เดือน: พฤษภาคม 2014

  • การแปรรูป ปตท. ให้พ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ – พลังงานรอบทิศ

    การแปรรูป ปตท. ให้พ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ – พลังงานรอบทิศ

    ผู้ที่เห็นด้วยให้เหตุผลว่านอกจากจะเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับปตท.แล้ว ยังเป็นการป้องกันการแทรกแซงการบริหารจากนักการเมืองอย่างได้ผลมากที่สุด เพราะเป็นการปลด ปตท.ออกจากการควบคุมโดยนักการเมืองอย่างสิ้นเชิง และการตัดสินใจดำเนินการในเรื่องใด ๆ ต้องเป็นไปตามเหตุผลในเชิงธุรกิจ และขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบอร์ดและผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง  ในขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนั้น ก็มองว่า ปตท.เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ควรดำรงอยู่ในฐานะรัฐวิสาหกิจอยู่ต่อไป เพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐในการสนองนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องของความมั่นคงด้านพลังงาน ที่ผ่านมารัฐได้สนับสนุน ปตท.จนขยายกิจการได้ใหญ่โตมากมาย ไม่ควรแปรรูปให้เอกชนได้รับประโยชน์ไปทั้งหมด   ส่วนการแทรกแซงจากนักการเมืองนั้น ให้หาทางแก้ไขโดยกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติในการแต่งตั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นก็จะเป็นทางออกที่ดี  จะเห็นว่าประเด็นโต้แย้งที่สำคัญในเรื่องการแปรรูป ปตท.ว่าจะแปรรูปสุดซอยหรือไม่นั้น นอกจากเรื่องประสิทธิภาพในการแข่งขันแล้ว ยังมีเรื่องการเป็นเครื่องมือสนองนโยบายของรัฐ และการแทรกแซงจากนักการเมืองเป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณา มีการถกเถียงกันมากว่า ในการปฏิรูปพลังงานไทย ควรจะแปรรูป ปตท.ให้พ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจเลยดีไหม (หรือที่เรียกกันว่าแปรรูปสุดซอย เพราะทุกวันนี้แปรรูปเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ยังไม่สุดซอย) ซึ่งเรื่องนี้มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในเรื่องนี้ผมมีความเห็นว่า ถ้าเราต้องการประสิทธิภาพและต้องการการแข่งขัน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแปรรูป ปตท.ให้สุดซอย แต่ก่อนทำเช่นนั้นรัฐบาลต้องถอดสิทธิพิเศษต่าง ๆ รวมทั้งสิทธิผูกขาดของ ปตท.ในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติออกให้หมด เพื่อให้ ปตท.มีฐานะเหมือนผู้ประกอบการทั่วไป แล้วแปรรูป ปตท.ให้สุดซอย เพื่อให้ไปแข่งขันกับผุู้ประกอบการด้านพลังงานรายอื่น ๆ ให้เต็มที่ แต่ถ้ารัฐยังคงต้องการ ปตท.ไว้ในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติและต้องการใช้ปตท.เป็นเครื่องมือสนองนโยบายพลังงานในบางด้าน โดยเฉพาะความมั่นคงด้านพลังงาน ผมก็เสนอให้รัฐถือหุ้นใน ปตท.เท่าที่จำเป็น โดยอาจจะเป็น Golden Share ที่รัฐสามารถใช้สิทธิยับยั้งการกระทำใด ๆ ที่รัฐบาลไม่เห็นด้วยได้ ส่วนการแต่งตั้งผู้บริหารหรือบอร์ดนั้นจะต้องเป็นไปตามมติของผู้ถือหุ้นซึ่งมิใช่รัฐ เพราะรัฐจะไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อีกต่อไป แต่ในกรณีนี้ สิทธิพิเศษบางประการในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาจยังคงมีอยู่ เช่นสิทธิที่จะได้เป็นตัวแทนของรัฐในการรับซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำรวจและขุดพบในประเทศก่อนผู้อื่นในราคาตลาด เป็นต้น แต่สิทธิผูกขาดอื่น ๆ เช่นสิทธิในการใช้ท่อก๊าซ หรือสิทธิในการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติแต่เพียงผู้เดียวก็ต้องยกเลิกไปครับ ถ้าทำได้อย่างนี้ ผมคิดว่าการแปรรูป ปตท.สุดซอยก็ไม่น่ามีปัญหาครับ!!!. 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การแปรรูป ปตท. ให้พ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ – พลังงานรอบทิศ

