เดือน: พฤษภาคม 2014

  • ดัชนีหุ้นไทยปิดลบแค่1.40 จุด

    ดัชนีหุ้นไทยปิดลบแค่1.40 จุด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่7 พ.ค. ดัชนีทะยานขึ้นทันทีที่เปิดตลาดจากนั้นก็ประปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะในตอนบ่ายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้นสภาพการเป็นนายกรัฐมนตรีดัชนีดีดตัวขึ้นแรงจบเกือบขึ้นไปยืนได้บนแดนบวก ซึ่งสาเหตุที่ดัชนีปรับตัวได้ดีเนื่องจากซึมซับความกังวลมาก่อนหน้านี้ และสถานการ์ก็ไม่เลวร้ายจนเกิดความรุนแรง ส่งผลให้ระหว่างวันดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุดที่1,403.55 จุด และลดลงต่ำสุด 1,388.29จุด จนมาปิดตลาดที่1,402.61 จุด ลดลง 1.40 จุด หรือ 0.10 % ด้วยมูลค่าซื้อขาย32,829.21ล้านบาทสำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก1.อิชิตัน ปิดที่ 20.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.90 บาท2.เอไอเอส ปิดที่ 236.00 บาท ลดลง 3.00บาท3.จัสมิน ปิดที่ 8.00 บาท ลดลง 0.05บาท4.กรุงเทพดุสิตเวชการ ปิดที่ 15.20บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท5.ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 191.50 ลดลง 1.00บาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีหุ้นไทยปิดลบแค่1.40 จุด

  • แนะปฎิรูปพลังงาน

    แนะปฎิรูปพลังงาน

    นายปิยสวัสดิ์อัมมระนันท์ ประธานมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม และอดีต รมว.พลังงานเปิดเผยในงานสัมมนา“พลังงานไทยปฏิรูปอย่างไรให้ถูกทาง” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจว่า การปฏิรูปพลังงานให้ถูกทาง ควรต้องปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เหมาะสมและเป็นจริงโดยเฉพาะการเก็บภาษีจากราคาน้ำมันที่ควรจะเท่าเทียมกันไม่ควรจะให้คนที่ใช้พลังงานประเภทหนึ่งมารับภาระของคนใช้พลังงานอีกประเภทและต้องให้ทุกพรรคเลิกนโยบายประชานิยมในการอุดหนุนราคาพลังงานจำนวนมากในที่สุดไปไม่รอดซึ่งถ้าต้องการความยั่งยืนและมั่นคงทางพลังงาน ราคาก็ต้องสะท้อนกลไกตลาดไม่เช่นนั้นเราอาจจะได้ใช้น้ำมันราคาถูกวันนี้ แต่แพงขึ้นอย่างรวดเร็วใน 10-20 ปีข้างหน้า“กรณีที่มองว่าคนจนอาจจะลำบากหากราคาน้ำมัน และพลังงานแพงขึ้นนั้น อยากให้การอุดหนุนของรัฐบาลเป็นไปอย่างโปร่งใสคือตั้งงบประมาณ และกำหนดบุคคลเป้าหมายในการให้การอุดหนุนที่ชัดเจนแทนที่จะอุดหนุนโดยวิธีเอาเงินของคนหนึ่งมาให้อีกคนหนึ่งซึ่งไม่เป็นธรรม”นอกจากนี้ต้องปฏิรูปการจัดโครงสร้างของพลังงานของไทยใหม่โดยสร้างการแข่งขันให้มีความเท่าเทียมกัน โดยเชื่อว่าหากมีการแข่งขันที่เท่าเทียมไม่มีการผูกขาดจะทำให้ราคาที่ซื้อขายกันเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุดให้ ปตท.เข้ากับ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าเพื่อสร้างการแข่งขันที่เท่าเที่ยมมากขึ้น และควรลดการแทรกแซงธุรกิจพลังงานจากฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะการเข้ามาแทรกแซง ปตท.โดยแนวทางที่เห็นคือ แทนที่จะทวงคืนปตท.กลับมาเป็นของรัฐ ซึ่งคุมโดยนักการเมือง ควรที่จะไล่นักการเมืองออกไปจาก ปตท.มากกว่า และควรเร่งรัดสนับสนุนการสร้างระบบพลังงานทดแทนของประเทศโดยดูแลให้การอนุญาตการดำเนินการพลังงานทดแทน ทำได้อย่างโปร่งใสหรือไม่ต้องรับใบอนุญาตเลยนายสุรงค์บุลกุล ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน บมจ. ปตท.กล่าวว่า คำถามของประชาชนที่มีในด้านพลังงานของประเทศไทยในขณะนี้ส่วนหนึ่งมีคำถามที่ว่า ราคาน้ำมันในไทยแพงเกินไปหรือไม่ ทำไมราคาน้ำมันบางประเทศถูกกว่าอยากให้เข้าใจวิธีทั้งหมดที่จะได้มาซึ่งน้ำมันที่ซื้อขายกันในประเทศก่อนซึ่งอย่างแรกถามว่า ประเทศเรากับประเทศอื่นๆ ซื้อน้ำมันดิบมาในราคาเดียวกันหรือไม่คำตอบคือซื้อมาในราคาเดียวกัน เพราะเป็นราคาที่อิงตามตลาดโลก ต่างกันตรงที่ค่าขนส่งค่ากลั่น และราคาต่างๆซึ่งเมื่อกลั่นออกมาแล้วราคาน้ำมันไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันเบนซิน หรือดีเซลอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน จะมีข้อแตกต่างกันที่ภาษีต่างๆ ที่รัฐบาลเก็บ หรือการอุดหนุนราคาตามนโยบายของรัฐบาลนายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงานเปิดเผยหลังการเป็นประธานการซ้อมแผนรับสภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานปี 57 ว่าปีนี้ถือเป็นอีกปีที่กระทรวงพลังงานประสบภาวะวิกฤติด้านพลังงาน ที่ต้องแก้ไขเนื่องจากมีการหยุดซ่อมของท่อเจดีเอ – เอ 18 ช่วง13 มิ.ย.-10ก.ค.57 รวม 28 วัน ซึ่ง 3การไฟฟ้า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ซ้อมแผนครั้งนี้และมั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาจริงแผนที่เตรียมไว้จะสามารถรับปัญหาได้โดยจะไม่เกิดไฟดับครั้งใหญ่เช่นกรณีไฟดับ14จังหวัดภาคใต้ที่ผ่านมา

