ตอนนี้ไปไหนก็มีแต่คนบ่นว่าอากาศร้อนเหลือเกิน อากาศยิ่งร้อนคนก็ยิ่งต้องเปิดแอร์มากเพื่อดับร้อน แต่พอได้รับบิลค่าไฟฟ้า กลับร้อนยิ่งขึ้นไปอีก เพราะค่าไฟฟ้าพุ่งกระฉูดเลยทีเดียว ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) มีมติให้ปรับค่าเอฟทีรอบเดือน พ.ค.-ส.ค. 2557 เพิ่มขึ้นอีก 10 สต./หน่วย จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 59 สต./หน่วย จากปัจจัยค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ค่าไฟฟ้าขึ้นไปอยู่ที่ 3.96 บาท/หน่วย ค่าไฟฟ้าที่เราต้องจ่ายกันอยู่ทุกวันนี้ประกอบไปด้วยสองส่วนคือ ค่าไฟฟ้าฐาน และค่าเอฟที ค่าไฟฟ้าฐานคือส่วนที่เป็นต้นทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง ระบบจัดจำหน่าย และค่าการผลิตพลังงานไฟฟ้า ในขณะที่ค่าเอฟที ส่วนใหญ่คือค่าเชื้อเพลิงที่ใช้การผลิตไฟฟ้าที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามราคาตลาดและค่าเงินบาท จึงต้องมีการปรับปรุงทุก ๆ สี่เดือน ปัจจุบันเชื้อเพลิงหลักที่เราใช้ในการผลิตไฟฟ้าคือก๊าซธรรมชาติ โดยเราใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนสูงถึง 68% ซึ่งในจำนวนนี้เราต้องนำเข้าจากประเทศเมียนมาร์ 20% และนำเข้าในรูปของก๊าซธรรมชาติอัดเหลว (แอลเอ็นจี) อีก 5% ซึ่งแนวโน้มในอนาคตนั้นเรามีแต่จะต้องนำเข้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้เพราะแหล่งก๊าซในประเทศกำลังจะหมดไป และหาทดแทนได้ยากขึ้น ในขณะที่การสับเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นอย่างเช่น ถ่านหินหรือนิวเคลียร์ก็ถูกต่อต้านและไม่ได้รับการยอมรับจากภาคประชาสังคม ดังนั้นถ้าราคาก๊าซธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่สูงขึ้น หรือค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ก็จะกระทบต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบันราคาก๊าซธรรมชาติที่ใช้ผลิตไฟฟ้าซึ่งมีที่มาจากแต่ละแหล่งมีต้นทุนที่แตกต่างกันดังนี้ จากตัวเลขข้างต้นเราคงเห็นแล้วว่า ถ้าเรายังไม่สามารถสร้างสมดุลด้านเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้เกิดขึ้นโดยเร็วแล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้ (ไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า) เราจะต้องใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 80% และประมาณ 50% จะมาจากการนำเข้าซึ่งมีราคาแพง ถึงตอนนั้นคนไทยก็เตรียมรับมือกับค่าไฟหน่วยละ 5 บาทได้เลยครับ!!!.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนวโน้มค่าเอฟทีมีแต่จะสูงขึ้น – พลังงานรอบทิศ
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

แนวโน้มค่าเอฟทีมีแต่จะสูงขึ้น – พลังงานรอบทิศ
-

สั่งสรรพากรไล่เช็คสเตทเม้น
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ ได้สั่งการให้กรมสรรพากรเข้าไปตรวจสอบกลุ่มนายทุนเงินกู้นอกระบบที่ลงโฆษณาตามออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ทั้งเว็บไซต์, เฟซบุ๊ก อย่างเร่งด่วน โดยให้ตรวจสอบรายการเงินเข้าออกแต่ละเดือนของบัญซีธนาคาร (สเตทเม้น) ว่ามีเงินได้เท่าไร มีการเสียภาษีถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ หากตรวจสอบพบว่าหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ก็จะดำเนินการเอาผิดกับกลุ่มดังกล่าวทันที เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาหนี้นอกระบบปรับตัวเพิ่มขึ้น“ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ติดตามปัญหาหนี้นอกระบบอย่างใกล้ชิด แม้ปัจจุบันที่กลุ่มนายทุนเงินกู้นอกระบบที่ลงโฆษณาตามสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ เพื่อป้องกันและปราบปรามไม่ให้ประชาชนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินกู้นอกระบบ เนื่องจากจะทำให้ประชาชนต้องรับภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น รวมทั้ง ยังได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาแนวทางเพิ่มเติม ว่าจะสามารถช่วยลดปัญหาหนี้นอกระบบอย่างไรบ้าง”ด้านนายชนะชัย ประยูรสิน ผู้อำนวยการสำนักนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ว่าได้รับความเสียหายจากกลุ่มมิจฉาชีพ ทั้งหลอกลวงให้ลงทุนในธุรกิจเงินนอกระบบ การเล่นแชร์ลุกโซ่ การขายตรงแอบแฝงแชร์ลุกโซ่ ที่มีแนวโน้มที่จะขยายตัวมากขึ้น ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันเกี่ยวกับธุรกิจเงินนอกระบบในรูปแบบต่าง ๆ จึงมีความจำเป็นต้องมีวิทยากรที่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าวเป็นผู้ถ่ายทอด โดยได้จัดอบรมสร้างวิทยากรตัวคูณให้ประชาชนมีความเข้าใจไม่ถูกหลอกลวง เพื่อขยายผลและป้องกันปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม“ปัจจุบันพบว่านายทุนเงินกู้นอกระบบได้พัฒนารูปแบบการให้บริการด้วยการหันมาใช้การลงโฆษณาตามเว็บไซต์และเฟซบุ๊กเพิ่มอีกช่องทางหนึ่ง จากเดิมที่ใช้แผ่นปลิวติดตามตู้โทรศัพท์ เสาไฟฟ้า บนสะพานลอย ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางในการให้ลูกค้าหรือผู้สนใจสามารถใช้บริการได้ง่ายขึ้น แต่หากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการชำระหนี้ สามารถโทรร้องเรียนได้ที่ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ 1359 ได้ทันที”ทั้งนี้ หากประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องการรับความช่วยเหลือสามารถส่งเอกสารเข้ามาที่ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ ซึ่งทางศูนย์ฯจะดำเนินการ โดยให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วิเคราะห์สัดส่วนในการชำระเงินและเรียกนายทุนเงินกู้นอกระบบเข้ามาหารือ ชดใช้หนี้คืน เพื่อให้ประชาชนกลับเข้าสู่ระบบชำระหนี้กับแบงก์รัฐ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สั่งสรรพากรไล่เช็คสเตทเม้น -

พาณิชย์บี้ห้างฯลดราคาอาหารจานด่วน 5-10 บาท
นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้ากรมฯจะเชิญผู้ประกอบการห้างฯมาหารืออีกรอบถึงความคืบหน้ากรณีที่ขอความร่วมมือห้างค้าปลีกสมัยใหม่(โมเดิร์นเทรด)และห้างสรรพสินค้าให้ลดราคาอาหารที่ขายในฟู้ดคอร์ทของห้างฯลงจากเดิมอีก20%หรือลดลงอีกจานละ5-10บาทเพื่อลดความเดือดร้อนของชาวบ้าน หลังจากห้างสรรพสินค้าหลายๆแห่งยังไม่ให้ความร่วมมือมากนักเพราะอ้างว่ามีค่าเช่าสถานที่ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่แพงขณะเดียวกันห้างสรรพสินค้ายังอ้างว่าในทางธุรกิจอาหารที่ขายในฟู้ดคอร์ทมีเป้าหมายจับกลุ่มผู้บริโภคอีกระดับหนึ่ง จึงไม่น่าจะได้รับความเดือดร้อนมากจากการซื้ออาหารที่แพงกว่าที่ขายในโมเดิร์นเทรดอีกประมาณ5-10บาทสำหรับการเชิญครั้งนี้ต้องการสอบถามความคืบหน้าการให้ความร่วมมือทำฟู้ดคอร์ทธงฟ้าร่วมถึงจะสอบถามถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ และค่าเช่าสถานที่ในห้างฯด้วยว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ หรือเอาเปรียบผู้เช่ามากเกินไปหรือไม่ถ้าเห็นว่าเอาเปรียบมากเกินไปก็อาจจะขอความร่วมมือลดราคาลงมาบ้างแต่ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือก็อาจใช้กฎหมายดำเนินการ เพราะการเก็บค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่สูงเกินไป จะทำให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบในที่สุดสำหรับห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และห้างสรรพสินค้า ที่เริ่มประกาศลดราคาอาหารที่ขายในฟู้ดคอร์ทของห้างฯตามนโยบายของกรมการค้าภายใน เช่น ผู้ประกอบการห้างบิ๊กซี ที่พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่โดยจะจัดแคมเปญฟูดคอร์ทธงฟ้า แต่จะลดราคาอาหารเหลือจานละเท่าไรและวิธีการจะดำเนินการอย่างไร ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะถือเป็นความลับทางการค้าคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ปลายเดือนพ.ค.นี้ หรือต้นเดือนมิ.ย.นี้ ส่วนห้างเทสโก โลตัส ได้หารือแล้วเช่นกันแต่ห้างฯยังไม่ได้แจ้งว่าจะดำเนินการอย่างไร“ใครที่พร้อมจะให้ความร่วมมือทำฟู้ดคอร์ทธงฟ้าก็ให้ทยอยทำก่อนได้เลย ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบคู่แข่งด้วยซ้ำเพราะจะสามารถดึงลูกค้าเข้าห้างฯของตนได้ และต้องลดราคาอาหารทุกประเภทไม่ใช่ลดเฉพาะเมนู เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ส่วนห้างสรรพสินค้าคงยาก เพราะมีค่าเช่า และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่แพง ก็ต้องเห็นใจร้านอาหารด้วยกรมฯเองก็ไม่อยากไปบีบมาก บางทีผู้ประกอบการก็ทำด้วยความเกรงใจเรา”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์บี้ห้างฯลดราคาอาหารจานด่วน 5-10 บาท