เมื่อความต้องการใช้งานดาต้า (ข้อมูล) ลูกค้าไม่สิ้นสุด ผู้ให้บริการต่างดิ้นรนเพื่อกระตุ้นให้เกิดบริการที่ดี ถือเป็นการแข่งขันของตลาดโทรคมนาคมที่ดุเดือดเช่นกัน และยิ่งใกล้ถึงวันที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ ภายในปีนี้ นายจอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เล่าว่า ดีแทค จะเข้าประมูลคลื่นความถี่ 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ อย่างแน่นอน แม้ว่าราคาเริ่มต้นการประมูลจะค่อนข้างสูงก็ตาม โดย ดีแทค สนใจคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ มากกว่า โดย กสทช. วางกรอบไว้ว่าจะเปิดประมูลในช่วงเดือน ธ.ค. 57 เพราะทางด้านเทคนิคของคลื่นสามารถให้พื้นที่ครอบคลุมกว่า ทั้งนี้ ทั้ง 2 คลื่นยังอยู่ในช่วงการวางกลยุทธ์ภายในบริษัท ทั้งนี้ เมื่อความต้องการใช้งาน 4จี ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และ กสทช.ยังไม่สามารถเปิดประมูลคลื่นดังกล่าวได้ ดีแทคจึงได้แบ่งคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ มาให้บริการ 4จี แอลทีอี (LTE) จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ควบคู่กับการให้บริการ 3 จี เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า 3 จี ที่ย้ายมาใช้งาน 4 จี ถือว่าเกิดความคุ้มค่ากว่า นายจอน เล่าว่า การที่ลูกค้ามาใช้งาน 4 จี จะช่วยลดความหนาของการใช้งาน 3จี ในเมืองได้ดี และจะสร้างประสบการณ์ใช้งาน 3จี ของผู้บริโภคก็จะดีขึ้น โดยปัจจุบันมีสถานีฐาน 4จี อยู่ที่ 300 สถานี อย่างไรก็ตาม ดีแทค คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีลูกค้าใช้งาน 4 จี ที่ 1 ล้านราย จากการทำโปรโมชั่นขายเครื่อง 4 จี มากขึ้น และขายเครื่องในราคาระดับ 10,000 บาท ที่มาจากแบรนด์มือถือหลักอย่างโซนี เอชทีซี ไอโฟน 5 ซี และโนเกียลูเมีย อีกหลายรุ่น โดยเน้นทำโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด ดีแทค เล่าถึงความสำเร็จของการให้บริการ 3จี ของ ดีแทค ไตรเน็ต บริษัทในเครือ ดีแทค ว่า หลังเปิดให้บริการ 3จี ครบ 1 ปี เมื่อ 9 พ.ค. 56 นั้น ดีแทคได้มีการรวมคลื่น 2100 1800 และ 850 เมกะเฮิรตซ์ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเพิ่มแบนด์วิธ (พื้นที่การใช้งาน) ให้กว้างที่สุดเพื่อรองรับการใช้งานลูกค้า ส่งผลให้ปัจจุบันมีลูกค้า 15.9 ล้านราย จากจำนวนฐานลูกค้าดีแทครวมทั้งหมด 28.2 ล้านเลขหมาย โดยตั้งเป้าหมายสิ้นปีนี้จะมียอดผู้ใช้งานบนโครงข่ายใหม่ ดีแทค ไตรเน็ต อยู่ที่ 22 ล้านราย และตั้งเป้ามายมีฐานลูกค้าทั้งหมดอยู่ที่ 30 ล้านราย ส่วนปริมาณลูกค้าที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ (ดาต้า) อยู่ที่ 9.1 ล้านราย โดยเป็นลูกค้าที่ใช้งาน 3จี อยู่ที่ 7-8 ล้านราย และตั้งเป้าหมายว่าจนถึงสิ้นปีนี้จะมีลูกค้าใช้งาน 3G 15 ล้านราย ขณะที่ปริมาณสมาร์ทโฟนในระบบในไตรมาส 1/2557 อยู่ที่ 9.6 ล้านเครื่อง คาดว่าจนถึงสิ้นปีจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 13-15 ล้านเครื่อง สำหรับสถานีฐานเพื่อรองรับการใช้งานลูกค้านั้น ภายในเดือน มิ.