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะปฎิรูปพลังงาน

  • สตง.ร่อนหนังสือจี้ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบ

    สตง.ร่อนหนังสือจี้ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา น.ส.ประพีร์ อังกินันทน์ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในฐานะรักษาการแทนผู้ว่าการ สตง.ได้ลงนามออกหนังสือด่วนที่สุด ฉบับที่ ตผ 0012/1686 ถึงนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินในการดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 25 เมื่อวันที่ 2 ก.พ.57 ว่า ที่ผ่านมา สตง.ได้เคยแสดงความกังวลและห่วงใยต่อการใช้งบประมาณแผ่นดินในการจัดเลือกตั้งทั่วไป วงเงิน 3,885 ล้านบาท ว่ามีความเสี่ยงสูงภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยในการจัดการเลือกตั้ง ส่งผลให้เกิดความสูญเปล่า ซึ่ง สตง.ได้มีการพิจารณาแล้วว่า การดำเนินงานในกรณีดังกล่าวเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยไม่ชอบด้วยเหตุผลและก่อให้เกิดความเสียหาย ย่อมเข้าข่ายเป็นการกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะต้องหาผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ การใช้งบประมาณแผ่นดินในการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา มีการจัดตั้งศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในระหว่างการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งภายหลังเป็นศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจนถึงปัจจุบัน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กกต.) และค่าใช้จ่ายของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจที่สนับสนุนงานของ กกต. จำนวน 18 หน่วย เกิดความสูญเปล่า “การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินวงเงิน 3,885 ล้านบาท มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความสูญเปล่า ไม่ประหยัด ไม่เกิดประโยชน์ที่คุ้มค่า เนื่องจากการใช้งบประมาณไม่ได้ผลตามเป้าหมายของการเลือกตั้ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ไม่สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งได้ สำหรับ 28 เขตเลือกตั้ง ซึ่งยังไม่เคยมีการรับสมัครหรือการเลือกตั้งมาก่อน ถือว่าในวันดังกล่าว ไม่ได้เป็นวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร จึงเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ” ทั้งนี้ หากจะใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินเพื่อดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งต่อไป รัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องกำหนดมาตรการ หรือวิธีการปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนให้เกิดความเชื่อมั่นได้ว่า การเลือกตั้งจะบรรลุวัตถุประสงค์ หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมหรือกำหนดให้มีการเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวเหมือนเช่นที่ผ่านมาจนส่งผลให้การเลือกตั้งไม่สำเร็จตามวัตถุประสงค์ รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากผลเป็นประการใดโปรดแจ้งให้ สตง. ทราบ เพื่อประกอบการตรวจสอบตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สตง.ร่อนหนังสือจี้ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบ