เดือน: พฤษภาคม 2014

  • กทท.เดินหน้าแหลมฉบังเฟส 3

    กทท.เดินหน้าแหลมฉบังเฟส 3

    เรือเอกสุทธินันท์ หัตถวงษ์ ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยถึงเตรียมแผนก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ระยะ 3 ว่า ยังคงเดินหน้าต่อ และไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งขณะนี้มีแผนเดินหน้าโครงการแล้ว 90% เหลือเพียงขั้นตอนการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้ทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการดำเนินโครงการเท่านั้น คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 ปี กระบวนการดังกล่าวจะแล้วเสร็จ ก็เปิดประกวดราคาหาผู้เหมาเข้ามาก่อสร้างได้ต่อไป“ขณะนี้โครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้หยุดชะงักแต่อย่างใ โดยที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนมาอย่างต่อเนื่อ เพื่อให้ได้ข้อมูลจริง และชัดเจน ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากชุมชน และชาวบ้านในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่เต็ม 100%”สำหรับรายละเอียดระยะเวลาการลงมือก่อสร้างจริงนั้น ยังไม่ได้กำหนดชัดเจน เพราะต้องพิจารณาจากจำนวนการเติบโตของสินค้าที่ผ่านท่าเรือแหลมฉบังในปัจจุบันด้วยเช่น กรณีการเติบโต 3-4% ต่อปี อาจเต็มขีดความสามารถในการรองรับอีก 10 ปีข้างหน้า หรือหากเศรษฐกิจดี เติบโต 5-8% ก็อาจเต็มขีดความสามารถในอีก 7-8 ปี เป็นต้น ซึ่งตามปกติ เมื่อพิจารณาได้ชัดเจนแล้วว่า จะเต็มขีดความสามารถปีไหน ก็ต้องใช้เวลาในการวางแผนเตรียมก่อสร้าง 5 ปีและใช้เวลาก่อสร้างอีก 3 ปี จะแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการได้“ปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบัง สามารถรองรับการขนส่งตู้สินค้าได้ปีละ10.8 ล้านทีอียู ถือว่ายังเพียงพอกับการให้บริการ ปีนี้คาดว่ามีการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือแหลมฉบัง6 ล้านทีอียู เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 3%หรืออาจจะใกล้ 4% น้อยกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 5%”ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อปลายปี 56 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน การขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือแหลมฉบังยังไม่ลดลง เพราะจะไม่ส่งผลกระทบแบบทันทีทันใด เนื่องจากผู้ประกอบการได้วางแผนการนำเข้าและส่งออกสินค้าไว้ในระยะยาวอยู่แล้ว แต่จะส่งผลกระทบกับอัตราการเติบโตในอนาคตมากกว่า เพราะเมื่อไม่มีสายการผลิตใหม่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย จะส่งผลให้การเติบโตลดลง“หากความวุ่นวายทางการเมืองไม่จบ ก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน ซึ่งจะต่อเนื่องมาถึงการขนส่งสินค้าที่ไม่มีการเติบโตมากขึ้น เพราะไม่มีสายการผลิตใหม่เข้ามา แต่คงจะไม่ลดลง เพราะสายการผลิตเดิมก็ยังจะทำหน้าที่ผลิตอยู่เหมือนเดิม”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กทท.เดินหน้าแหลมฉบังเฟส 3

