เดือน: เมษายน 2014

  • เอซุสส่งเซนโฟนเข้าไทยรวดเดียว3รุ่น

    เอซุสส่งเซนโฟนเข้าไทยรวดเดียว3รุ่น

    เอซุส รุกตลาดสมาร์ทโฟนในไทยออกซีรีส์เซนโฟน ราคา 2,990-8,990 บาท ตั้งเป้าช่วยดันยอดขาย 8 แสนเครื่องในปีนี้ นายเจฟฟ์ โล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอซุสเทค คอมพิวเตอร์  (ประเทศไทย)จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท ได้นำสมาร์ทโฟนซีรีส์เซนโฟน(ZenFone) เข้ามาทำตลาดในไทยจำนวน 3 รุ่น คือ เซนโฟน 4 เซนโฟน 5และเซนโฟน 6  เป็นสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ที่ออกแบบและพัฒนาจากการวิเคราะห์พฤติกรรมความต้องการของผู้ใช้งาน ถือเป็นสมาร์ทโฟนเต็มรูปแบบตัวแรกของเอซุสเข้ามาทำตลาดในไทย  โดยตั้งเป้าหมายว่า ทั้งสามรุ่นจะช่วยเพิ่มยอดขายสมาร์ทโฟนรวมของเอซุสได้ถึง 8 แสนเครื่องในปีนี้ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 120-150 ล้านดอลลาร์สหรัฐและทำให้เอซุสติด 1ใน 5 ของผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนในไทยได้ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 10% “สมาร์ทโฟนทั้งสามรุ่นเจาะกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนในทุกระดับ อายุ 18-25 ปี  ราคาตั้งแต่ 2,990-8,990 บาท หน้าจอขนาด 4-6  นิ้ว  กล้องถ่ายภาพที่มีเทคโนโลยีพิกเซลมาสเตอร์ที่ทำให้การถ่ายภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การถ่ายในที่แสงน้อยจึงมั่นใจว่าทั้งสามรุ่นจะได้รับการตอบรับที่ดีจากทุกกลุ่มผู้ใช้ในไทย” นายเจฟฟ์ กล่าวต่อว่า การเน้นทำตลาดสมาร์ทโฟนในปีนี้จะทำให้สัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนเพิ่มเป็น 40% แท็บเล็ต 10% และแล็ปท็อปหรือโน้ตบุ๊กจำนวน 50% จากในปีที่แล้วโน้ตบุ๊กมีสัดส่วนสูงถึง 90% สำหรับสมาร์ทโฟน เซนโฟน 4  จอ 4 นิ้ว หน่วยประมวลผล อินเทล อะตอม 1.2 กิกะเฮิรตซ์ กล้องหน้า 3 แสนพิกเซล กล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล ราคา 2,990 บาท ส่วนเซนโฟน 5 หน้าจอขนาด 5 นิ้ว ใช้หน่วยประมวลผลอินเทล อะตอม 1.6 กิกะเฮิรตซ์  กล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล  กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล  ราคา 5,990 บาท ส่วน เซนโฟน 6 หน้าจอขนาด 6 นิ้ว หน่วยประมวลผล อินเทล อะตอม 2 กิกะเฮิรตซ์ กล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล กล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ราคา 8,990 บาท โดยทั้งสามรุ่นจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือน พ.ค.นี้.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอซุสส่งเซนโฟนเข้าไทยรวดเดียว3รุ่น

