรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเร่งดำเนินการสร้างบุคลากรทุกระดับ ได้แก่ ระดับแรงงานมีฝีมือ ระดับหัวหน้างาน ระดับวิศวกรทดสอบและวิจัยพัฒนา ซึ่งการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้มีทักษะ ความสามารถการผลิต มีองค์ความรู้ในระดับสูงขึ้น ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ เพื่อให้ครอบคลุมทั่วทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งนี้ สศอ. ได้ดำเนินโครงการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ เน้นการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้มีความรู้ความสามารถและทักษะใน การเป็นผู้ฝึกสอน และการพัฒนาบุคลากรในระดับผู้ปฏิบัติงาน ปีละไม่ต่ำกว่า 60 คน โดยโครงการ พัฒนาบุคลากรในปี 57 ในสาขาการผลิตนั้น สำนักงานฯ และสถาบันยานยนต์ จะได้พัฒนาหลักสูตรและพัฒนาผู้สอนในด้านการลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาในการผลิต สถานประกอบการ สามารถลดต้นทุนในการผลิต
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อุตฯรถยนต์ปรับโครงสร้างส่งออก
เดือน: เมษายน 2014
-

อุตฯรถยนต์ปรับโครงสร้างส่งออก
-

ททท.ปิ๊งไอเดียจัดงานเที่ยววันธรรมดา
นายอานุภาพ ธีรรัฐ รองผู้ว่าการตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า เตรียมจัดงานส่งเสริมการขายต้อนรับช่วงนอกฤดูกาลการท่องเที่ยว(โลว์ซีซั่น) คือ งานวันธรรมดา ที่ไม่ธรรมดาและงานไทยแลนด์ กอล์ฟ เอ็กซ์โปร ระหว่างวันที่ 15-18พ.ค.นี้ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ โดยวางเป้าหมายลูกค้าหลักมาจากกลุ่มเยาวชน เนื่องจากนิสิตนักศึกษาปีนี้ต้องปรับภาคการศึกษาให้สอดคล้องกับมหาวิทยาลัยในโซนอาเซียน ทำให้มีช่วงปิดเทอมขยายไปถึงเดือน ส.ค.และกลุ่มนี้สามารถเดินทางได้ตลอด โดยไม่ต้องรอช่วงเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งประเมินว่าจะมีเงินสะพัดภายในงานกว่า300 ล้านบาทคนเข้าร่วมงานกว่า 200,000 คน ทั้งนี้ จะมีผู้ประกอบการเอกชนเข้าร่วมกว่า 200 ราย นำเสนอสินค้าราคาพิเศษสำหรับการเข้าพักวันธรรมดา โดยมีโรงแรมชั้นนำตอบรับเข้าร่วมเสนอโปรโมชั่นกระตุ้นตลาดในประเทศจำนวนมาก อาทิ โรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต, กลุ่มโรงแรมอนันตรา, อมารี และรอยัล คลิฟ โดยมองว่าราคาที่ดึงดูดใจ แบ่งแยกราคาเป็น โซน1,000 บาท ถึง 4,000 บาทอย่างชัดเจน จะทำให้มีกลุ่มเป้าหมายที่แน่นอน จะกระตุ้นความสนใจในการท่องเที่ยวในประเทศ แม้จะยังมีวิกฤตการเมืองในประเทศก็ตาม “การจัดโครงการนี้จะช่วยผู้ประกอบการให้มีรายได้กระจายมาในวันธรรมดามากขึ้น จากเดิมที่อัตราเข้าพักเฉลี่ยจะอยู่เพียง 40% ในขณะที่ช่วงสุดสัปดาห์จะสูง 70% ซึ่งหลังจากงานนี้แล้ว จะยังคงกระตุ้นตลาดต่อเนื่องผ่านการจัดบูธส่งเสริมการขายในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยวันที่ 4-8 มิ.ย.ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่ ททท.ใช้งบจัดงาน 20 ล้านบาทสำหรับงาน 5 วัน และคาดว่าจะมีผู้เข้ามชมกว่า 250,000 คนทำเงินสะพัด 300 ล้านบาทเช่นกัน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ททท.ปิ๊งไอเดียจัดงานเที่ยววันธรรมดา -

อคส.เตรียมผลิตน้ำมันปาล์มขาย 1 ล้านขวด
นายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการโรงกลั่นเข้ามายื่นซองประมูลจำนวน 2 ราย เพื่อมาผลิตน้ำมันพืชปาล์มบรรจุขวดออกขายในตลาดในราคาไม่เกินขวดละ 42 บาทต่อกก. ซึ่งน้ำมันปาล์มดิบที่จะนำมาผลิตมีปริมาณ 1,650 ตัน จากคลังสุราษฎ์ธานี ตามนโยบายของอนุกรรมการระบายน้ำมันปาล์มดิบ ที่มีรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันปาล์มและราคาผลปาล์มตกต่ำในช่วงปี 2555/56 ทั้งนี้น้ำมันปาล์มดิบปริมาณ 1,650 ตัน สามารถผลิตน้ำมันพืชปาล์มได้ 1 ล้านขวด คาดว่าจะสามารถวางจำหน่ายได้ตามท้องตลาดภายในเดือนหน้า “ อคส. ได้อนุมัติทั้ง 2 รายให้ดำเนินการไปแล้ว เนื่องจากเป็นผู้ผลิตรายใหญ่มีกำลังการผลิตสูง โดยผู้ผลิตจะต้องดำเนินการผลิตและจำหน่ายให้เสร็จภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่ลงนามในสัญญาที่ได้รับการอนุมัติประมาณวันที่ 21 เม.ย. ตามเงื่อนไขที่กำหนด” สำหรับแบรนด์ที่จะใช้กับน้ำมันปาล์มบรรจุขวดที่ผลิตขึ้นนั้น กำลังหารืออยู่ว่าจะใช้แบรนด์ใด แต่ราคาขายกำหนดไว้ไม่เกินขวดละ 42 บาท เพราะวัตถุประสงค์คือเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันพืชปาล์มและลดภาระค่าใช้จ่ายในการฝากเก็บและดูแลรักษาน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งน้ำมันปาล์มดิบ 1,650 ตันนั้น ถือเป็นสต๊อกสุดท้ายจากที่ได้รับซื้อเข้ามาเก็บไว้ในสต๊อกทั้งหมด 40,000-50,000ตัน ด้านนางวิวรรณ บุณยประทีปรัตน์ เลขาธิการสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ผลผลิตปาล์มขณะนี้ ราคาผลปาล์มดิบอยู่ที่ 3.7-3.8 บาทต่อกก. ซึ่งเป็นราคาใกล้เคียงราคาต้นทุนการผลิตปาล์มอยู่ที่ 3.8 บาทต่อกก. แม้ว่ากระทรวงพลังงานจะเร่งปรับการผลิตน้ำมันดีเซลจากบี 5 เป็น บี 7 เพื่อเป็นการผลักดันให้ราคาผลผลิตปาล์มขยับขึ้น แต่สมาคมฯกังวลว่าจะมีการไล่ซื้อน้ำมันปาล์มดิบ และอาจจะส่งผลให้เกิดการปั่นราคา และมีการแอบลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบได้ “ราคาน้ำมันปาล์มดิบปัจจุบันของไทยอยู่ที่ 27.50-28 บาทต่อกก. เป็นราคาใกล้เคียงกับราคาในตลาดโลก ซึ่งทางสมาคมฯต้องการให้ภาครัฐพิจารณาปรับราคาเพดานน้ำมันปาล์มขวดจาก 42 บาทต่อขวด ให้อยู่ในช่วง 42-47 บาทต่อขวด เพื่อให้ราคาปาล์มดิบเป็นไปตามกลไกมากกว่านี้”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อคส.เตรียมผลิตน้ำมันปาล์มขาย 1 ล้านขวด