  • เตือนภัย ลวดดัดฟันแฟชั่นกลับมาระบาด

    เตือนภัย ลวดดัดฟันแฟชั่นกลับมาระบาด

    ร.ต.ไพโรจน์ คนึงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 พ.ค.นี้ สคบ.จะหารือร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อพิจารณาแนวทางการป้องกันสถานประกอบการที่เปิดร้านรับจัดฟัน โดยใช้ลวดดัดฟัดแฟชั่นเป็นสีต่าง ๆให้กับผู้บริโภค ซึ่งถือว่ามีอันตรายต่อชีวิตอย่างมาก หากดำเนินการไม่ถูกวิธี แม้ว่าที่ผ่านมาสคบ.ได้ออกประกาศห้ามขายสินค้าลวดดัดฟันแฟชั่นไปแล้วแต่ล่าสุดพบว่า ยังมีผู้ลักลอบเปิดกิจการอยู่ จึงได้ขอให้ทางดีเอสไอเข้ามาร่วมช่วยเหลือจับกุมผู้ที่กระทำความผิดทันที“เดิมสคบ.ได้ห้ามขายไปแล้วและออกเป็นประกาศอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ประกอบการก็หยุดเปิดร้านรับจัดฟันแบบนี้ไปสักพัก แต่ตอนนี้กลับมาระบาดอีกแล้วโดยเฉพาะสถานที่ช็อปปิ้งสำคัญ ที่มีวัยรุ่นเดินเลือกซื้อของเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงขอให้ทางดีเอสอเข้ามาช่วยกวดขัน เพราะที่ผ่านมาได้เห็นข่าวอยู่บ่อยครั้งว่า มีผู้บริโภคที่ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นเข้าไปใช้บริการ ซึ่งคนที่ใส่ลวดดัดฟันแฟชั่น ก็ไม่ได้มีความรู้ทางด้านแพทย์เฉพาะทาง ทำให้เกิดบาดแผลติดเชื้อ และถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งเรื่องนี้สคบ.มีความเป็นห่วงอย่างมาก”สำหรับลวดดัดฟันแฟชั่นนั้น มีลักษณะเป็นสินค้าที่ทำเลียนแบบ โดยใช้ลวดสเตนเลสใส่ลูกปัดสี หรือพลาสติก ที่มีลักษณะเป็นแผ่นพลาสติกติดลวด เมื่อนำมาใส่ในช่องปาก ถ้าไม่สังเกตจะดูเหมือนเป็นการจัดฟันจริง แต่ลวดดัดฟันแฟชั่นดังกล่าว นอกจากจะเป็นการจัดฟันที่ไม่ถูกวิธีแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคด้วย ซึ่งสคบ.ได้นำตัวอย่างลวดดัดฟันแฟชั่นไปทำการทดสอบพบสารปนเปื้อน พบว่าเป็นโลหะหนักคือ ตะกั่ว พลวง ซีลีเนียม โครเมียมและสารหนู เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เจ็บป่วยได้ขณะเดียวกัน เมื่อนำมาคล้องหรือเกี่ยวกับฟันลวดที่ไม่แข็งแรง ยังมีโอกาสทำให้หลุดลงคออาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต โดยลวดดัดฟันแฟชั่นบางชนิดยังใช้กาวชนิดที่ติดทนนาน นำมาทายึดติดกับฟัน ซึ่งไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในช่องปาก โดยการจัดฟันที่ถูกวิธี จะต้องกระทำโดยทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและมีวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมอย่างไรก็ตาม สคบ.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า สินค้าลวดดัดฟันแฟชั่น อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคได้ จึงมีคำสั่งห้ามขายสินค้าลวดดัดฟันแฟชั่น ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค.52 โดยผู้ใดที่ขายสินค้าลวดดัดฟันแฟชั่นมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ส่วนผู้ประกอบธุรกิจนั้นเป็นผู้ผลิตเพื่อขาย หรือเป็นผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีหรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับโดยหากพบเห็นการจำหน่ายสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วนสคบ.หมายเลข 1166 ได้ทันที

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เตือนภัย ลวดดัดฟันแฟชั่นกลับมาระบาด

