เดือน: พฤษภาคม 2014

  • บทเรียนประชานิยม ด้านพลังงานจากอินโดนีเซีย – พลังงานรอบทิศ

    บทเรียนประชานิยม ด้านพลังงานจากอินโดนีเซีย – พลังงานรอบทิศ

    อินโดนีเซียเคยเป็นประเทศสมาชิกในกลุ่มโอเปก ส่งออกน้ำมันดิบไปขายต่างประ เทศ แต่ด้วยนโยบายประชานิยมด้านพลังงานที่รัฐบาลดำเนินการติดต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยการกำหนดราคาน้ำมันที่ขายในประเทศให้ต่ำกว่าราคาในตลาดโลก และรัฐบาลใช้เงินงบประมาณมาอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้เกิดการใช้น้ำมันอย่างสิ้นเปลืองและไร้ประสิทธิภาพ จนทำให้อินโดนีเซียต้องกลายเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิ (net oil importer) เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2004 (พ.ศ. 2547) และต้องลาออกจากการเป็นประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปกในที่สุด นอกจากนโยบายประชานิยมด้านพลังงานจะทำให้คนอินโดนีเซียใช้น้ำมันอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่มีประสิทธิภาพ จนทำให้ประเทศเปลี่ยนจากผู้ส่งออกพลังงานมาเป็นผู้นำเข้าพลังงานแล้ว นโยบายประชานิยมด้านพลังงาน (พลังงานราคาถูกและการอุดหนุนราคาพลัง งาน) ยังทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอย่างมหาศาลในการอุดหนุนราคาพลังงาน ทำให้เป็นภาระต่องบประมาณเป็นอย่างสูง จนเกิดปัญหาการขาดดุลทางการคลังเรื้อรัง ส่งผลถึงค่าเงินให้อ่อนค่าลง และกระทบถึงอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องคงไว้ในระดับสูงเพื่อต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อ และดึงเงินทุนให้ไหลเข้าประเทศ ในแต่ละปีรัฐบาลอินโดนีเซียต้องใช้เงินถึง 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในการอุดหนุนราคาพลังงาน ซึ่งจะปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และค่าเงินของอินโดนีเซียที่มีค่าอ่อนลง โดยในปี ค.ศ. 2008 ภาระการอุดหนุนราคาน้ำมันของอินโดนีเซียมีมูลค่าสูงเท่ากับ 2.8% ของ GDP ซึ่งนับว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุด เพราะปีนั้นราคาน้ำมันโลกขึ้นไปสูงที่สุดถึง 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัจจุบันอยู่ที่ 2.2% ของ GDP (ปีค.ศ. 2011) ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของนโยบายประชานิยมด้านพลังงานก็คือ การทำให้ประชาชนเสพติดการบริโภคพลังงานในราคาถูก อินโดนีเซียเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ เพราะถึงแม้ว่ารัฐบาลจะรับรู้ถึงปัญหาและอันตรายที่ประเทศชาติกำลังเผชิญหน้าอยู่เป็นอย่างดีก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะการปรับราคาพลังงานให้สูงขึ้นเพื่อลดภาระการอุดหนุน กลายเป็นเรื่องทางการเมือง และได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชน รัฐบาลอินโดนีเซียมีความพยายามที่จะปรับราคาน้ำมันหลายครั้ง โดยในปี ค.ศ. 1997 (หลังวิกฤติการณ์ทางการเงินในเอเชีย) รัฐบาลได้ประกาศขึ้นราคาเชื้อเพลิงขึ้นไป 25-71% แล้วแต่ชนิดของเชื้อเพลิง ปรากฏว่าถูกต่อต้านจากประชาชนสูงมากจนเกิดจลาจลไปทั่วประเทศ และนำมาซึ่งการโค่นล้มประธานา ธิบดีซูฮาร์โตในที่สุด ล่าสุดอินโดนีเซียประสบความสำเร็จในการปรับราคาน้ำมันในประเทศหลังจากล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง โดยรัฐบาลของประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน สามารถปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศได้ในอัตราเฉลี่ย 70-40% เพื่อลดเงินอุดหนุนจากรัฐบาล อันเป็นภาระหนักต่องบประมาณแผ่นดิน และทำให้อินโดนีเซียเกิดปัญหาภาวะการขาดดุลทางการคลังมาอย่างยาวนาน จนค่าเงินอ่อนค่าลงตลอดเวลา ทั้ง ๆที่มีเงินทุนไหลเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก การขึ้นราคาน้ำมันอย่างรุนแรงและกะทันหันเพราะมีการตรึงราคาเอาไว้อย่างยาว นานและต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริง จึงสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวอินโดนีเซียอย่างมาก ซึ่งคนไทยควรพึงสังวรณ์ไว้ให้จงหนักที่จะไม่ตกไปอยู่ภายใต้วังวนของนโยบายประชานิยมด้านพลังงานที่กำลังประโคมโหมกันอยู่ในขณะนี้ภายใต้คำพูดสวยหรูว่า “ปฏิรูปพลังงาน” ที่ไม่ยั่งยืน !!!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บทเรียนประชานิยม ด้านพลังงานจากอินโดนีเซีย – พลังงานรอบทิศ

