เดือน: พฤษภาคม 2014

  • ธปท.เดินหน้าแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้าย

    ธปท.เดินหน้าแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้าย

    นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยว่าธปท.อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง ธนาคารพาณิชย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เกี่ยวกับแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายในเฟสที่ 1 ให้เสร็จสมบูรณ์ เนื่องจากมีบางส่วนที่ยังไม่สามารถออกประกาศกระทรวงการคลังเพื่อกำหนดออกมาใช้ได้ เช่น การผ่อนคลายเพิ่มเติม เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สำนักงานประกันสังคม บริษัทประกันภัย กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นต้นอย่างไรก็ตาม สำหรับแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ล่าช้าออกไปจากแผนเดิม ที่คาดว่า จะออกประกาศใช้ได้ภายในต้นปี 57 นอกจากต้องมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมแล้ว ยังติดปัญหา เกี่ยวกับการออกประกาศกระทรวงการคลัง เนื่องจาก ล่าสุดรัฐบาลอยู่ในตำแหน่งรักษาการ ดังนั้นรมว.คลังจึงไม่สามารถเซ็นออกประกาศได้ในขณะนี้แต่คาดว่า เฟสแรกน่าจะเสร็จสมบูรณ์ และออกประกาศครบทุกด้านได้ไม่เกินไตรมาส 3 ปีนี้ส่วนการประเมินผล แผนแม่บทในเฟสแรก ที่ธปท.ได้ทำไปแล้วนั้นเช่นการผ่อนคลายเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของนิติบุคคล โดยผ่อนคลายโดยการยกเลิกการกำหนดเพดานเงินลงทุนที่100ล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งทำให้ทั้งนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา สามารถไปลงทุนได้อย่างไม่จำกัดวงเงิน การอนุญาตให้นักลงทุนไทยที่ทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยง จากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินลงทุนในต่างประเทศไว้แล้ว สามารถยกเลิกการป้องกันความเสี่ยงได้เสรี การขยายวงเงินในสถาบันการเงินในประเทศ สามารถกู้ยืม และให้กู้ยืมเงินบาท ให้กับ นักลงทุนต่างประเทศหรือผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศเป็น500ล้านบาท“ยอมรับว่าปัญหาทางการเมืองในประเทศ มีผลสำคัญ ต่อการตัดสินใจไปลงทุนต่างประเทศ เดิมธปท.คาดว่า ตัวเลขการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจ ออกไปลงทุนต่างประเทศ น่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า ตัวเลขเหล่านี้ลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากสถานการณ์ในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากหลายเรื่องเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับรัฐบาล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่มาตราการที่ธปท.สามารถทำได้ฝ่ายเดียว ต้องทำงานร่วมกันในหลายหน่วยงาน บางหน่วยงานก็ยังมีอะไรที่ไม่สามารถขับเคลื่อนได้”ส่วนแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายเฟสที่2 ธปท. ก็มีการพิจารณาแบบคู่ขนานกันไป กับเฟสแรก เนื่องจากต้นเหตุของการเกิดเฟส 2 ต้องมาจาก การผ่อนคลายเพิ่มเติมในเฟสแรก หรือมีความเกี่ยวเนื่องกับเฟสแรก ดังนั้นการเปิดแผนแม่บทเฟส2 จึงต้องมีกระประมวลผลเฟสแรกให้ชัดเจนก่อน ทั้งนี้ คาดว่า จะเห็นรูปแบบของเฟส 2ได้ปลายปี 57 นี้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.เดินหน้าแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้าย

  • กรอ.เร่งออกกฎหมายกำจัดซากอิเล็กทรอนิกส์

    กรอ.เร่งออกกฎหมายกำจัดซากอิเล็กทรอนิกส์

    นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดี กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทั้งกรอ. และกรมควบคุมมลพิษ ได้ให้ความสำคัญในการกำจัดซากซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ โดยกำลังผลักดันการออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ เนื่องจากขณะนี้การคัดแยกอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ฯ ตามบ้านเรือนคัดแยกโดยคนเก็บของเก่า หรือพวกซาเล้ง ทำให้การคัดแยกขยะอิเลคทรอนิกส์ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่ได้ และปัจจุบันขยะอิเลกทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความต้องการใช้ของประชาชน“ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลัง มีแนวคิดจะจัดเก็บภาษี โรงงานอุตสาหกรรม ของทีวีและกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลนั้น ขึ้นอยู่กับทางฝ่ายภาครัฐว่า จะมีแนวทางอย่างไร โดยหน้าที่ของกรอ. มีหน้าที่ในการหาวิธีวิธีในกำจัดซาก ฯของโรงงานอุตสาหกรรมให้ถูกวิธี เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ซาก ฯที่ยังไม่มีการดูแลจริงจังคือ ซากฯ จากบ้านเรือน หรือตามชุมชนต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะกำจัดไม่ถูกวิธี ก่อให้เกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะการขายต่อให้ซาเล้ง หรือทิ้งรวมกับขยะทั่วไป จากนั้นซาเล้งก็จะกำจัดซากดังกล่าว ด้วยการนำไปแยกชิ้นส่วนด้วยมือเช่น เผาสายไฟ หรือทุบแก้วจากจอภาพ หรือหลอดไฟ มีทั้งสารปรอทตะกั่วห ากกำจัดไม่ถูกวิธี จะทำให้สารพิษปนเปื้อน หรือแพร่กระจาย ทั้งคนทำ หรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่ข้างเคียง ทางกรอ.และกรมควบคุมมลพิษจึงต้องมาหาแนวทางในการกำจัดซากฯ ให้ถูกวิธี”ส่วนกฎหมายที่จะออกมาควบคุมการกำจัดซากฯให้ถูกวิธีนั้น ได้หารือกับกรมควบคุมฯ ว่าจะเป็นรูปแบบใดโดยสาระสำคัญ คือต้องให้บริษัทผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีส่วนรับผิดชอบในการกำจัดด้วย เช่นที่ต่างประเทศจะกำหนดจุดรับซื้อซากคืนส่วนในปัจจุบัน ซึ่งยังไม่มีกฎหมายมารองรับระหว่างนี้จะรณรงค์ให้เทศบาลต่าง ๆ หรือท้องที่ต่าง ๆ หาจุดรับทิ้งซากอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อไปจำกัดให้ถูกวิธีสำหรับปริมาณซากผลิตภัณฑ์อิเลกทรอนิกส์ฯ มีแนวโน้มเพิ่มอย่างต่อเนื่องโดยปี 56 มีปริมาณ 20.88 ล้านเครื่อง เช่นโทรศัพท์มือถือ– โทรบ้าน 9.14 ล้านเครื่องโทรทัศน์ 2.43 ล้านเครื่อง อุปกรณ์เล่นภาพ หรือเสียง ขนาดพกพา 3.3 ล้านเครื่อง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล 1.99 ล้านเครื่อง เครื่องแฟกซ์ 1.5 ล้านเครื่องเครื่องปรับอากาศ 7.1 แสนเครื่อง ตู้เย็น 8.72 แสนเครื่อง ส่วนการปี 57คาดว่า มีปริมาณซากฯ 22.08 ล้านเครื่อง ส่วนใหญ่เป็นโทรศัพท์มือถือ– โทรบ้าน 9.75 ล้านเครื่อง ปี 58 คาดว่า มี 23.23 ล้านเครื่อง ส่วนใหญ่เป็นโทรศัพท์มือถือ–โทรบ้าน 10.33 ล้านเครื่อง ปี 59 คาดว่า มีซากฯ 24.31 ล้านเครื่อง ส่วนใหญ่เป็นโทรศัพท์มือ–โทรบ้าน 10.90 ล้านเครื่องเช่นกัน บางส่วนก็ทำลายถูกวิธี บางส่วนก็ทำลายไม่ถูกวิธี