ย.นี้ ดีแทคจะมีสถานีฐานบนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่ 10,800 สถานี ครอบคลุม 85% ของจำนวนประชากร คลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ ที่ 5,000 สถานี และสถานีฐาน 2 จี อีกราว 10,000 สถานี จะทำให้ดีแทคมีสถานีฐานทั้งหมด 25,000 สถานี จะเห็นว่าตลอดระยะเวลาที่ประเทศไทยเริ่มให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ การแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมก็ดุเดือดเช่นกัน โดยเฉพาะการอัดงบการลงทุนและการออกโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม เพื่อดึงลูกค้าเข้าระบบตนเองให้มากที่สุด หากประสิทธิภาพการให้บริการดาต้าของผู้ให้บริการดีจริง เชื่อว่าผู้บริโภคล้วนต่างยอมที่จะเสียเงินเพื่อแลกกับสิ่งที่ดีและคุ้มค่ากับที่เขาต้องจ่ายไป. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ดีแทค’หวังลูกค้า4จีสิ้นปีเกินล้านราย
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

‘ดีแทค’หวังลูกค้า4จีสิ้นปีเกินล้านราย
-

เกียร์ 2 และเกียร์ ฟิต อุปกรณ์ไฮเทคสวมใส่ได้ – ฉลาดใช้
เป็นการใช้อุปกรณ์แล้วทำให้รู้ซึ้งถึง แก่นของคำเปรียบเปรยที่ว่า รักพี่เสียดายน้อง เพราะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีอาการแบบนั้นจริง ๆ มีความใฝ่ฝันมานานแล้วว่า อยากได้อุปกรณ์โทรศัพท์แบบที่เจมส์ บอนด์ 007 ใช้ในหนัง เมื่อครั้งซัมซุงเชิญไปงานแถลงข่าว เปิดตัวซัมซุง เกียร์ 2 (Gear 2) และเกียร์ ฟิต(Gear Fit) เคยเขียนเป็นข่าว แต่ยังไม่มีโอกาสใช้งานแบบเจาะลึก เมื่อซัมซุง วางจำหน่ายกาแล็คซี่ เอส 5 พร้อมตระกูลเกียร์ทั้งสองรุ่น จึงรีบแคะกระปุกทันที เกียร์ 2และเกียร์ ฟิต จัดอยู่ในหมวด อุปกรณ์อัจฉริยะสวมใส่ได้ หรือ Smart wearable device บางคนก็เรียกว่า นาฬิกาอัจฉริยะ ณ เวลานี้ ยังต้องใช้งานควบคู่กับสมาร์ทโฟนของซัมซุง ในกลุ่มกาแล็คซี่ ผ่านบลูทูธ เกียร์ 2 ได้รับการออกแบบให้บางและดูทันสมัยมากกว่ารุ่นแรกที่ดูหนาและเทอะทะ ลดความจัดจ้านของสายรัดข้อมือลง ภายในกล่องจะมีอุปกรณ์ชาร์จมาให้ด้วยหลังจาก ชาร์จเสร็จ ก็ต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น เกียร์ เมเนเจอร์ จากซัมซุงแอพมาไว้ที่สมาร์ทโฟน จากนั้นก็เปิดบลูทูธ เพื่อแพร์หรือจับคู่เกียร์ 2 เข้ากับสมาร์ทโฟนซัมซุงกาแล็คซี่ ซึ่งตรวจสอบรุ่นที่ใช้งานร่วมกันได้จากเว็บไซต์ของซัมซุง หรือถามพนักงานขายก็ได้ เมื่อหากันเจอแล้ว ก็ใช้งานได้ทันที หน้าแรกจะแสดงวันที่ เวลา พยากรณ์อากาศ เราสามารถตั้งค่านาฬิกา