นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. เชื่อว่าเดือนเม.ย.จะเป็นเดือนสุดท้ายที่ได้เห็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย ปี 57 เนื่องจากตั้งแต่ปลายเดือนพ.ค.เป็นต้นไปจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดีขึ้น เพราะมีรัฐบาลได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้ง ขณะนี้ เริ่มมีนโยบายเศรษฐกิจที่นำมาใช้ขับเคลื่อนประเทศ ที่แต่ละกระทรวงกำลังรวบรวม เพื่อเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วันที่ 1 มิ.ย.นี้ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทยจะเริ่มกลับมา ทำให้ไตรมาส 2 และไตรมาส 3 เติบโตได้มากกว่า 1% ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตได้ถึง 3% “สศค.ประเมินว่าจีดีพีหลังจากนี้จะฟื้นตัวดีขึ้น เนื่องจากการทำงานของรัฐวิสาหกิจที่เต็มศักยภาพ ภาคเอกชนเริ่มกลับมาลงทุนได้ รวมทั้ง รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมาทำหน้าที่อนุมัติโครงการลงทุนต่างๆ ทั้งภาครัฐ 7,000 ล้านบาท และการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ของภาคเอกชนที่ค้างอยู่กว่า 700,000 ล้านบาท ขณะที่ ปัจจุบันได้กระตุ้นการบริโภคซึ่งมาจากการเร่งจ่ายเงินให้กับชาวนาในโครงการรับจำนำข้าว วงเงิน 92,000 ล้านบาท ถือเป็นการช่วยให้การบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งเชื่อว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว” อย่างไรก็ตาม วันที่ 30 พ.ค.นี้ จะประชุมเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 58 ร่วมกันของ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง, สำนักงบประมาณ, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เพื่อพิจารณาถึงงบประมาณรายได้ และงบประมาณรายจ่าย เพื่อให้ทันใช้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ รวมทั้งโครงการลงทุนสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการก่อน ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟรางคู่, โครงการรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ-ปริมณฑล, โครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท เฉพาะในส่วนที่มีผลต่อเกษตรกรก่อน ขณะเดียวกัน ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ จะประชุมสรุปการจัดทำโรดแมปของแต่ละกระทรวง ก่อนนำเสนอต่อให้ คสช.ในสัปดาห์หน้าซึ่งหาก คสช.เห็นด้วยก็จะประกาศออกมาเป็นทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าจากนี้ไปความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะกลับมาแน่นอน โดยสิ่งที่กระทรวงการคลังจะเสนอต่อ คสช.คงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จำเป็นต้องดำเนินการ เช่น การขยายเวลาคงภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต), ภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา, มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรวมทั้งการให้รัฐวิสาหกิจขับเคลื่อนการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างเต็มที่ สำหรับภาวะเศรษฐกิจการคลัง เดือนเม.ย.ยังคงหดตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ หดตัวที่ร้อยละ -1.2% การลงทุนภาคเอกชนส่งสัญญาณหดตัว สะท้อนจากภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ -7.7 ต่อปี การส่งออกสินค้า หดตัวที่ -0.9% ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม หดตัว -3.9 นักท่องเที่ยวต่างประเทศ หดตัว -1.7% ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ที่มั่นคง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.5% ต่อปี อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.9% ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงที่ 168.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นประมาณ 2.8 เท่า
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.คาดเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

สศค.คาดเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว
-

ธกส.เร่งจ่ายเงินคืนชาวนา