  • ลูกค้าแห่ทิ้งใบจองคอนโดฯ ลางร้าย!อสังหาริมทรัพย์ไทย

    ลูกค้าแห่ทิ้งใบจองคอนโดฯ ลางร้าย!อสังหาริมทรัพย์ไทย

    ผ่านพ้นไตรมาสแรกของปีม้า ใช่ว่า…มีแต่ข่าวคราวของผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น ที่หนีตาย ไม่ว่าจะเป็นการชะลอหรือปรับลดการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ ๆ แต่! เวลานี้ ได้เริ่มเห็นสัญญาณของผู้บริโภค…ที่กำลังหนีตายกันมากขึ้นเรื่อย ๆ  เพราะบรรดาผู้ที่จองซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม เริ่มมีอาการ ทั้งการทิ้งเงินดาวน์  ทั้งการเลื่อนการรับโอนในโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ  ยิ่ง…มีการทิ้งเงินจอง เลื่อนรับโอน หรือกระทั่งไม่รับโอนมากขึ้นเท่าใด ยิ่ง…เป็นสัญญาณอันตรายของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่อาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ที่ทำให้ธุรกิจอสังหาฯ ทรุดลงไปได้ง่าย ๆ ทันที  สิ่งเหล่านี้…ไม่ใช่สัญญาณใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น!  แต่ทุกอย่างเป็นไปตามผลกระทบจากลูกโซ่ลูกแรก…มาสู่ลูกโซ่ลูกสุดท้าย ที่เริ่มต้นจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง การชุมนุมทางการเมืองที่ยาวนาน และไม่มีวี่แววว่าจะยุติโดยเร็ว ทำให้ทุกฝ่ายไม่มั่นใจ ไม่มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการค้า การลงทุน โดยฟากฝั่งของนักลงทุนก็ไม่กล้าลงทุน ด้านผู้บริโภคก็ไม่กล้าซื้อของที่ต้องผูกพันระยะยาว ทำให้กำลังซื้อหดลง ขณะที่ผู้ประกอบการก็กล้า ๆ กลัว ๆ และส่วนใหญ่เลือกที่จะชะลอการลงทุนออกไปก่อน ยิ่งทำให้ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่แล้ว กลับถดถอยลงไปอีก ท่ามกลางภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น จากค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ขณะที่รายได้ของประชาชนแม้จะมีค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเข้ามาช่วย แต่สินค้า ค่าครองชีพสารพัดกลับแพงขึ้นมากกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น นั่นเท่ากับว่า ต้องใช้เงินมากขึ้น จึงมีผลทำให้ความสามารถในการชำระเงินลดลงไปด้วย  ทำให้บรรดานายแบงก์ที่เคยเจ็บตัวหนักจากวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 40 ต้องเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น เพราะไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเข้าอีก   เมื่อกู้เงินไม่ผ่าน… แถมยังหาช่องทางจากการขายทำกำไรจากใบจองซื้อคอนโดฯ ไม่ได้ ก็ต้องถอย!!  ซึ่งขณะนี้คอนโดฯ ในต่างจังหวัดหลายพื้นที่ เริ่มเกิดภาวะล้นตลาด และขายได้ยากขึ้น จากบรรยากาศที่ไม่เอื้ออำนวย และราคาที่ดินปรับลดลงไปมาก หลังพ.ร.บ.เงินกู้ฯ  2 ล้านล้านบาทไม่ผ่าน แม้จะเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงไปมากแล้วก็ตาม   ขณะที่ลูกค้าที่ต้องการซื้อบ้านอย่างแท้จริง ยังมีเหตุให้ต้องทิ้งเงินดาวน์ หรือขายใบจองไปบ้าง เพราะกู้เงินธนาคารไม่ผ่าน บางกลุ่ม..ผ่อนดาวน์ไม่ไหวจริง ๆ จากสภาพเศรษฐกิจที่แย่ลง ทำให้ผู้ซื้อเริ่มมีปัญหาการใช้จ่ายเกิดขึ้น แม้เวลานี้หนี้เสียหรือเอ็นพีแอลของสถาบันการเงินยังไม่เพิ่มขึ้น ถือเป็นเรื่องดี แต่…จากนี้ไปเกรงว่าสภาพคล่องในระบบอาจเริ่มมีปัญหา!  แม้ว่าปัญหาการทิ้งเงินดาวน์ อาจยังไม่น่าเป็นห่วงมากนักในช่วงที่ผ่านมา เพราะส่วนใหญ่การซื้อคอนโดฯ ยังเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงสัดส่วนสูงถึง 60% แต่ภาวะตลาดปัจจุบัน ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะผู้ที่ซื้อเพื่ออาศัยจริงนั้น ชะลอการซื้อออกไป ขณะที่ในส่วนของนักเก็งกำไรสัดส่วน 20%  แทบล้มหายตายจาก เห็นได้จากไตรมาสแรกที่ผ่านมา แทบขายใบจองไม่ออก ซึ่งมีบางส่วนที่รับซื้อไว้เอง แต่บางส่วนก็ทิ้งเงินดาวน์ไป โดยเฉพาะโครงการที่รับวางดาวน์ต่ำ เป็นโครงการขนาดใหญ่ ใช้เวลาก่อสร้างนาน รวมทั้งโครงการที่มีแคมเปญลด แลก แจก แถมมากเกินไป หรือราคาไม่สูงนัก และมีกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าระดับล่าง ที่มีราคาขายต่ำกว่าตารางวาละ 60,000 บาท แต่อีกส่วนหนึ่งนั้น ไม่ได้เกิดจากพิษความวุ่นวายทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เพราะมีสินค้าเข้าสู่ตลาดจำนวนมากด้วยในปี 56 ที่ผ่านมา ทำให้ผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น แต่ท้ายที่สุด หน่วยเหลือขาย ที่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้นั้น จะกลับมาเป็นของผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับภาระการขายต่อไป สัญญาณที่ชัดเจนทยอยส่งออกมา ตั้งแต่จำนวนลูกค้าที่เข้าเยี่ยมชมโครงการบ้าน คอนโดฯ น้อยลงไปเรื่อย ๆ  บางพื้นที่ บางประเภทโครงการแทบจะไม่มีผู้เข้าชม ส่งผลให้ยอดจองซื้อใหม่ กลับลดลงอย่างมาก การจัดกิจกรรมก็น้อยลงไปด้วย เพราะทำไปก็สูญเปล่า ในเมื่อผู้บริโภคไม่มีอารมณ์จะซื้อ ที่สำคัญ เมื่อถึงวันที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ แต่ลูกค้าที่หวั่นไหวกับรายได้ในอนาคตโดยเฉพาะนักเก็งกำไรคอนโดฯ ก็ชะลอการโอน หรือทิ้งเงินดาวน์ ไม่ยอมโอน ทำให้เจ้าของโครงการไม่ได้รับเงินตามแผน เรียกได้ว่า… วันนี้ “วิกฤติการเมือง” กระทบธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ยอดขาย รายได้ การจ้างงาน และย้อนกลับมามีผลกับยอดขายอีกรอบแล้ว  และปัญหายอดจองสูง แต่ยอดโอนต่ำ เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ผู้ประกอบการปรับเพิ่มสัดส่วนเงินดาวน์ให้สูงขึ้นเท่าตัว จากเดิมที่ดาวน์ต่ำเพียง 5% ของราคาห้องชุด เพิ่มเป็น 10-30% เพื่อป้องกันปัญหาแบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ  กว่าระบบนี้จะเข้าที่คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่ระหว่างนี้ ลูกค้าต้องจ่ายเงินดาวน์มากขึ้น ส่งผลกระทบทำให้ตลาดคอนโดฯ ซึ่งปัจจุบันแข่งขันกันรุนแรงอยู่แล้ว และหลายทำเลเริ่มล้นตลาด ชะลอตัวเพิ่มขึ้นอีก เพราะลูกค้าจำนวนมากยังมีรายได้ค่อนข้างจำกัด ไม่สามารถแบกรับภาระเงินดาวน์ที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่เจ้าของโครงการทำได้ดีที่สุดในเวลานี้ นั่นคือ ต้องสำรองเงินสดไว้ พร้อมทั้งเตรียมหาแหล่งเงินทุนสำรอง ชะลอการซื้อที่ดินแปลงใหม่ออกไป หรือซื้อเฉพาะที่จำเป็น ปรับแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ และก่อสร้างเฉพาะในส่วนที่มีคำสั่งซื้อแล้วก่อนเท่านั้น ส่วนรายเล็กคงต้องหยุดกิจการชั่วคราวไปก่อน แม้ว่าขณะนี้ภาวะทางเศรษฐกิจไทยจะยังแข็งแรงดีอยู่ แต่หากยังต้องอยู่นิ่ง ๆ แบบนี้ไปอีก 4-5 เดือน ก็เชื่อว่า จะบั่นทอนทำให้ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่สะสมไว้นั้นจะค่อย ๆ หายไป ค่อย ๆ อ่อนแอลงเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจบริหารงานเต็มร้อยเข้ามาบริหารงาน. ณัฐธินี มณีวรรณ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลูกค้าแห่ทิ้งใบจองคอนโดฯ ลางร้าย!อสังหาริมทรัพย์ไทย