วอลเปเปอร์ ระบบเสียงได้จากเกียร์ 2 หรือจะเข้าไปตั้งค่าที่แอพก็ได้ เกียร์ 2 สามารถรับสาย โทรฯออก ถ่ายรูป อ่านอีเมล เฉพาะหัวข้อ และรายชื่อ ฯลฯ ถ้าเลื่อนจากขวาไปซ้ายจะเข้าถึงไอคอน และแอพพลิเคชั่น เลื่อนจากบนลงล่าง หมายถึงกลับไปสู่หน้าแรก ถ้าจะปิดเครื่องก็กดปุ่มด้านล่างตัวเรือน ลูกเล่นแบบสายลับ รับสาย โทรฯออกได้จากนาฬิกา แต่ต้องแน่ใจนะว่า ระหว่างคุยกับนาฬิกาไม่ได้มีความลับใด ๆ เพราะจะได้ยินกันทั่วถึง เหมาะมากเวลาขับรถแล้วมีสายเข้า ก็สามารถพูดคุยได้โดยที่มือทั้งสองข้างจับพวงมาลัย เหมือนเรากำลังคุยกับเพื่อนในรถ แต่หากอยู่ในสภาพแวดล้อมเสียงดัง เช่น ในห้าง ในร้านอาหาร ฯลฯ ที่มีเสียงรบกวนรอบข้าง ไม่แนะนำให้ใช้เพราะจะฟังไม่รู้เรื่อง รับสายจากตัวโทรศัพท์ดีกว่า ส่วนกล้องถ่ายรูป อยู่ด้านบนตัวเรือน ความละเอียด 2 เมกะพิกเซล ใช้ได้อยู่ เวลาถ่ายจากเกียร์ 2 ก็แค่เปิดฟังก์ชั่นกล้อง ได้ระยะโฟกัสก็เตะหน้าจอ แค่นี้รูปถ่ายก็จะไปปรากฏในแกลลอรี่ของมือถือ ได้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ และยังสามารถเลือกรูปจากมือถือมาใช้แต่งหน้าจอเกียร์ 2 ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ สำหรับเกียร์ ฟิต จะมีขนาดเล็ก รูปทรงยาว โค้งเข้ากับข้อมือ ถอดเปลี่ยนสายได้ สิ่งที่เกียร์ฟิตไม่มีคือ ฟังก์ชั่นโทรฯออกและรับสาย และกล้อง แต่เกียร์ฟิตแจ้งเตือนอีเมล ข้อความ ได้ จุดเด่นของเกียร์ฟิตคือ เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้บันทึกกิจกรรมประจำวัน ออกกำลังกาย เช่น วิ่ง เดิน ปั่นจักรยาน แต่โหมดออกกำลังกายของเกียร์ 2 จะเพิ่มฟังก์ชั่นเดินขึ้นเขามาให้ด้วย วิธีใช้งานก็เหมือนเกียร์ 2 ต้องดาวน์โหลดเกียร์ ฟิต เมเนเจอร์จากซัมซุงแอพมาติดตั้งไว้ที่โทรศัพท์ แทบไม่ต้องเปิดคู่มือใช้งาน เพราะทั้งสองรุ่นใช้คู่มือการใช้งานแบบดิจิตอลมาให้ ดูง่ายเป็นรูปภาพ ยืนยันว่าง่ายมาก แน่นอนว่าทั้งสองรุ่น มีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ติดตั้งอยู่ด้านหลังตัวเครื่อง แค่แนบเข้ากับข้อมือระบบจะทำงานทันที เอาไว้เวลาออกกำลังกายจะได้รู้ว่า หัวใจเราฟิตแค่ไหน เป็นอีกลูกเล่นที่ซัมซุงใส่มาจนทำให้เกียร์นั้นดูโดดเด่นกว่าคู่แข่ง ราคาขายเกียร์ 2 ประมาณ 8,900 บาท เกียร์ ฟิต ราคา 5,900 บาท ยังมีลูกเล่นอีกหลายอย่างที่ไม่ได้เขียนถึง แนะนำให้ไปลองใช้งานดูก่อน แล้วจะถูกใจ ถอดนาฬิกาข้อมือเรือนเหล็กเก็บเข้ากล่องทันที. ปรารถนา ฉายประเสริฐ prathana.chai@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เกียร์ 2 และเกียร์ ฟิต อุปกรณ์ไฮเทคสวมใส่ได้ – ฉลาดใช้ -

สื่อสารทางไกล ( โฮโลแกรม ) แบบสตาร์วอร์ส – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