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ยอดจ่ายเงินให้กับเกษตรกรในโครงการรับจำนำข้าว ปีการผลิต 56/57 ช่วง 4 วันที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 26-29 พ.ค.57 ธนาคารได้จ่ายให้เกษตรกรไปแล้ว 185,381 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 19,246.64 ล้านบาท แบ่งเป็น วันที่ 26 พ.ค. จ่ายไป 3,544 ราย วงเงิน 311.94 ล้านบาท, วันที่ 27 พ.ค.จ่ายไป 35,943 ราย วงเงิน 4,000.21 ล้านบาท วันที่ 28 พ.ค. จ่ายไป 61,661 ราย วงเงิน 6,657.85 ล้านบาท และวันที่ 29 พ.ค. จ่ายไป 84,233 ราย วงเงิน 9,002.04 ล้านบาท ทั้งนี้ การจ่ายเงินที่ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากธนาคารได้ให้เจ้าหน้าทำงานในช่วงกลางคืน ทั้งการตรวจสอบเอกสาร ความถูกต้องของใบประทวน ปริมาณข้าว ตัวเลขเงินที่ถูกต้อง และทำสัญญารับจำนำ โดยบันทึกข้อมูลเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ซึ่งการทำงานช่วงกลางคืนจะไม่ไปรบกวนช่วงงานปกติ ระบบเทคโนโลยีสามารถรองรับได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลากลางวัน ศักยภาพการจ่ายเงินให้กับเกษตรกรของ ธ.ก.ส.ยังอยู่ที่วันละ 4,000-5,000 ล้านบาท โดยเมื่อ ธ.ก.ส.บันทึกข้อมูลการโอนเงินเข้าบัญชีลูกค้าแล้ว จะทยอยแจ้งให้เกษตรกรมาเบิกรับเงินได้ ซึ่งจะไม่เกิน 3 วัน นับตั้งแต่การโอนเงินเข้าบัญชีอย่างแน่นอน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธกส.เร่งจ่ายเงินคืนชาวนา -

ชง 6 ข้อปฏิรูปพลังงานไทย จี้เลิกประชานิยมราคาเพี้ยน
กระแสข่าวคราวเรื่องพลังงานในประเทศ ไทย ได้สร้างความสับสนให้กับคนไทยมาอย่างยาวนาน และต่อเนื่อง สารพัดคำถามที่ถูกตั้งขึ้น โดยที่ยังไม่มีคำตอบที่กระจ่างให้เชื่ออย่างสนิทใจ ทั้งทำไมไทยต้องนำเข้าน้ำมัน ทั้งที่ไทยอู้ฟู่แหล่งทรัพยากรปิโตเลียมมหาศาล? หรือทำไมคนไทยต้องใช้ราคาแพง ทั้ง ๆ ที่บ้านเราไม่ได้ขาดแคลนน้ำมัน? ที่สำคัญหลาย ๆ ข้อมูลยังเป็นข้อมูลที่ถูกบิดเบือนของคนกลุ่ม ๆ หนึ่ง ที่คอยออกมาโจมตีเป็นระยะ ๆ ได้สร้างความอึดอัดใจให้กับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงพลังงาน จนต้องรวมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแวดวงพลังงานกว่า 30 คน ก่อตั้ง “กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน” นำโดย “ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” อดีตรมว.พลังงาน “มนูญ ศิริวรรณ” นักวิชาการด้านพลังงาน “คุรุจิต นาครทรรพ” รองปลัดกระทรวงพลังงาน “ศิริ จิระพงษ์พันธ์” ผอ.สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย “ทวารัฐ สูตะบุตร” รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน “กลุ่มของพวกเราตั้งขึ้นมา เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบ เพราะข้อมูลต่าง ๆ ที่นำเสนอโดยคนบางกลุ่ม เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จะยิ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคาพลังงาน จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับกลุ่มการเมือง หรือกลุ่มผลประโยชน์ใด ๆ รวมทั้งไม่ได้ต้องการตำแหน่งอะไร และตอนนี้ก็ไม่มีใครมาทาบทามตนให้ดำรงตำแหน่งใด ๆ แต่ที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับรู้ที่ถูกต้อง” ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีต รมว.พลังงาน ระบุถึงจุดประสงค์การก่อตั้งกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน ทั้งนี้จากการระดมสมองจากทุกฝ่ายในกลุ่มฯ ได้ข้อเสนอในการปฏิรูปพลังงานรวมทั้งสิ้น 6 ข้อ โดยอยากให้รัฐบาลใหม่ ปฏิรูปไปพร้อม ๆ กันทุกข้อ คือ 1.ปรับโครงสร้างราคาพลังงานประเภทต่าง ๆ ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ใช้พลังงานกลุ่มต่าง ๆ เพราะที่ผ่านมาราคาน้ำมันดีเซล และก๊าซแอลพีจี ราคาถูกบิดเบือนมานาน และได้ผลักภาระให้ผู้ใช้น้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ต้องใช้ราคาแพงแทน ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนใช้มอเตอร์ไซค์ และกลุ่มเกษตรกร ที่มีรายได้ไม่สูงมาก ถ้าหากปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลแล้ว มองว่า จะกระทบค่าขนส่งและราคาสินค้านั้น เรื่องนี้อยากถามกลับว่า ที่ผ่านมารถขนส่งได้เปลี่ยนไปใช้ก๊าซเอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิงนานแล้ว และเชื่อว่าทางกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการดูแลสินค้าด้วยความเป็นธรรมอยู่แล้ว ต่อไปรัฐบาลใหม่ ต้องเลิกนำราคาพลังงานมาเป็นนโยบายประชานิยมอีกต่อไป 2.เพิ่มการแข่งขันและประสิทธิภาพในธุรกิจพลังงาน ไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภค โดยให้กิจการที่มีการแข่งขันของรัฐวิสาหกิจเข้ามาอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า 3.ลดการแทรกแซงโดยมิชอบและแสวงหาประโยชน์ ในกิจการพลังงานที่รัฐถือหุ้น และป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ไม่ควรให้ปลัดกระทรวงพลังงาน หรืออธิบดีต่าง ๆ ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย มานั่งในบอร์ดบริษัทน้ำมัน และควรให้ภาครัฐลดการถือหุ้นใน บมจ. ปตท. ให้ต่ำกว่า 50% เพื่อให้พ้นสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่ให้นักการเมืองเข้ามาล้วงลูกในรัฐวิสาหกิจได้ง่าย และให้มีการแข่งขันที่อิสระอย่างแท้จริง 4.ปรับปรุงกระบวนการในการกำหนดนโยบาย และการขออนุญาต โดยตั้งสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานแบบอีไอเอของสหรัฐ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง และทำหน้าที่ในการเผยแพร่ที่สมบูรณ์ ลดความซ้ำซ้อนในการขออนุญาตต่าง ๆ เช่น การขอใบอนุญาตโรงงาน (รง.4) ทั้งที่กระทรวงพลังงานมี พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงานแล้ว 5.สำรวจ พัฒนาและจัดหาแหล่งพลังงาน เช่น เพื่อสร้างความมั่นใจในข้อมูลและความโปร่งใส 6.ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด ขณะที่ “มนูญ ศิริวรรณ” นักวิชาการด้านพลังงาน มองว่า จุดประสงค์การปรับโครงสร้างราคาทั้งระบบ เพื่อต้องการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับผู้ใช้พลังงานทุกกลุ่ม ไม่ได้ต้องการที่จะปรับขึ้นราคาพลังงาน เพราะโครงสร้างราคาพลังงานทุกวันนี้มีการบิดเบือนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้เบนซิน 95 ราคาปัจจุบัน 49.15 บาท เป็นการเสียภาษี และเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถึงลิตรละ 21 บาท คิดเป็น 44% ของราคาขายปลีก เพราะต้องนำเงินมาอุ้มน้ำมันดีเซล ที่เสียภาษีเพียงลิตรละ 0.05 บาท ทำให้รัฐสูญรายได้ 3 ปี รวม 300,000 ล้านบาท ขณะที่ต้องอุ้มราคาแอลพีจีมากกว่า 5 ปี รวม 200,000 ล้านบาท รวมการอุดหนุนทั้งน้ำมันดีเซลและแอลพีจีแล้ว 500,000 ล้านบาท ความเสียหายไม่ต่างจากนโยบายจำนำข้าวเช่นกัน ทั้งที่ราคาน้ำมันในตลาดโลก ราคาน้ำมันดีเซล และเบนซินต่างกันเพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ของไทยต่างกันถึง 10-20 บาท และหากจะช่วยเหลือก็ควรช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยไม่ใช่ทุกกลุ่ม “คุรุจิต นาครทรรพ” รองปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ที่ผ่านมาข้อมูลพลังงานของไทยถูกกลุ่มคนบิดเบือนข้อเท็จจริงมานาน โดยเฉพาะประเด็นทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องพลังงาน ต้องได้ใช้ราคาถูก ทั้งที่ตามข้อเท็จจริง ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย มีให้ใช้เหลือไม่ถึง 10 ปี และมีแนวโน้มต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เพิ่มขึ้น เพราะไทยยังไม่สามารถเปิดสัมปทานแหล่งอื่นเพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบตรงกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น ถ้าต่อไปแพงขึ้นถึงหน่วยละ 4.50 -5 บาท เชื่อว่า ภาคอุตฯ ต่าง ๆ จะเริ่มมีปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จะเริ่มเห็นการย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น จะส่งผลกระทบในภาพรวมต่อระบบเศรษฐกิจแน่นอน ณ เวลานี้ ถือเป็นโอกาสดี ที่ไทยกำลังเข้าสู่ระบบการปฏิรูปทุกโหมดอย่างจริงจัง และพลังงานไทย ก็ถือเป็นอีกนโยบายที่สำคัญ ที่ต้องเร่งปฏิรูป หลังจากถูกบิดเบือนมานาน และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์จากนักการเมือง เพราะหากยังปล่อยให้โครงสร้างราคาถูกบิดเบือนด้วยการสร้างข้อมูลเท็จอีกต่อไป สุดท้ายกรรมก็จะย้อนกลับมาให้ประชาชนแบกรับภาระที่หนักหน่วงกว่าเดิมอยู่ดี. จิตวดี เพ็งมาก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชง 6 ข้อปฏิรูปพลังงานไทย จี้เลิกประชานิยมราคาเพี้ยน