เดือน: พฤษภาคม 2014

  • ราคาหมูหน้าฟาร์ม 80 บาท

    ราคาหมูหน้าฟาร์ม 80 บาท

    นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมฯได้ประกาศราคารับซื้อและราคาจำหน่ายสุกรเนื้อสุกรแนะนำระหว่างวันที่ 7-12 พ.ค.57 โดยราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มอยู่ที่78-80 บาทต่อกก., ราคาจำหน่ายส่งหมูชำแหละ(หมูซีก)ไม่เกินราคา 92-94 บาทต่อกก., ราคาจำหน่ายส่งชิ้นส่วนหมูเนื้อแดง(เนื้อสะโพก เนื้อไหล่)ไม่เกิน 127-129 บาทต่อกก. ราคาจำหน่ายปลีกหมูเนื้อแดงไม่ตัดแต่ง(เนื้อสะโพก เนื้อไหล่)ไม่เกิน 143-145 บาทต่อกก. และราคาจำหน่ายปลีกหมูเนื้อแดงตัดแต่ง(เนื้อสะโพก เนื้อไหล่) ไม่เกิน 154-157 บาทต่อกก.“จะติดตามสถานการณ์และราคาสุกรอย่างใกล้ชิดและขอให้ผู้จำหน่ายปลีกปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ผู้บริโภคเห็นอย่างชัดเจนถ้าหากไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้ามีโทษปรับไม่เกิน10,000 บาทประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการ แจ้งที่สายด่วนกรมการค้าภายใน1569หรือสำนักงานการค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศ หากพบการกระทำผิดกรมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาหมูหน้าฟาร์ม 80 บาท

  • เอกชนแนะรัฐตั้งกองทุนด้านอาหาร

    เอกชนแนะรัฐตั้งกองทุนด้านอาหาร

    นายสารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์เปิดเผยในงานสัมมนาไทยกับการเป็นศูนย์กลางของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภาค 2เรื่องไทยกับการเป็นศูนย์กลางด้านอาหารของเออีซี จัดโดยศูนย์อาเซียนศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า ประเทศไทยมีความพร้อมเป็นศูนย์กลางด้านอาหารของเออีซีและของเอเชีย แต่ต้องพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตวัตถุดิบมากขึ้นซึ่งภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาส่งเสริมโดยกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ชัดเจนกว่าปัจจุบัน เช่น อาจตั้งกองทุนด้านอาหารเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถมีเงินทุนไปเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและส่งเสริมงานวิจัยเพิ่มขึ้นทั้งนี้โอกาสของธุรกิจด้านอาหารของไทยในอนาคตแม้ว่าจะมีความท้าทายหลายอย่าง แต่ก็เป็นธุรกิจที่มีโอกาสสดใสมากที่สุดเพราะประเทศไทยมีเครดิต และมีความพร้อมความเชี่ยวชาญมานานขณะเดียวกันในอนาคตจำนวนประชากรของโลกจะเพิ่มขึ้นดังนั้นความต้องการอาหารจึงมีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย“อีก 20 ปีข้างหน้าประชากรโลกจาก 7,000 ล้านคน จะเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านคน แม้ว่าจะส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกลดลงเพื่อนำไปใช้ทำกิจกรรมอื่น ซึ่งมีความเสี่ยงขาดแคลนอาหารแต่ก็แก้ปัญหาได้คือใช้เทคโนโลยีเข้าไปช่วยเพิ่มผลผลิตเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเทศไทยเองต้องเร่งพัฒนาด้านการผลิตให้ทันสมัยสามารถเลี้ยงคนไทยและทำธุรกิจขยายไปต่างประเทศเพื่อเลี้ยงคนทั่วโลกได้ ขณะเดียวกันการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวควรต้องทำควบคู่ไปกับไม่ทำลชายสิ่งแวดล้อมด้วย”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนแนะรัฐตั้งกองทุนด้านอาหาร

  • การเมืองพ่นพิษนักลงทุนแห่หนีซบเพื่อนบ้าน

    การเมืองพ่นพิษนักลงทุนแห่หนีซบเพื่อนบ้าน

    นายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยเปิดเผยว่า ความต้องการลงทุนในปีนี้พบว่ามีมูลค่าประมาณ 1.3-1.5 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 56แต่คาดว่าโครงการมีโอกาสเกิดขึ้นจริงประมาณ 40-60% เพราะในไตรมาส 1/57ที่ผ่านมาจากการสำรวจผู้ประกอบการ 17,000 รายพบว่าผู้ประกอบการรอการตัดสินใจประมาณ 59% จากเดิมอยู่ที่ 27% สัดส่วน 32% อยู่ระหว่างกำลังเตรียมแผนจากเดิมอยู่ที่ 43% และลงทุนทันทีมีสัดส่วนเพียง 10% จากเดิมอยู่ที่ 30% เป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากปัญหาการเมืองในประเทศทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นทำให้ลดการลงทุนในช่วงนี้ลงสำหรับการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างทางการเงินลงทุนขยายกิจการและปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ส่วนความสามารถในการชำระหนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดีเห็นได้จากสัดส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่2 เท่า จากเดิมอยู่ที่ 3 เท่านอกจากนี้พบว่านักลงทุนยังสนใจลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีเพิ่มขึ้นโดยประเทศที่สนใจมากสุดคือพม่ามากสุดสัดส่วน 36% หลังจากที่พม่าเปิดประเทศ ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่จะเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานเกษตร โรงไฟฟ้า อาหาร เครื่องดื่ม และสินเค้าเกษตร รองลงมาคืออินโดนีเซียสัดส่วน15% เวียดนาม 14% ลาว 12% กัมพูชา12% และสิงคโปร์ 4% ส่วนโครงการลงทุนขนาดใหญ่มีมูลค่าโครงการเฉลี่ยประมาณ50,000 ล้านบาท “แม้ว่ายุทธศาสตร์ในประเทศจะมีอยู่ แต่นักลงทุนไม่กล้าลงทุนขอรอดูสถานการณ์การเมืองก่อนโดยยอมรับว่าที่ผ่านมาการเมืองเป็นแรงกกดันสูงให้ชะลอลงทุน ซึ่งเห็นว่าหากสามารถจัดรัฐบาลในอีก 6เดือนข้างหน้า การกระตุ้นการลงทุนก็ยังไม่ได้กลับมาเร็วนัก เพราะต้องใช้เวลาสักระยะดังนั้นในปีนี้ปัจจัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือการส่งออกเป็นตัวหลัก เป้าหมายไว้ส่งออกจะโตที่5% จีดีพีอยู่ที่ 1.8% “สำหรับยอดคงค้างสินเชื่อขนาดใหญ่ปีนี้จะอยู่ที่ 468,000-477,000ล้านบาทหรือเติบโตประมาณ 5-7% จากปี 56 อยู่ที่ 446,000 ล้านบาทซึ่งในไตรมาส 1/57 สินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 450,000 ล้านบาท ขณะที่สินเชื่อโตประมาณ 1.5% คาดว่าทั้งปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ส่วนรายได้จากค่าธรรมเนียมหรือค่าฟีปีนี้จะโตประมาณ 10% จากปีก่อนอยู่ที่ 8% ขณะที่สัดส่วนรายได้ต่อค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่47% จากเดิมอยู่ที่ 44.9%

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การเมืองพ่นพิษนักลงทุนแห่หนีซบเพื่อนบ้าน