  • แนะผู้ประกอบการอาหารลุยร่วมทุนอินโดฯ

    แนะผู้ประกอบการอาหารลุยร่วมทุนอินโดฯ

    นายพจ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย เปิดเผยในงานเสวนา “รู้อิเหนา รู้เรา เข้าใจตลาด” ว่า การไปลงทุนในธุรกิจอาหารในอินโดนีเซียจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยอย่างมาก โดยเฉพาะการผลิตอาหารฮาลาล ส่งออกไปยังตลาดมุสลิมที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามทั่วโลก 2,000 ล้านคน เนื่องจากเครื่องหมายฮาลาลของอินโดนีเซียเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก ต่างจากประเทศไทยและที่ผ่านมาผู้ผลิตที่ส่งออกอาหารฮาลาลไปบางตลาดไทยต้องอาศัยการรับรองจากประเทศมาเลเซียด้วย โดยเฉพาะผู้ผลิตอาหารในภาคใต้ของไทย นอกจากนี้ประเทศอินโดนีเซียยังมีแหล่งวัตถุดิบในการผลิตอาหารโดยเฉพาะอาหารทะล และมีค่าจ้างขั้นต่ำที่ถูก รวมถึงมีการสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่สามารถส่งออกไปในยุโรป และ สหรัฐ ในอัตราภาษีที่ต่ำกว่าไทย ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านการผลิตและเทคโนโลยี เมื่อร่วมทุนกันก็จะขยายตลาดในง่ายและมากขึ้นด้วย “อินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่มีประชากร 285-300 ล้านคน มากเป็นอันดับ 4 ของโลกรองจากจีน อินเดีย สหรัฐ  แต่เป็นประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุด ดังนั้นหากผู้ประกอบการไทยจะไปการลงทุนในอินโดนีเซียจำเป็นต้องมีการร่วมทุนกับนักธุรกิจในพื้นที่ก็จะลดความเสี่ยงทั้งการถูกโกงและการถูกเอาเปรียบด้วย แต่การเลือกผู้ลงทุนควรศึกษาประวัติให้ดีก่อน” รอ.สุวิพันธุ์ ดิษยมณฑล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศอินโดนีเซียเริ่มเป็นแหล่งการลงทุนของต่างชาติมากขึ้น เนื่องจากมีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่สุดในอาเซียน และมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ 6% หลายปีติดต่อกัน เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่และประชากรเริ่มมีกำลังซื้อที่สูง โดยคาดว่าจะมีประชากรที่มีกำลังซื้อสูงมากถึง 35 ล้านคน หรือคิดเป็น 10-15% ของประชากรทั้งหมด และ มีกลุ่มชนชั้นกลางประมาณ 131 ล้านคน  ดังนั้นอินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการไทยมองข้ามไม่ได้ สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีโอกาสจะขยายการค้าและการลงทุนไปยังอินโดฯได้อีกมาก เช่น กลุ่ม อาหารและเครื่องดื่ม, ของใช้และตกแต่งบ้าน, เครื่องนุ่งห่ม , เครื่องหนังและแฟชั่น เป็นต้น อย่างไรก็ตามการลงทุนในตลาดอินโดนีเซียยังมีอุปสรรคทั้งในเรื่องของการปรับเปลี่ยนกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ให้เอื้อประโยชน์และป้องกันเศรษฐกิจและธุรกิจในประเทศมากขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะผู้ประกอบการอาหารลุยร่วมทุนอินโดฯ

  • ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น

    ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น

    นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.กังวลว่าแม้สถานการณ์การเมืองในประเทศจะคลี่คลายลง แต่เศรษฐกิจไทยอาจจะไม่ฟื้นตัวเร็วตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เนื่องจากประชาชนมีหนี้ครัวเรือนสูงถึง 82.3% ส่งผลให้ประชาชนยังระมัดระวังในการใช้จ่าย ขณะที่นักลงทุนต่างชาติที่เป็นรายเดิมยังมีความมั่นใจในการลงทุน แต่นักลงทุนรายใหม่ยังชะลอการลงทุน เพื่อรอดูสถานการณ์การเมืองในประเทศเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดีส์ อินเวสเตอร์เซอร์วิส ที่ยังคงเรสติ้งประเทศไทยในระดับที่มีเสถียรภาพ แต่ยังคงติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด ขณะที่ กรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เตรียมปรับลดประมาณการเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยปีนี้ลงต่ำกว่า ปัจจุบันที่ 2.7% ในการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 18 มิ.ย. นี้ เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศ 2 เดือนชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีเงินงบประมาณเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 49.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 50.2% รวมทั้งการจัดทำงบประมาณประจำปี 58 มีความล่าช้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 ไตรมาสจากเดิมที่คาดว่าจะล่าช้า 1 ไตรมาส ซึ่งส่งผลให้งบประมาณที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจล่าช้าออกไปอีก “จากที่คาดว่าการจัดทำงบประมาณประจำปีจะล่าช้าออกไป 1 ไตรมาส แต่ปรากฎว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เงินที่เข้าสู่ระบบไม่เต็มที่ทำให้การจัดทำงบประมาณประจำปีมีความล่าช้ามากขึ้นเป็น 5 เดือน หรือประมาณ 2 ไตรมาส นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยยังถูกกระทบจากแรงกระตุ้นจากภาครัฐที่เริ่มแผ่ว เงินลงทุนจากภาคเอกชนชะลอลงต่อเนื่อง เพราะขาดความเชื่อมั่นและต้องการรอดูสถานการณ์การเมืองให้ชัดเจนก่อน ทำให้ กนง.จำเป็นต้องปรับลดจีดีพีลงจากเดิม แม้จะมีปัจจัยบวกจาการส่งออกที่ขยายตัว 4.5% ซึ่งแม้จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ยังไม่สามารถชดเชยการลงทุนภาครัฐและเอกชนที่ขาดหายไปได้” อย่างไรก็ตาม แม้เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังดี แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อจะปรับขึ้นบ้าง แต่เป็นเพียงภาวะชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งมาจากการปรับขึ้นของราคาก๊าซหุงต้ม ที่ส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า ทำให้ราคาอาหารปรับขึ้น โดย ธปท.ยังมั่นใจว่าเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ยังอยู่ในกรอบที่ 2.5%ส่วนเงินทุนเคลื่อนย้ายในเดือนเม.ย.พบว่ามีเงินทุนไหลเข้าสุทธิทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมายืนยันว่ายังไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ยังเป็นการไหลออกสุทธิเล็กน้อย แต่ยังไม่น่าห่วง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น