  • ประกาศผลดีแทคแอคเซอเลเรท  5ทีมสุดท้าย

    ประกาศผลดีแทคแอคเซอเลเรท 5ทีมสุดท้าย

    วันนี้(28 พค.57) ที่ดีแทคเฮ้าส์อาคารจามจุรีสแควร์   ดีแทคจัดแถลงข่าวการประกาศผลการเ­ข้ารอบ5ทีมสุดท้ายในโครงการ ดีแทค แอคเซอเลเรท  (dtac Accelerate )ได้โดยนายแอนดรู   ควอลเสท   ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย CorporateStrategy and Business Innovation  ดีแทค  กล่าวว่า โครงการ ดีแทค แอคเซอเลเรท ได้คัดเลือก5 ทีมสุดท้าย เพื่อก้าวเข้าสู่การอบรม อินเทนซีฟ บูท แคมป์ ซึ่งจะมีการติวเข้มตลอดระยะเวลา90 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการหน้าใหม่หรือสตาร์ทอัพก่อนเข้าสู่วันเดโมเดย์(Demo Day)ในเดือนสิงหาคมนี้ทั้งนี้ 5ทีมที่เข้ารอบแบ่งเป็นประเภท Acceleration  จำนวน 3ทีมคือ Anywheretoclaim ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับเจ้าของรถที่สามารถเคลมประกันได้อย่างรวดเร็ว ทีม FastinFlow แอพพลิเคชั่นเพื่อการวิจัยทางการตลาดที่สามารถทราบผลจากกลุ่มตัวอย่างนับพันรายภายในเวลา 1วัน และทีม Piggipo แอพพลิเคชั่น ที่จะช่วยบริหารจัดการเรื่องการใช้จ่ายบัตรเครดิตให้เป็นเรื่องง่าย  เช็คได้ตลอดเวลาว่าใช้เงินไปแล้วเท่าไรหมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายบัตรเครดิตเกินตัว ส่วนผู้เข้ารอบในประเภท Incubationมี2ทีม คือ ทีม Drivebot  ที่พัฒนาอุปกรณ์พร้อมเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นบนมือถือช่วยให้ผู้ใช้รถสามารถลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรถและการใช้น้ำมัน ช่วยให้คนใช้รถขับรถและดูแลรักษารถได้ดีขึ้น  และทีม Storylog เอนเตอร์เทนเม้นท์แพลตฟอร์มโซเชียล เน็ตเวิร์ค ของการเล่าเรื่องราวประทับใจ สุข เศร้า เหงา ซึ้งหรือเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ ให้เข้ามาเล่าได้ที่ Storylogอย่างไรก็ดีทีมนักพัฒนาแอพที่เข้ารอบ ทั้ง 5 ทีมจะได้รับ เงินลงทุนเริ่มต้นทีมละ 500,000- 1,500,000  บาทและได้เข้าร่วมเวิร์คช้อปโดยมีทีมที่ปรึกษาที่บินตรงมาจากซิลิคอนวัลเล่ย์ และในภูมิภาคเอเซีย  ได้รับโอกาสในการนำเสนอผลงานให้กับนักลงทุนชั้นนำในภูมิภาคเอเซียและในระดับโลกได้รับการสนับสนุนและให้คำปรึกษาทางด้านกฏหมายและการเงินจาก ไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอส์หรือ พีดับบลิวซี องค์กรที่ปรึกษาชั้นนำ พร้อมทั้งโอกาสในการเข้าร่วมโครงการ BlackboxConnect ที่ซิลิคอน แวลลี่ย์ สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 2สัปดาห์  และได้เดินทางไปนำเสนอผลงานกับหาบริษัทร่วมลงทุน ในสิงคโปร์และญี่ปุ่น  นอกจากนี้ดีแทคยังสนับสนุนการทำตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าดีแทครวมถึงลูกในเครือเทเลนอร์กรุ๊ปกว่า 150 ล้านคนทั่วโลก หลังจากนี้ดีแทคจะประกาศผลสุดยอดทีมผู้ชนะในวันเดโมเดย์(Demo Day) สิงหาคมนี้โดยมีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในวงการระดับโลกมาร่วมตัดสิน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ประกาศผลดีแทคแอคเซอเลเรท 5ทีมสุดท้าย

  • ไมโครซอฟท์ หนุน เอ็นจีโอไทยใช้ออฟฟิศ 365 ฟรี

    ไมโครซอฟท์ หนุน เอ็นจีโอไทยใช้ออฟฟิศ 365 ฟรี

    วันนี้ (28 พ.ค.) ที่อาคาร อาร์ซีอาร์ออลซีซั่นส์ เพลส ถนนวิทยุ นายฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดหาร บริษัทไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในโลกนี้มีคนใช้ไมโครซอฟท์ออฟฟิศมากกว่า 1พันล้านคน ทั้งนี้ จากการให้บริการ ออฟฟิศ 365 (Office365 )เป็นโซลูชั่นระบบคลาวด์ที่สามารถเสริมศักยภาพให้กับองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีข้อจำกัดในด้านทรัพยากรโดยผู้ใช้จะสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นออฟฟิศต่างๆ ได้ทุกที่ทุกเวลาและยังสามารถเข้าถึงอีเมล ปฏิทิน ระบบสื่อสารผ่านข้อความการประชุมทางไกลและการแก้ไขเอกสารผ่านคลาวด์อย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ ออฟฟิศ 365 ยังมีความปลอดภัยสูงสามารถปกป้องข้อมูลของทุกองค์กรได้ดี ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งโดยเฉพาะกับองค์กรที่ต้องทำงานกับข้อมูลผู้ป่วยหรือข้อมูลส่วนตัวของเด็กและเยาวชนทำให้องค์กรทำงานจากที่ใดก็ได้ที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต เข้าถึงเอกสารและไฟล์ข้อมูลโดยใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆของออฟฟิศผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีสมาร์ทโฟน หรือผ่านแท็บเล็ต สามารถสร้างเครือข่ายในการทำงานระหว่างกันได้ผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆของออฟฟิศอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไมโครซอฟท์ได้สนับสนุนการใช้งาน ออฟฟิศ 365 ฟรีให้กับองค์กรพัฒนาเอกชน(เอ็นจีโอ) ที่เป็นมูลนิธิหรือสมาคมต่างๆ กว่า 20 องค์กร โดยสภากาชาดไทยถือเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่ไมโครซอฟท์ให้การสนับสนุนเพราะการติดต่อประสานงานในเรื่องที่สำคัญ เช่น การติดต่อขออวัยวะ จำเป็นอย่างมากที่จะต้องใช้อีเมลที่มีความเสถียรสามารถเชื่อมั่นได้ว่าการสื่อสารจะไม่ล่าช้าหรือขาดตอนและมีผลต่อความเสี่ยงของชีวิตผู้ป่วย"ในด้านการใช้เทคโนโลยีคลาวด์ในกลุ่มองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรพบว่า การบริหารจัดการระบบไอทีที่ง่ายขึ้น 79% ค่าใช้จ่ายที่ลดลง 62%การประสานงานที่สะดวกรวดเร็ว 61% และความปลอดภัยของข้อมูล 54%" นายฮาเรซกล่าวสำหรับ การมอบโซลูชั่น ออฟฟิศ 365ให้แก่องค์กรพัฒนาเอกชนในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจตลอด30 ปีที่ผ่านมาโดยงบประมาณปีที่ผ่านมา สนับสนุนเงินทุนซอฟต์แวร์ และบริการ รวมกว่า 25,440ล้านบาท แก่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรกว่า 70,286 องค์กรใน 115 ประเทศทั่วโลกส่วนในประเทศไทย สนับสนุนซอฟต์แวร์รวมประมาณ 64 ล้านบาทแก่องค์กรพัฒนาเอกชน 430องค์กร นับตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา ทั้งนี้องค์กรพัฒนาเอกชนที่มีความประสงค์จะสมัครขอรับ ออฟฟิศ 365ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการสนับสนุนซอฟต์แวร์ได้ที่ www.techsoup.asia/th ด้าน นายพรชัย ทิมปาวัฒน์ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สภากาชาดไทย กล่าวว่าสภากาชาดไทยมีเครือข่ายทุกจังหวัดการประสานงานจะต้องใช้เทคโนโลยีที่ลิงค์การประชุมคณะกรรมการทั้งการจัดซื้อการหารรือทั้ง 76 จังหวัดโดยเมื่อมีเทคโนโลยีดังกล่าวก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาส่วนกลางสามารถประหยัดการเดินทางมากขึ้น โดยระบบนี้ทำให้ผู้ใช้งานกว่า 3พันคนของสภากาชาดไทยได้ใช้งานอย่างสะดวกสบายและรวดเร็วยิ่งขึ้น“สำหรับเจ้าหน้าที่ของสภากาชาดไทยแล้วการติดต่อประสานงานในเรื่องที่สำคัญ เช่น การติดต่อขออวัยวะจำเป็นอย่างมากที่จะต้องใช้อีเมล ดังนั้น เราจึงต้องการระบบอีเมลที่มีความเสถียรสามารถเชื่อมั่นได้ว่า การสื่อสารจะไม่ล่าช้าหรือขาดตอนเพราะนั่นอาจหมายถึงความเสี่ยงต่อชีวิตของผู้ป่วยเลยทีเดียว” นายพรชัยกล่าว

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไมโครซอฟท์ หนุน เอ็นจีโอไทยใช้ออฟฟิศ 365 ฟรี