การติดต่อสื่อสารในโลกศตวรรษที่ 21 ที่พวกเราอยู่นี้ นอกจากจะใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ล้ำสมัย ใช้งานก็ง่าย พกพาก็สะดวกแล้ว ยังมีอะไรสนุก ๆ ใหม่ ๆ ออกมาให้เราได้ลองใช้กันอยู่เรื่อย ๆ เลยนะครับ วันนี้ผมจะพาคุณผู้อ่านคอลัมน์วันพุธของผมมารู้จักเทคโนโลยีการสื่อสารที่น่าสนใจอีกเทคโนโลยีหนึ่ง นั่นก็คือเทคโนโลยีโฮโลแกรม (hologram) ครับ โฮโลแกรมที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้ เป็นการสื่อสารทางไกลแบบ 3 มิติ ที่ฝ่ายหนึ่งสามารถส่งภาพ 3 มิติให้มาปรากฏอยู่ที่ปลายทางได้ ซึ่งภาพสามมิติที่ส่งมานี้ผมไม่ได้หมายถึงภาพสามมิติที่ถูกแสดงบนจอคอมพิวเตอร์แบน ๆ อย่างเวลาเราเล่นเกม 3 มิติบนคอมพ์ในปัจจุบันนะครับ แต่หมายถึง ภาพ 3 มิติที่ส่งมาแล้วปรากฏลอยอยู่กลางอากาศ ดูราวกับเป็นคนจริง ๆ หรือสิ่งของจริง ๆ มาลอยอยู่ต่อหน้าต่อตาอย่างนั้นเลยล่ะครับ ซึ่งถ้าใครเคยดูหนังแนววิทยาศาสตร์อย่างเรื่องสตาร์วอร์ส (Star Wars) ก็น่าจะพอนึกภาพออกนะครับว่าเวลาที่เค้าจะสื่อสารทางไกลกันทีนี่ ไม่ใช่มาแต่เสียงหรือภาพบนจอ แต่มีแสงแว้บ ๆ ยิงมาแล้วแสงนั้นก็รวมตัวกันกลายเป็นคนหรือวัตถุ 3 มิติลอยกลางอากาศได้ การสื่อสารลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่จินตนาการในหนังนะครับ คำว่าโฮโลแกรมนี้ถูกพูดถึงกันมากในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา แต่ด้วยข้อจำกัดหลาย ๆ อย่างทำให้การทำโฮโลแกรมของจริง แบบที่อยู่ ๆ แสงก็สามารถมารวมตัวกันกลางอากาศเปล่า ๆ กลายเป็นภาพคนสามมิติได้เหมือนอย่างในหนังนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ แต่มนุษย์เราก็ไม่ได้ละความพยายามนะครับ ก็พยายามคิดค้นหาเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหานี้หรืออย่างน้อยให้ออกมาใกล้เคียงกับโฮโลแกรมของจริงให้ได้ออกมาอย่างต่อเนื่องครับ อย่างในการถ่ายทอดสดข่าวการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา โดยสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น (CNN) ในปี ค.ศ. 2008 ก็มีการใช้แนวคิดโฮโลแกรมนี้ โดยผู้ชมข่าวจะเห็นภาพโฮโลแกรมสามมิติของผู้สื่อข่าวสาวในนครชิคาโกมาปรากฏอยู่ในห้องส่งรายการที่นครนิวยอร์กได้ ซึ่งการถ่ายทอดสดนี้ใช้กล้องถึง 35 ตัวคอยจับภาพผู้สื่อข่าวสาวนี้ในมุมต่าง ๆ แล้วจึงค่อยนำ ภาพนั้นมาซ้อนกับภาพจริงในห้องส่งรายการอีกที สำหรับผู้ชมที่ดูการถ่ายทอดทางโทรทัศน์เทคนิครวมภาพนี้ก็ออกมาดูเป็นโฮโลแกรมที่สมจริงเลยล่ะครับ แม้ว่าจริง ๆ แล้วในห้องส่งที่นิวยอร์กจะไม่ปรากฏโฮโลแกรมอะไรนี้ลอยให้เห็นเลยก็ตาม ถัดมาไม่กี่ปีก็มีอีกตัวอย่างของการสื่อสารโฮโลแกรมที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมมากครับ นั่นก็คือที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะมีการจัดคอนเสิร์ตโดยนำเทคโนโลยีที่พยายามเลียนแบบผลของโฮโลแกรม มาฉายภาพตัวการ์ตูน 3 มิติของ ฮะสึเนะ มิกุ (Hatsune Miku) ให้มาปรากฏเป็นนักร้องนำบนเวทีคอนเสิร์ต งานนี้อาศัยการใช้วัตถุโปร่งแสงคล้ายกระจกใสที่มองเห็นได้ยากเป็นฉากวางบนเวที ให้ทำหน้าที่เป็นฉากให้แสงมาตกกระทบและเห็นเป็นรูปภาพได้ ซึ่งคอนเสิร์ตนี้ก็โด่งดังได้รับความนิยมอย่างมากเลยครับ ทั้งในกลุ่มวัยรุ่นที่ชื่นชอบตัวการ์ตูนนี้อยู่แล้วและในกลุ่มคนที่ชื่นชอบเทคโนโลยี เพราะคอนเสิร์ตนี้ถือเป็นการนำเทคโนโลยีคล้ายโฮโลแกรมมาประยุกต์ใช้ในการจัดคอนเสิร์ตเป็นครั้งแรก ๆ ของโลกเลยทีเดียว ล่าสุดในปี ค.ศ. 2014 นี้ไมโครซอฟท์บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านไอทีก็ได้เปิดตัวนวัตกรรมที่พวกเขาเรียกว่า โฮโลกราฟ (Holograph) เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเหมือนโต๊ะทำงานที่มีหน้าจอทัชสกรีนขนาดใหญ่ แต่ที่ไม่ธรรมดาคือภาพ 3 มิติที่ผู้ใช้เห็นบนหน้าจอนี่ล่ะครับ โดยภาพ 3 มิตินี้มีลักษณะใกล้เคียงกับแนวคิดของโฮโลแกรมมาก เพราะไม่ว่าผู้ใช้จะเปลี่ยนมุมยืนไปมองภาพจากจุดไหนรอบโต๊ะก็จะได้เห็นภาพ 3 มิตินั้นในมุมที่เปลี่ยนตามไป เรียกว่าสามารถเดินรอบโต๊ะเพื่อสำรวจส่วนโค้งเว้าของภาพ 3 มิตินั้นได้อย่างละเอียดรอบทิศ 360 องศาเลยล่ะครับ เทคนิคที่ใช้ในนวัตกรรมนี้ก็ค่อนข้างซับซ้อนครับ มีทั้งเทคนิคการสร้างของภาพ 3 มิติหลาย ๆ อย่างและมีการใช้กล้องคิเนค (Kinect) เป็นตัวช่วยคอยจับตำแหน่งที่เปลี่ยนไปของผู้ใช้เทียบกับตำแหน่งของภาพ 3 มิติด้วย ถึงตรงนี้คุณผู้อ่านอาจจะฉุกคิดขึ้นมาแล้วก็ได้นะครับ ว่าจริง ๆ แล้วจุดเริ่มต้นของโฮโลแกรมนี้มีที่มาจากจินตนาการในภาพยนตร์ แต่ไป ๆ มา ๆ ทำไมตอนนี้กลับกลายเป็นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เต็มตัวไปเสียแล้ว ในโลกเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดหมุนของพวกเรา จินตนาการก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าความรู้หรือความสามารถทางวิทยาศาสตร์เลยนะครับ เพราะถ้าคนเราไม่มีจินตนาการก็จะไม่เกิดการคิดนอกกรอบ ถ้าไม่มีคนคิดนอกกรอบที่จินตนาการฝันไปถึงวิธีที่คนอยู่กันคนละฟากโลกจะสามารถสื่อสารกันได้ง่ายด้วยวิธีที่แค่ปลายนิ้วสัมผัสแล้วล่ะก็ ป่านนี้พวกเราอาจยังต้องใช้นกพิราบสื่อสารส่งจดหมายหากันอยู่เลย แต่ที่พวกเรามีอินเทอร์เน็ต มีสมาร์ทโฟน คุยโทรศัพท์แบบเฟซไทม์กันได้อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะโลกของเรามีคนกลุ่มหนึ่งที่จินตนาการถึงสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา และก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่พยายามสรรสร้างจินตนาการเหล่านั้นให้เป็นจริงขึ้นมาให้จงได้นั่นเองครับ. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สื่อสารทางไกล ( โฮโลแกรม ) แบบสตาร์วอร์ส – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี