เดือน: พฤษภาคม 2014

  • ผู้ประกอบการไทยลุย ‘คอมมูนิคเอเชีย 2014’ กวาดยอดขายซอฟต์แวร์ไทย 100 ล้านบาท – ฉลาดสุดๆ

    ผู้ประกอบการไทยลุย ‘คอมมูนิคเอเชีย 2014’ กวาดยอดขายซอฟต์แวร์ไทย 100 ล้านบาท – ฉลาดสุดๆ

    เวียนกลับมาให้ได้อัพเดทเทคโนโลยีที่น่าสนใจกันอีกครั้ง  สำหรับงานแสดงสินค้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่สำคัญของเอเชียอย่าง คอมมูนิคเอเชีย 2014 (CommunicAsia2014) และเอ็นเตอร์ไพร์ซไอที 2014 ( EnterpriseIT2014) ที่ได้รวบรวมบริษัทผู้ประกอบการชั้นนำระดับโลกมาแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นใหม่ล่าสุดพร้อมพบปะแลกเปลี่ยนเจรจาธุรกิจระหว่างกัน โดยงานในปีนี้มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-20 มิ.ย. 57 โดยได้ปรับเปลี่ยนสถานที่จัดงานมาใช้ที่ มารีน่า เบย์ แซนด์ สิงคโปร์ ซึ่งทาง เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand) หรือซอฟต์แวร์พาร์ค ที่เป็นหน่วยงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของไทย ก็ได้ร่วมมือกับ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พาผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมแสดงผลงานเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน นายเฉลิมพล ตู้จินดา ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย กล่าวว่า ทางซอฟต์แวร์พาร์ค กับ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้สนับสนุนงบประมาณในการเช่าพื้นที่และจัดสร้างไทยแลนด์พาวิลเลียนในงาน โดยมีขนาดพื้นที่เหมือนเช่นปีที่แล้ว คงแนวคิดของการจัดงานเป็น “Gateway to Tele communication and Mobile Solutions” หรือประตูสู่ตลาดโซลูชั่นโทรคมนาคมและอุปกรณ์เคลื่อนที่ระดับโลก ตามแนวทาง Gateway to Global ของซอฟต์แวร์พาร์ค และชูจุดเด่นของกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยที่มีพัฒนา การแบบก้าวกระโดดในรอบปีที่ผ่านมา “ปีนี้ได้คัดเลือกผู้ประกอบการจำนวน 14 บริษัท เข้าร่วมงาน โดยใช้เกณฑ์คัดเลือกผู้ประกอบการที่มีผลงานโซลูชั่นที่โดดเด่น มีศักยภาพ เพราะการไปปีนี้เน้นการขายจริง ๆ ไม่ได้ไปแค่เปิดตลาด หรือลองตลาด ผู้ที่ไปต้องมีประสิทธิภาพและโอกาสที่จะปิดการขายได้ทันที ซึ่งในปีแรกที่ไป ผู้ประกอบการไทยสามารถทำยอดขายได้ 52 ล้านบาท  ปีที่ 2 ทำยอดขายได้ 80 ล้านบาท พร้อมอยู่ในขั้นตอนเจรจาอีกมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท ส่วนในปีนี้ตั้งเป้าหมายผู้ประกอบการไทยจะทำยอดขายได้มากกว่า 100 ล้านบาท” นายเฉลิมพล กล่าว  ผู้ประกอบการไทยจำนวน 14 บริษัท    ที่จะเดินทางไปครั้งนี้ มีทั้งผู้ประกอบการที่เคย     ไปงานนี้มาก่อน และมีรายใหม่ที่ไม่เคยร่วมงานด้วยเช่นกัน เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนถ่ายประสบการณ์ระหว่างกัน สร้างความเชื่อมั่น      กับลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาติดต่อ และเป็นการ   เปิดโอกาสให้รายใหม่ ๆ ได้ขยายตลาดในต่างประเทศด้วย  โดย 14 บริษัท ที่นำผลงานไปขายมีซอฟต์แวร์ที่หลากหลาย อย่างเช่น ซอฟต์แวร์สำหรับองค์กรและการขนส่ง ประกอบด้วย บริษัท AppMan ซึ่งพัฒนาซอฟต์แวร์ทางด้านโทรศัพท์มือถือและการสื่อสารการตลาด โดยนำระบบ SalesMate ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นรองรับฝ่ายขายในภาคธุรกิจ ทำงานผ่านหลายระบบทั้งโทรศัพท์มือถือและเว็บเบสแอพพลิเคชั่น, บริษัท Jorlek จะนำระบบ QueQ ซึ่งเป็นโมบายแอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจไปทำตลาดต่างประเทศ, บริษัท Netka System ซึ่งพัฒนาระบบ Netka View Network Manager ไว้จัดการอุปกรณ์เครือข่าย ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก, บริษัท Promptnow จะนำเสนอ 3 โซลูชั่นคือ m-Banking/ m-Insurance/ healthcare, บริษัท Roomlink Saas นำระบบแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในธุรกิจค้าปลีกเข้ามาร่วมงาน และ บริษัท Sun Systems ที่จะนำ “Call-genie” Cloud Services Smart Office Solution มาเปิดตลาดเอเชีย หลังได้รับความสำเร็จในตลาดไทย และบริษัท Success Strategy Solution ที่พัฒนาระบบ Cargo   Optimizer จัดการเรื่องการจัดวางสินค้าระหว่างขนส่ง สำหรับซอฟต์แวร์ด้านการศึกษาและสื่อสมัยใหม่  ได้แก่ บริษัท 23 Studio นำ Tuck Me In Bed Time Story ซึ่งเป็น interactive book เข้าไปเจาะตลาดต่างประเทศ, บริษัท Khroton นำระบบ Industry Directs และ Buzzzard ซึ่งถือเป็นซอฟต์แวร์ทางด้านการศึกษาที่ใช้ระบบ โซเชียลมีเดียในการทำงาน มาเข้าร่วมจัดแสดง, บริษัท APPTIVIDIA พัฒนาระบบ PUBLIZH ที่ทำงานเกี่ยวกับ Catalog Live, Smart Brochure, Digital Publishing ไปแสดงในงาน, บริษัท Innovation Plus ซึ่งคิดค้นระบบ Smart Sign ที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ร่วมในงาน, บริษัท Thoth Media จะนำระบบ KPIology ซึ่ง เป็นซอฟต์แวร์ในกลุ่มนิว มีเดีย ที่น่าสนใจ, บริษัท Mobiliti ซึ่งนำระบบ Application “Stamp” ที่ฮือฮาในกลุ่มสตาร์ท อัพ   ในรอบปีที่ผ่านมาเข้ามา ลุยตลาดจริง, และสุดท้าย บริษัท Universal Matrix Technology ที่จะนำระบบ Interoperability system, Jammer, Broadband Solutions ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มซอฟต์แวร์ด้านการสื่อสาร ข่าวสารและระบบความปลอดภัย ที่กำลังได้รับความสนใจจากตลาดในขณะนี้ไปร่วมแสดงตลอด 4 วันของการจัดงาน ด้าน นางนิพัสตราภรณ์ เจียมโชติพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็ตก้า ซิสเต็ม จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้นำผลงานไปร่วมแสดงเป็นปีที่ 3 โดยเมื่อปีที่แล้วสามารถเจรจาธุรกิจจนได้พาร์ทเนอร์จากมาเลเซียมาเข้าร่วม ส่วนในปีนี้เตรียมนำแอพลิเคชั่นที่สามารถบริหารจัดการเครือข่ายไอทีขององค์กรได้จากสมาร์ทโฟน ช่วยให้พนักงานด้านไอทีสามารถดูแลแก้ไขระบบได้จากภายนอกโดยที่ไม่จำเป็นต้องเข้ามาทำที่องค์กร ซึ่งคาดหวังว่าจะสามารถทำยอดขายได้ไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาทในการเดินทางไปปีนี้ ขณะที่  มร.วิคเตอร์ หว่อง ผู้อำนวยการฝ่ายงานแสดงสินค้าเพื่อการสื่อสาร ของสิงคโปร์ เอ็กซิบิชั่น เซอร์วิส ซึ่งเป็นผู้จัดงานครั้งนี้    กล่าวว่า งานในปีที่แล้วมีผู้ประกอบการจากทั่วโลกเข้าร่วมแสดงผลงานกว่า 1,300 ราย มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 51,000 ราย จากทั่วโลก โดยงานในปีนี้มีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำตอบรับเข้าร่วมแล้วจำนวนมาก รวมถึงบริษัทจากประเทศ ไทย โดยในปีนี้จะมีการพูดถึงเทคโนโลยีที่สำคัญและกำลังเป็นที่กล่าวถึงขององค์กรต่าง ๆ ทั้งเรื่องการใช้ big data analytics เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ “Internet of Things” โดยจะมีการประชุมในหลากหลายหัวข้อที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญเร่งด่วนต่าง ๆ เช่น Internet of Things และการเติบโตของโซลูชั่นสื่อสาร ฯลฯ เมื่อเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พร้อมการแข่งขันที่สูง การเร่งชิงส่วนแบ่งตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดเอเชียที่ว่ากันว่ากำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และน่าจะเป็นใบเบิกทางที่ดีในการก้าวเข้าไปสู่ตลาดโลกในอนาคต. จิราวัฒน์ จารุพันธ์ JirawatJ@dailynews.co.th

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผู้ประกอบการไทยลุย ‘คอมมูนิคเอเชีย 2014’ กวาดยอดขายซอฟต์แวร์ไทย 100 ล้านบาท – ฉลาดสุดๆ

  • จี้รัฐแก้ปัญหาห้องเช่ารายวัน หวั่นฉุดภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

    จี้รัฐแก้ปัญหาห้องเช่ารายวัน หวั่นฉุดภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

    ถือเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานาน…สำหรับปัญหาที่พัก และสิ่งปลูกสร้างที่ถูกนำมาใช้อย่างผิดประเภทและผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์” ที่ได้ระบุไว้ใน พ.ร.บ.โรงแรมปี 47 ว่า หากผู้ประกอบการจะสร้างเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ต้องมีรายได้จากการจ่ายค่าห้องเป็นแบบรายเดือนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนเราทุกคนต่างมีความอยากมีอยากได้อยู่คู่กับตัวอยู่แล้ว จึงได้ค้นหาวิธีที่จะหาหนทางทำให้ตัวเองมีรายได้ มีกำไรและได้เงินลงทุนคืนกลับมาโดยเร็ว ดังนั้น เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์.. จึงผุดกันขึ้นมาเป็นดอกเห็ด แทนที่จะปล่อยห้องให้เช่าเป็นรายเดือน แต่กลับกลายเป็นว่าเวลานี้บรรดาเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ได้เปิดให้บริการทั้งรายวันและรายเดือนกันไปซะแล้ว ตาม พ.ร.บ.โรงแรม ปี 47 ได้กำหนดไว้แล้วว่าผู้ใดจะจดทะเบียนทำการค้าเปิดธุรกิจโรงแรม ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายและทำตามข้อบังคับให้ถูกต้องทั้งการเสียภาษีการจ้างพนักงานให้ครอบคลุมทุกการบริการภายในโรงแรมรวมถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของโครงสร้างที่ต้องป้องกันภัยพิบัติในเบื้องต้นได้ เช่น อุทกภัย ลมพายุ หรือแผ่นดินไหว แต่เมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์รายวันไปแล้วข้อกำหนดต่าง ๆ จึงไม่ต้องถูกบังคับใช้ทันที ดังนั้น ราคาห้องพักแบบรายวันของเหล่าเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในปัจจุบัน จึงถูกกว่าการไปเช่าโรงแรมไม่ต่ำกว่า 30-50% ส่งผลให้นักท่องเที่ยวหันมาสนใจที่จะใช้บริการเป็นอย่างมากจนโรงแรมในจังหวัดโดยเฉพาะในเมืองหลักที่มีมหาวิทยาลัย และเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวจะมีมากเป็นพิเศษเทียบอัตราส่วนได้ถึง 1 ต่อ 3 หรือ เมื่อมีการสร้างโรงแรม 1 แห่ง จะมีเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ผุดขึ้นไม่ต่ำกว่า 3 แห่งทันที เมื่อโรงแรม! ถูกลดทอนรายได้ลงไปมาก จนสุดท้ายต้องงัดกลยุทธ์ด้านราคาออกมาแข่งขัน สุดท้าย…อัตราเฉลี่ยของราคาค่าเช่าโรงแรมของประเทศไทยกลับต่ำที่สุดในเอเชีย!!  ที่แย่ไปกว่าเดิมคือ เมื่อนักท่องเที่ยวหันไปเช่าเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์แทนการคุ้มครองและการดูแลนักท่องเที่ยว จะลดลงทันทีเพราะตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองนักท่องเที่ยวเมื่อเข้าพักต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนไปให้ทางโรงแรมเก็บข้อมูลรายชื่อเพื่อส่งไปที่อำเภอ หรือ สำนักงานเขตแต่เมื่อไม่ได้พักที่โรงแรมจึงไม่มีชื่อในสารบบบัญชีอย่างเป็นทางการ ดังนั้นหากเกิดเหตุการณ์อันตรายใด ๆ กับตัวนักท่องเที่ยวจะไม่มีหน่วยงานใดเข้ามารับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัยกับนักท่องเที่ยวได้เพราะนักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ ถือว่าทำผิดกฎหมายตั้งแต่แรกแล้วประกอบกับในเวลานี้ประเทศไทยก็เกิดปัญหาอาชญากรเป็นรายวันโดยเฉพาะกับกลุ่มนักท่องเที่ยวสาเหตุนี้จึงหนีไม่พ้นซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ๆ สิ่งที่เสียหายที่สุดคือภาพลักษณ์ของประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ได้รับความคุ้มครองจากการที่มีจำนวนห้องพักผิดกฎหมายล้นตลาด นอกจากนี้ยังทำให้ภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวแห่งความมีน้ำใจ รักการบริการหายไปด้วยเพราะหากนักท่องเที่ยวไปเข้าพักแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ก็จะได้รับการบริการไม่เทียบเท่าโรงแรม ทั้งด้านความสะอาดของที่พัก อาหารการกินที่ถูกสุขลักษณะซึ่งหากปล่อยไว้ต่อไปในอนาคตเชื่อว่า…นักท่องเที่ยวจะเลือกกล่าวขานประเทศไทยว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูกคุ้มราคา (ชีพเดสติเนชั่น) ได้แน่ ๆ  ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยต้องเป็นหน่วยงานหลักในการกวดขันและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด แต่สิ่งที่เห็นอยู่ในขณะนี้คือ ตั้งแต่ปี 51 ที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังออกประกาศแจ้งเตือนอย่างชัดเจนว่ากลุ่มเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่หากินแบบโรงแรมจะต้องไปจดทะเบียนเปลี่ยนจุดประสงค์ให้สถานประกอบการของตนเองเป็นโรงแรมได้ทันทีหากพบว่าเข้าข่ายประกอบธุรกิจโรงแรมแล้ว จนแล้วจนเล่า…จนเข้าสู่ปี 57 ยังไม่มีความเคร่งครัดใด ๆ เกิดขึ้น กลับกลายเป็นว่ามีกลยุทธ์ใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกด้วย นั่นคือ การเช่าห้องพักเป็นรายเดือนในเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์แต่กลุ่มที่เข้าพักเป็นนักท่องเที่ยวแตกต่างกลุ่มไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านที่พักลงได้อย่างมาก แต่ในความจริงการกระทำที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นการหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจน เพราะนำนักท่องเที่ยวมาพักอาศัยในห้องพักที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นโรงแรมและทำธุรกิจทางการค้าหรือมุ่งหากำไรจะถือว่าผิดกฎหมายทั้งหมด ทั้งหมดนี้จึงเป็นสัญญาณที่เห็นได้ชัดแล้วว่าหากยังไม่มีกฎหมาย หรือการออก พ.ร.บ.โรงแรมที่ชัดเจนและภาครัฐยังคงรักษาความไม่เข้มงวดไว้เหมือนเดิม ก็เชื่อได้ว่า…บรรดาเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ผิดกฎหมาย จะยิ่งได้ใจและยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้าย…ภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวไทยจะไม่สามารถดึงดูดหรือครองใจนักท่องเที่ยวได้อีก เพราะนักท่องเที่ยวต้องถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนที่ทำไม่ถูกต้องตามกฎหมายและในที่สุด “สยามเมืองยิ้ม” คงไม่อยู่ในใจนักท่องเที่ยวอีกต่อไป! เอวิกานต์ บัวคง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จี้รัฐแก้ปัญหาห้องเช่ารายวัน หวั่นฉุดภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

  • ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 12 พฤษภาคม 2257 ปิดลบ 2.23  จุด

    ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 12 พฤษภาคม 2257 ปิดลบ 2.23 จุด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 12 พ.ค. ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงต่อเนื่อง และแกว่งตัวแดนลบในกรอบแคบๆ เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลกับสถานการณ์การเมืองที่ยังมีความแน่นอนสูง และคาดว่าจะมีแนวโน้มรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ระหว่างวันดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,379.27 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 1,369.63 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,375.14 จุด ลดลง 2.23 จุด หรือ 0.16% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 27,943.42ล้านบาท  สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1.เอไอเอส ปิดที่ 232.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง 2.ธ.กรุงเทพ ปิดที่ 184.50 บาท   ลดลง 2.00 บาท 3.ศรีสวัสดิ์ ปิดที่ 11.60  บาท     เพิ่มขึ้น 1.40 บาท 4.อิชิตัน ปิดที่ 20.50 บาท     เพิ่มขึ้น 0.70 บาท 5.ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 188.00 บาท   ลดลง 1.00บาท 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 12 พฤษภาคม 2257 ปิดลบ 2.23 จุด