เดือน: พฤษภาคม 2014

  • ไป่ตู้สกัดช่องโหว่อันตรายของโปรแกรมได้

    ไป่ตู้สกัดช่องโหว่อันตรายของโปรแกรมได้

    ระบุไวรัส Exploit.WinRar.spoof.gen ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้นับล้านที่ใช้โปรแกรม WinRAR เผยไป่ตู้ แอนตี้ไวรัส ป้องกันจุดอ่อนหรือช่องโหว่ใหม่ที่เป็นอันตรายต่อเครื่องพีซีที่ใช้โปรแกรม WinRAR 4.X นับล้านเครื่องทั่วโลกได้ นายแซม ดอง หัวหน้าทีมพัฒนาและวิจัยไป่ตู้ แอนตี้ไวรัส กล่าวว่า  แฮกเกอร์สามารถซ่อนไวรัสไว้เบื้องหลังไฟล์นามสกุลปลอมหลายประเภท  เป็นช่องโหว่ที่เป็นอันตรายมาก เพราะแฮกเกอร์สามารถสร้างไวรัสที่สามารถรันเองได้รวมถึงโทรจันให้ดูเหมือนเป็นไฟล์รูปภาพ ไฟล์เอกสาร ไฟล์ภาพยนตร์ และไฟล์อื่นๆ ที่ปกติคนจะคิดว่าเป็นไฟล์ปลอดภัย แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีก็ยังอาจหลงกลไฟล์หลอกลวงนี้ได้โดยง่ายสถิติล่าสุดที่ไป่ตู้ ซีเคียวริตี้ เซ็นเตอร์ เก็บรวบรวมไว้ พบว่า ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลนับล้านยังคงใช้โปรแกรม WinRARรุ่นที่ไม่มีความปลอดภัยกัน  นอกจากนี้ช่องโหว่ดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อระบบปฏิบัติการวินโดว์ส 8  วินโดว์ส 7 และวินโดว์ส เอ็กซ์พี  จึงแนะนำให้ผู้ใช้โปรแกรม WinRAR 4.X รีบอัพเกรดเป็น WinRAR เวอร์ชั่น 5.0 หรือสูงกว่าทันทีพร้อมสแกนระบบด้วย ไป่ตู้ แอนตี้ไวรัส หรือโปรแกรมรักษาความปลอดภัยอื่น ๆ ที่มีการป้องกันในรูปแบบเดียวกัน ผู้ที่สนใจดาวน์โหลดโปรแกรม ไป่ตู้ แอนตี้ไวรัส ได้ฟรี! บนระบบปฏิบัติการวินโดว์สเอ็กซ์พี วิสต้า  วินโดว์ส 7 และ 8  จากเว็บไซต์ทางการ  http://antivirus.baidu.com/th/

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไป่ตู้สกัดช่องโหว่อันตรายของโปรแกรมได้