  • เล็งปิดบัญชีรับจำนำข้าวยังขาดทุนเพียบ

    เล็งปิดบัญชีรับจำนำข้าวยังขาดทุนเพียบ

    นายกุลิศ สมบัติสิริ ผู้ตรวจกระทรวงการคลัง ประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำข้าว เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะทำงานปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวที่มีนายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เรียกประชุมคณะทำงาน เพื่อวางกรอบทางบัญชีและเก็บข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทำการปิดบัญชีเป็นรายไตรมาสให้เป็นปัจจุบันที่สุด จากเดิมที่ปิดไว้ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 พ.ค.56 ที่มีผลขาดทุน 330,000 ล้านบาททั้งนี้ คณะทำงานปิดบัญชีฯได้ตั้งตัวแทนจากกรมสรรพากร ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านบัญชี ภาคเอกชน และตัวแทนจากกรมบัญชีกลาง ที่มีความเชี่ยวชาญด้นบัญชีภาครัฐ เข้ามาอยู่ในคณะทำงานปิดบัญชีล่าสุดด้วย โดยปิดบัญชีข้าวในแต่ฤดูการผลิตจะต้องใช้กรอบเดียวกันทั้งหมด ซึ่งจะต้องปิดบัญชีรอบ 30 ก.ย.56 และ 31 ธ.ค.56 รวมถึงรอบ 31 มี.ค.57 จะทำไปพร้อมกันทั้งหมดเลยซึ่งแนวโน้มจะต้องมีผลขอดทุนมากขึ้น แต่เป็นเท่าไรยังระบุไม่ได้ขณะเดียวกัน คณะทำงานปิดบัญชี จะต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจำนำข้าวทั้ง องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.)ที่เป็นผู้รับจำนำข้าว ต้องส่งข้อมูลปริมาณข้าวทั้งหมดให้คณะทำงาน รวมถึงกรมการภายใน และกรมการค้าต่างประเทศ จะต้องให้ข้อมูลการระบายข้าวมาให้คณะทำงานปิดบัญชี เพื่อให้การปิดบัญชีสะท้อนความเป็นจริงของโครงการรับจำนำมากที่สุด“กรอบการปิดบัญชีไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิม ปัญหาสำคัญอยู่ที่ข้อมูลที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งมา จะต้องเป็นข้อมูล่าสุดตรวจสอบที่มาที่ไปได้ว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้การปิดบัญชีจำนำข้าว แสดงผลการดำเนินของโครงการที่แท้จริงส่วนจะขาดทุนเพิ่มขึ้นมากเท่าไร ยังบอกไม่ได้”นายกุลิศ กล่าวว่า การปิดบัญชีจำนำข้าวรอบ 31 มี.ค.57 จะมีข้าวที่ต้องปิด 14 โครงการเป็นของรัฐบาลที่รักษาการอยู่ในขณะนี้ 5 โครงการ เป็นโครงการรับจำนำข้าวนาปี3 โครงการ และข้าวนาปรังอีก 2 โครงการซึ่งโครงการรับจำนำข้าวล่าสุดเป็นข้าวนาปี ปิดโครงการไปเมื่อ 28 ก.พ.57ส่วนกรณีที่ อตก. และ อคสจะให้บันทึกข้าวที่มีปัญหาว่าหายไป 3 ล้านตัน เข้ามาในการปิดบัญชีจำนำข้าวล่าสุด เป็นหน้าที่ของคณะทำงานปิดบัญชีจะตรวจสอบว่าเป็นข้าวที่ไม่ได้หายจริงไม่ใช่ข้าวหายไปแล้ว แต่มีการซื้อข้าวใหม่เข้ามาสวม ซึ่งคณะอนุกรรมการจะต้องรอให้คณะทำงานพิจารณาว่าเห็นสมควรให้นำข้าวที่หายไปไว้ในการปิดบัญชีหรือไม่ก่อนหน้านี้ นักวิชาการที่ติดตามโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ได้คาดการณ์กันว่าหากปิดบัญชีจำนำข้าวจนถึง 31 มี.ค.57 จะมีผลขาดทุนจากโครงการไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาทเนื่องจากช่วงที่ผ่านมา ได้เร่งระบายข้าวเพื่อไปใช้หนี้จำนำข้าวให้ชาวนา ทำให้การระบายข้าวได้ราคาที่ตันละ10,000 บาทเท่านั้นจากต้นทุนข้าวสารที่คิดจากการรับจำนำข้าวเปลือกตันละ 15,000 บาทรวมค่าบริหารจัดการและดอกเบี้ยเงินกู้ ต้นทุนข้าวสารจะอยู่ที่ 24,000 บาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งปิดบัญชีรับจำนำข้าวยังขาดทุนเพียบ