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กรอ.เร่งออกกฎหมายกำจัดซากอิเล็กทรอนิกส์

  • พ้นแล้งแต่ฝนล่า – รู้หลบ

    พ้นแล้งแต่ฝนล่า – รู้หลบ

    ฝนที่ฉํ่าช่วงวันที่ 5–7 พ.ค. ไม่ได้แปลว่า เข้าหน้าฝนแล้ว หรือ เป็นฝนหลงฤดูมาจากไหน แต่เป็นปกติที่จะมีความกดอากาศสูงลงมากระทบกับความร้อนแล้วเกิดพายุ กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายว่า ความกดอากาศสูงก้อนนี้ มาจากประเทศจีน แผ่ลงปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ในขณะเดียวกัน ก็มีคลื่นกระแสลมตะวันออก เคลื่อนจากทะเลจีนใต้ เข้าปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ เจอเข้าไป 2 เด้งแบบนี้ ความชื้นทางตะวันออกก็ชุก ส่งผลให้มีฝนเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ พอถึงวันที่ 8-11 พ.ค. ความกดอากาศสูงมีกำลังอ่อนลง ฝนจะลดลง อุณหภูมิสูงขึ้น อากาศร้อนยังอยู่คู่ฟ้าเมืองไทย ก็ใช่ว่าฝนจะเหือดหายไปในทันทีทางภาคเหนือ นอกจากเจออากาศร้อนตอนกลางวัน ก็ยังมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่ง ๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มากกว่าหน่อย จะมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ลมกระโชกแรงก็มีได้เป็นบางแห่ง กรุงเทพฯ ก็ไม่แคล้ว โอกาสเจอฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง มีถึงร้อยละ 20-30 กรมอุตุนิยมวิทยาบอกว่า ต้นเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงเปลี่ยนฤดูจากร้อนเป็นฝน อากาศจะแปรปรวน ร้อนอบอ้าวทั่วไป มีฝนฟ้าคะนองเป็นบางวัน คาดว่า ฤดูฝนปีนี้ จะเริ่มช้ากว่าปกติ ประมาณสัปดาห์ที่ 3–4 ของเดือนพฤษภาคม ปริมาณฝนรวม จะน้อยกว่าค่าปกติและน้อยกว่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะช่วงต้นฤดู แต่ช่วงปลายฤดูฝน ประเทศไทยตอนบน จะมีฝนใกล้เคียงค่าปกติ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความ ปัญหาความแห้งแล้ง จะพลิกกลับมาเป็นความชุ่มฉํ่าฉับพลัน แม้กรมชลประทาน จะถือว่า วันที่ 30 เม.ย. เป็นวันสิ้นสุดแผนการบริหารจัดการ นํ้าพืชฤดูแล้งไปแล้วก็ตามเพราะฤดูแล้งปีนี้ ลุ่มนํ้าเจ้าพระยาใช้นํ้าไปถึง 7,224 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากที่กำหนดไว้ 5,300 ล้าน ลบ.ม. หรือใช้เกินไปมากกว่า 1,900 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 136 เปอร์เซ็นต์ การเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ก็มีมากถึง 9.72 ล้านไร่ เกินเข้าไป 191 เปอร์เซ็นต์ของแผนฯที่วางไว้ กรมชลประทานจะเริ่มส่งนํ้าเข้าในพื้นที่ต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค. เป็นต้นไป แต่ก็ต้องบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสภาวะฝนที่ตกลงมาด้วย เพื่อไม่ให้เกิดภาวะนํ้าท่วมขัง และระบายได้สะดวก เห็นฝนตั้งเค้ามา ไม่ได้หมายความจะใช้กันฟุ่มเฟือยได้นะ. หยาดน้ำฟ้า

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พ้นแล้งแต่ฝนล่า – รู้หลบ