  • สทน. ผลักดันเครื่องปฏิกรณ์ วิจัยตัวใหม่ – ฉลาดคิด

    สทน. ผลักดันเครื่องปฏิกรณ์ วิจัยตัวใหม่ – ฉลาดคิด

    ครบรอบ 8 ปีเต็ม  ย่างเข้าสู่ปีที่ 9 สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ ( องค์การมหาชน ) หรือ   สทน . ยืนยันที่จะเป็นสถาบันด้านนิวเคลียร์ของประเทศ เน้นการวิจัย ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปใช้ประโยชน์เพิ่มมูลค่าของสินค้าในภาคอุตสาหกรรม “ดร.สมพร จองคำ” ผู้อำนวยการ สทน.  บอกถึงแผนปฏิบัติงานของสทน.ในปีที่ 9 นี้ว่าจะผลักดันให้เกิดโครงการเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยเครื่องใหม่ที่ใหญ่ขึ้น เพื่อทดแทนเครื่องปฏิกรณ์ ปปว.-1/1 ซึ่งเป็นเครื่องเก่าที่มีขนาด 2 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันอายุกว่า 50 ปี และเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องปฏิกรณ์ฯตัวนี้ไม่มีการผลิตแล้วในโลก … นั่นหมายความว่า อีกไม่เกิน 5 ปี เครื่องปฏิกรณ์ตัวนี้อาจจะต้องปิดตัวลง… และหากเครื่องปฏิกรณ์ฯ เครื่องนี้หยุดเดินเครื่อง ผลเสียที่เกิดขึ้นและเห็นได้ชัดเจนคือ ในเชิงการผลิต ประเทศไทยต้องนำเข้าเภสัชรังสีสำหรับการตรวจวินิจฉัยและรักษามะเร็งปีละกว่า  300 ล้านบาท  ผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากจะขาดโอกาสในการรักษาด้วยยาที่มีราคาถูก รวมถึงการฉายรังสีอัญมณีเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งมีมูลค่าในตลาดกว่า 100 ล้านบาท และโอกาสในงานวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งเป็นประโยชน์สำคัญของเครื่องปฏิกรณ์ฯ นอกจากนี้  เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนการสอนด้านนิวเคลียร์ฟิสิกส์ วิศวกรรมนิวเคลียร์แก่นิสิต นักศึกษาในประเทศจำนวนมาก และในแต่ละปี ซึ่ง สทน. ได้เปิดให้ นิสิต นักศึกษา ครูอาจารย์ และผู้สนใจเข้าชมเครื่องปฏิกรณ์ฯเครื่องนี้ ปีละกว่า 2 พันคน เพื่อให้องค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ได้พัฒนาทัดเทียมนานาประเทศ สทน.มีแผนดำเนินการจัดสร้างเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยเครื่องใหม่ที่ขนาด 10-20 เมกะวัตต์   ปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ และแนวทางการใช้ประโยชน์จากเครื่องปฏิกรณ์ฯ เครื่องใหม่นี้ ล่าสุด สทน.ได้ไปศึกษาดูงานการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยของเกาหลีนี้มีกำลังสูงกว่าของประเทศไทยกว่า  15 เท่า และการวิจัยที่เกิดจากเครื่องปฏิกรณ์ฯเครื่องนี้ สามารถใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมและด้านพลังงานได้กว้างขวาง ดร.สมพร บอกว่า   สทน.มุ่งหวังที่จะใช้ประโยชน์จากเครื่องปฏิกรณ์ฯตัวใหม่ จากการศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจและการสร้างรายได้ ในทางการแพทย์ สามารถผลิตเภสัชรังสีได้หลากหลายชนิดขึ้น ปีละประมาณ 20,000 คูรี  ในส่วนอุตสาหกรรมการผลิตสารกึ่งตัวนำ เครื่องปฏิกรณ์ฯขนาดใหม่นี้จะสามารถผลิตได้มากถึงปีละ 10 ตัน  ฉายรังสีอัญมณีได้มากขึ้นกว่า 2 ตันต่อปี.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สทน. ผลักดันเครื่องปฏิกรณ์ วิจัยตัวใหม่ – ฉลาดคิด

  • โฆษณาออนไลน์เริ่มแรง – โลกาภิวัตน์

    โฆษณาออนไลน์เริ่มแรง – โลกาภิวัตน์

    สื่อใหม่ออนไลน์ในช่วงหลังเริ่มออกตัวได้แรงและเริ่มจะแย่งเค้กการตลาดโฆษณาจากโฆษณาหน้าจอทีวีหรือเคเบิลทีวีได้มาก ในตลาดโลกโดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นการวิเคราะห์จากไฟแนนเชียลไทม์ ในระยะหลังนี้กลุ่มดาราศิลปินอเมริกันเปิดตัวในวิดีโอดิจิตอลคลิปแบบสั้น ๆ มากขึ้น และวิดีโอดิจิตอลเเม้ว่าจะแพงแต่ก็ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะผู้อยากลงโฆษณาสามารถที่จะรู้ได้ว่าผู้ชมมีจำนวนเท่าไร ซึ่งแตกต่างจากทีวีและเคเบิล ที่ใช้การประเมินจำนวนผู้ชมมากกว่าและเป็นประมาณการเท่านั้น ตลาดโฆษณาลงในทีวีทั่วโลกอยู่ที่ 7 ล้านล้านบาท หรือ 236 พันล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งนับว่าใหญ่มาก บริษัทอินเทอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ แมกกาซีน ก็ได้ผลิตซีรีส์ทางทีวีออกทางมือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และทีวี ซึ่งออกอากาศด้วยเว็บไซต์และในระยะหลังเอ็นบีซียูนิเวอร์แซลของคอมแคสท์ก็หันมาเล่นทางวิดีโอดิจิตอลมากขึ้น ซึ่งมักจะเป็นคลิปวิดีโอสัก 4 – 8 นาที เพื่อให้ผู้ชมทางสื่อใหม่ได้รับชม และเอโอแอลหรืออเมริกันออนไลน์สื่อใหม่ยักษ์ใหญ่ของโลกก็หันมาเล่นทางนี้ด้วย สำหรับโฆษณาที่ออกอากาศในทีวีและเคเบิลทีวีของสหรัฐ (ทีวีของสหรัฐจะเป็นเคเบิลจ่ายรายเดือนมากกว่า ไม่เหมือนของไทย) ในปีนี้สูงถึงสองล้านล้านบาทหรือ 68.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งมากกว่าดิจิตอลวิดีโอถึง 11 เท่าซึ่งอยู่ประมาณที่ 176,000 ล้านบาท หรือ 5.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในระยะหลังประชาชนชาวสหรัฐใช้เวลาชมดิจิตอลวิดีโอมากขึ้น เรามาดูสถิติการโฆษณาผ่านหน้าทีวีของสหรัฐสักนิด จำนวนผู้ชมเคเบิลทีวีในปีค.ศ. 2000 มีประมาณ 68 ล้านคน แต่ในปี ค.ศ.2015 คาดว่าจะเหลือประมาณ 52 ล้านคน ในขณะที่ไอพีทีวี เริ่มต้นในปี ค.ศ. 2005 ในปี ค.ศ. 2015 คาดว่ามีผู้ชมถึง 15 ล้านคน ซึ่งเร็วมากและนอกจากนี้ผู้ชมทีวีผ่านจานดาวเทียมในปี ค.ศ. 2000 มีประมาณ 13 ล้านคน แต่เริ่มมาอิ่มตัวที่ประมาณ 34 ล้านคนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 ถึงปัจจุบัน ถ้าหากมาดูราคาโฆษณาในอัตราผู้ชม 1,000 ครั้งเท่ากันหมดจะเป็นดังนี้ ผ่านเคเบิลทีวี 468 บาท ผ่านดิจิตอลสตรีม 690 บาท ผ่านเน็ตเวิร์ก 1,323 บาท ซึ่งก็หมายความว่าผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือสิ่งใหม่ก็จะแพงสุด เพราะผู้ซื้อโฆษณาสามารถรู้จำนวนครั้งผู้ชมว่าเท่าไรและสามารถแปลงจากผู้ชมมาเป็นผู้ซื้อหรือลูกค้าได้เท่าไร เขาสามารถคำนวณได้ชัดเจนว่ามีอัตราส่วนเท่าไร และทำให้เขาสามารถจัดสรรงบประมาณในการใช้สำหรับการโฆษณาได้แม่นยำ มาดูสถิติรายได้จากการโฆษณาผ่านช่องทางต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกามีดังนี้ ผ่านด้วยวิธีการค้นหาหรือเสิร์ช (Search) ใหญ่ ๆ ก็คือกูเกิลนี่แหละมีมากถึง 41% ผ่านแผ่นป้ายโฆษณาต่าง ๆ 19% ผ่านระบบมือถือเคลื่อนที่ 19% วิดีโอดิจิตอล 7% และสื่ออื่น ๆ อีก 14% ดูเช่นนี้แล้วคงรู้ว่าสื่อใหม่ประเภทกูเกิลหรือเฟซบุ๊กเน้นการโฆษณามากมายแค่ไหน แต่อย่างไรก็ตามโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์โดยเฉพาะดิจิตอลวิดีโอคลิปทั้งหลายราคาเริ่มตกลงมาเรื่อย ๆ ปีที่แล้วราคาลดลงเหลือ 690 บาทต่อผู้ชมหนึ่งพันคนเท่านั้น เพราะมีผู้มาซื้อโฆษณาผ่านวิดีโอดิจิตอลมากขึ้น และโฆษณาผ่านระบบโซเชียลเน็ตเวิร์กก็แพงสุดคือ 1,323 บาทต่อผู้ชมพันคน ดังได้กล่าวไว้ข้างต้นเพราะจำนวนผู้ชมมาจากกลุ่มอายุระหว่าง 18-34 ปี จะใช้เวลาดูวิดีโอดิจิตอลมากขึ้นมาก แต่อัตราการดูผ่านช่องทางทีวีก็ยังคงที่ คุณปีเตอร์ เนย์เลอร์ หัวหน้าฝ่ายโฆษณาบริการวิดีโอออนไลน์ได้กล่าวตบท้ายว่า “ไม่รู้นะ ผมคิดของผมเองว่าโฆษณาออนไลน์นี้ถึงยุคไพร์มไทม์ของมันแล้ว” สำหรับประเทศไทยก็คงจะวิ่งไล่ตามกันไปอีกสักสองสามปีข้างหน้า. รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด Boonmark@stamford.edu

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โฆษณาออนไลน์เริ่มแรง – โลกาภิวัตน์