แม้วงการสตาร์ตอัพหรือผู้ประกอบการหน้าใหม่ด้านเทคโนโลยีของไทยจะตื่นตัวอย่างมากในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาเนื่องจากจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น แต่การจะประสบความสำเร็จบนถนนสายนี้มีไอเดียดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยเรื่องเงินทุนตั้งต้น การวางแผนธุรกิจ การทำตลาด เพื่อให้เกิดรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจจะเดินไปได้อย่างยั่งยืน การได้รับการบ่มเพาะในเรื่องเทคโนโลยีพร้อมกับเรื่องการทำธุรกิจจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่หลายเวทีให้ความสำคัญ ซึ่ง “โครงการทรู อินคิวบ์” ที่เป็นโปรแกรมบ่มเพาะผู้ประกอบการไทยด้านเทคโนโลยีของกลุ่มทรู ก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ โดยเฉพาะการคัดเลือกทีมสตาร์ตอัพที่มีแววและผลงานโดดเด่นไปเรียนรู้การทำงานและนำเสนอแผนธุรกิจกับ 500 Startups โปรแกรมสร้างธุรกิจสตาร์ตอัพชั้นนำของโลกที่ซิลิคอน วัลเล่ย์ สหรัฐอเมริกา เมื่อเร็ว ๆ นี้ทาง “โครงการทรู อินคิวบ์” รุ่น 2 ก็ได้ประกาศผล 5 ทีมสุดท้ายที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว โดยหวังให้เดินรอยตามรุ่นพี่ในโครงการรุ่นที่ 1 ซึ่งแต่ละทีมได้พัฒนาผลงานออกสู่ตลาดดำเนินธุรกิจจนมีรายได้กลับเข้ามาแล้ว นายปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ผู้อำนวยการบริหาร ทรู อินคิวบ์ กล่าวว่า กลุ่มทรูต้องการเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัพคนไทยที่มีไอเดียสร้างสรรค์ ได้สร้างธุรกิจให้เป็นจริง เพื่อยกระดับระบบนิเวศ (Ecosystem) ของกลุ่มผู้ประกอบการไทยให้ดียิ่ง สร้างสังคมและเศรษฐกิจของไทยให้สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ โดยที่กลุ่มทรูไม่ได้คาดหวังในเรื่องจะต้องสร้างรายได้กลับเข้ามาเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งในรุ่นที่ 2 มีกลุ่มคนในวงการสตาร์ตอัพ นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด สมัครเข้าร่วมโปรแกรมกว่า 100 ทีม และมีการนำเสนอแผนธุรกิจหลากหลายด้านไม่ว่าจะเป็น อีคอมเมิร์ซ โซเชียล เน็ตเวิร์ก การศึกษา การเงินและบัญชี ฯลฯ โดย 5 ทีมสุดท้ายประกอบด้วย 1.ทีม Course Square ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอีเลิร์นนิ่ง สำหรับองค์กร เพื่อใช้อบรมติดตามผลและการวัดผลของพนักงานในองค์กร คิดค้นโดยกลุ่มนักศึกษาและอดีตอาจารย์ของมหาวิทยาลัยมหิดล 2.ทีม Hankster แอพพลิเคชั่นที่ใช้สำหรับการแฮงก์เอาต์หรือจับคู่และหา เพื่อนใหม่เป็นกลุ่มครั้งละ 3 คน ผลงานของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี 3.ทีม Puun โซลูชั่นสำหรับสำนักงานบัญชีและธุรกิจที่ช่วยแปลงข้อมูลตัวเลขที่เข้าใจยากให้เป็นกราฟิก ผลงานของนักบัญชีที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง และ 4.ทีม Hola แอพพลิเคชั่นแชตที่พัฒนาบนระบบแผนที่ผู้ใช้สามารถสร้างอวตารเป็นตัวแทนในโลกเสมือนจริงได้ ผลงานของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี และ 5.ทีม Vetside โซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับสัตวแพทย์เพื่อใช้เป็นช่องทางแลกเปลี่ยนความรู้ในการรักษาสัตว์ต่าง ๆ มีเป้าหมายให้ เป็นแหล่งรวมความรู้เรื่องสัตว์ที่ใหญ่สุดในประเทศไทย พัฒนาโดยสัตวแพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “สตาร์ต อัพรุ่น 1 ที่ผ่านมา ถือว่ามีคุณภาพใช้ได้มีทั้งเก่งมากและที่ต้องเข้าไปดูแลใกล้ชิดแต่สุดท้ายก็พัฒนาผลงานออกสู่ตลาดได้ สำหรับรุ่น 2 ได้ใช้เกณฑ์พิจารณาจากคุณภาพของทีม ไอเดีย มูลค่าเพิ่มที่ทรูจะสามารถเข้าไปเพิ่มเติมให้ได้โดยวางแผนเข้าไปช่วยดูด้านธุรกิจตั้งแต่แรกเลยให้สามารถตั้งต้นได้เร็วเพื่อจะได้มีโอกาสประสบความสำเร็จในตลาดไทยและต่างประเทศได้เร็ว” นายอมัจจ์ สุวรรณรัตน์ ตัวแทนจากทีม Hankster กล่าวว่า ผลงานของทีมเป็นแอพพลิเคชั่นเพื่อใช้พบปะและสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ ๆ เป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน โดยมีแนวคิดมาจากปัจจุบันจำนวนคนโสดเพิ่มมากขึ้นเนื่องด้วยภารกิจการงาน หรืออาจเป็นคนขี้อาย การจะเริ่มติดต่อสร้างความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามอาจจะเป็นเรื่องยาก การไปใช้บริการเว็บไซต์หาคู่ก็มีราคาแพง การจะออกเดทกับคนที่เจอพูดคุยออนไลน์ ก็เสี่ยงเรื่องความปลอดภัย จึงคิดแอพนี้เพื่อเป็นตัวกลางและคัดกรองคนในการจัดแฮงก์เอาต์ให้กับผู้สนใจและเพื่อนเป็นกลุ่มละ 3 คน พร้อมติดต่อสถานที่ที่ร้านอาหารต่าง ๆ ให้พบปะพูดคุย โดยคิดค่าบริการคนละ 500 บาท พร้อมเครื่องดื่ม 1 แก้ว โดยจะเริ่มใน กทม. ก่อนขยายไปยังต่างจังหวัด อีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจสำหรับคนรักสัตว์ คือทีม Vetside โดย นายสัตวแพทย์ ธนพัฒน์ สุขวิสุทธิ์ ตัวแทนทีม กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ คือ สัตวแพทย์ 1 คน ไม่ได้เชี่ยวชาญในการรักษาสัตว์ทุกประเภท ถ้าเกิดกรณีที่ต้องรักษาสัตว์ชนิดที่ไม่ได้เชี่ยวชาญอาจจะเกิดปัญหาในการรักษาได้ จึงเกิดแนวคิดพัฒนาโซเชียล เน็ตเวิร์ก เพื่อใช้เป็นคลังความรู้และแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลของสัตวแพทย์เพื่อใช้ในการรักษาสัตว์ โดยมีลักษณะคล้าย ๆ กับวิกิพีเดีย และเฟซบุ๊ก รวมกัน ภายในจะมีฟีเจอร์ ถาม-ตอบ เพื่อให้สัตวแพทย์เข้ามาฝากคำถามและเข้ามาตอบ คลังความรู้ที่รวมบทความต่าง ๆ เกี่ยวกับการรักษาสัตว์ คอมมูนิตี้ใช้เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การรักษาของสัตวแพทย์ นอกจากนี้ในอนาคตจะพัฒนาให้สามารถเชื่อมข้อมูลของสัตว์เลี้ยงกับโรงพยาบาลสัตว์เพื่อใช้ดูข้อมูลการรักษาต่าง ๆ ได้ “ตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยที่ไม่รวมปศุสัตว์มีประมาณ 5-8 ล้านตัว ซึ่งค่าใช้จ่ายมากกว่า 50% จะเป็นค่าดูแลรักษา ซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่ ซึ่งการหารายได้ในช่วงแรกจะมาจากสปอนเซอร์ และโฆษณา จากนั้นในเฟสต่อไปมีแผนจะเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าใช้งานได้ด้วย” เป็นการตั้งต้นได้อย่างดีของทั้ง 5 ทีม ซึ่ง เวลา 99 วัน ในการเข้าบูต แคมป์ (Boot Camp) ถือเป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่สำคัญในการเข้าอบรมและพัฒนาผลงานให้ออกสู่ตลาดและดำเนินธุรกิจได้จริง. จิราวัฒน์ จารุพันธ์ JirawatJ@dailynews.co.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ทรู อินคิวบ์ รุ่น 2’ สร้างสตาร์ตอัพหน้าใหม่ – ฉลาดสุดๆ
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

‘ทรู อินคิวบ์ รุ่น 2’ สร้างสตาร์ตอัพหน้าใหม่ – ฉลาดสุดๆ
-

ค่ายมือถือยันแผ่นดินไหว ไม่กระทบการให้บริการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีแผ่นดินไหวซึ่งมีศูนย์กลางที่จังหวัดเชียงราย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) เปิดเผยข้อมูลว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อเครือข่ายทรูมูฟเอช ลูกค้ายังสามารถใช้งานได้ตามปกติ โดยมีปริมาณการใช้งานทรูมูฟเอช ทั้งโทร และดาต้า เพิ่มสูงมากกว่าปกติ ประมาณ 20% ช่วง30 นาทีหลังเกิดเหตุ นอกจากนี้บริษัทได้เตรียมแผนรองรับในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นกรณีเกิดอาฟเตอร์ช๊อค ทั้งจัดเตรียมรถสถานีเครือข่ายเคลื่อนที่ เพื่อเข้าถึงพื้นที่ และได้เตรียมสถานีเครือข่ายสำรองเพื่อเตรียมพร้อมสลับเส้นทางการเชื่อมโยง (reroute) ทันทีที่มีสถานีเครือข่ายเกิดเหตุฉุกเฉิน และ จัดเตรียมรถเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเคลื่อนที่ไว้ ณ สถานีฐานเพื่อใช้ในกรณีเกิดไฟฟ้าดับอีกทั้งมีทีมวิศวกรเฝ้าติดตามเหตุที่เชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงตลอด 24 ชั่วโมง ด้านบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเอไอเอส ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นตัวชุมสาย สถานีฐาน ระบบไฟฟ้า หรือ ระบบสื่อสัญญาณไฟเบอร์ออพติค อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าว ประชาชนมีการโทรเข้าไปยังพื้นที่ จ.เชียงราย และ เชียงใหม่ ในปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าปรกติ จึงส่งผลให้การโทรออก หรือ รับสาย ค่อนข้างยาก ซึ่งบริษัทฯได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ของเครือข่ายอย่างใกล้ชิด และขยายความสามารถในการรองรับ หรือ แก้ปัญหาการใช้งานที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา โดยขณะนี้การใช้งานได้เริ่มทยอยกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ค่ายมือถือยันแผ่นดินไหว ไม่กระทบการให้บริการ -

งัดดอกเบี้ย 0% ช่วยลูกค้าช่วงเปิดเทอม
น.ส.สุดาพร จันทร์วัฒนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจสินเชื่อบุคคล บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี เปิดเผยว่า ยังไม่มีนโยบายปรับเปลี่ยนเป้าหมายของยอดสินเชื่อบุคคลในปีนี้ใหม่ แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เนื่องจากเห็นว่าสินเชื่อบุคคลยังสามารถเติบโตได้อีก และที่ผ่านมายังไม่ได้รับผลกระทบเศรษฐกิจชะละตัว โดยเฉพาะสินเชื่อพร้อมใช้ หรือแคชรีโวล์ฟ เพราะตอบโจทก์ลูกค้าได้ดีกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีการชำระค่างวดแบบคงที่นอกจากนี้ยังไม่ได้ปรับเงื่อนไขลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อ โดยคงรายได้ขั้นต่ำไว้ที่ 10,000 บาทต่อเดือน เหมือนเดิม ขณะที่วงเงินการให้สินเชื่อเฉลี่ยให้อยู่ที่ 2-3 เท่าของรายได้ ซึ่งลูกค้ารายเก่าบริษัทจะปรับเพิ่มวงเงินทุกปีอยู่แล้วพิจารณาจากพฤติกรรม การใช้จ่ายและการผ่อนชำระของลูกค้า อย่างไรก็ตามการใช้จ่ายของลูกค้าเฉลี่ย 9,000-10,000 บาทต่อเดือนถือว่าอยู่ในระดับทรงตัว แสดงให้เห็นว่าลูกค้ามีวินัย มีการใช้จ่ายตามความจำเป็นมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมาทั้งนี้ในช่วงเปิดเทอมได้จัดแคมเปญ “คะแนนแบ่งเบา แลกแทนดอกเบี้ย 0% นาน 2 รอบบัญชี” ให้กับสมาชิกสินเชื่อพร้อมใช้ “เคทีซี แคช รีโวล์ฟ” เพียงใช้คะแนนสะสม 100 คะแนน แทนดอกเบี้ย 0% ได้ 1 รอบบัญชี หรือใช้คะแนนสะสม 200 คะแนน แทนดอกเบี้ย 0% ได้นาน 2 รอบบัญชีสำหรับยอดเงินโอนเข้าบัญชีขั้นต่ำทุก 1,000 บาทและรับเงินโอนเข้าบัญชีตามธนาคารที่ต้องการ ภายใน 2 วันทำการ หลังจากการอนุมัติ ซึ่งเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย.นี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : งัดดอกเบี้ย 0% ช่วยลูกค้าช่วงเปิดเทอม