ไม่ขี้เหร่เลยสำหรับแท็บเล็ตราคาประมาณ สามพันกว่าบาท ของเอเซอร์ รุ่น อิโคเนีย วัน 7 (Iconia One 7 ) เมื่อเทียบสเปก และกับราคา และบริการหลังการขายที่จะได้จากผู้ผลิตรายใหญ่ ๆ แท็บเล็ต อิโคเนีย วัน 7 ของเอเซอร์รุ่นนี้ มีขนาดหน้าจอ ระบบสัมผัส 7 นิ้ว ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.2 เจลลีบีน หน่วยประมวลผล 1.5 กิกะเฮิรตซ์ ดูอัลคอร์ คอร์เท็กซ์ เอ 9 ดีดีอาร์ 1 กิกะไบต์ เพิ่มหน่วยความจำได้อีก 32 กิกะไบต์ ตัวเครื่องไม่ถึงกับเบามาก ประมาณ 289 กรัม วัสดุบริเวณฝาหลังมีลวดลาย ทำให้รู้สึกกระชับมือ ไม่ลื่นหลุด จอขนาด 7 นิ้ว ได้ความคมชัดระดับหนึ่ง เป็นจอแบบดับเบิลยูเอสวีจีเอ ดูกลางแสงจ้าก็ยังชัด สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ กล้องถ่ายรูป มีมาให้ครบทั้งกล้องหน้า 0.3 เมกะพิกเซล ออกแบบมาให้ใช้ถ่ายเซลฟีได้ เวลาจะเปลี่ยนมาใช้งานกล้องหน้า ให้แตะที่จุดวงกลมด้านขวา จะมีไอคอนให้เลือกทั้งใช้งานกล้องหน้า เพื่อถ่ายเซลฟี หรือจะปรับค่าความสว่าง ถ่ายเสร็จเลือกใส่ฟิลเตอร์ภาพได้ทันที ส่วนกล้องหลัง 1.9 เมกะพิกเซล ไม่มีแฟลช แต่มีฟังก์ชั่นฟิลเตอร์ให้เลือกใช้ตกแต่งภาพ คุณภาพของกล้องอาจจะขัดใจผู้ใหญ่ เพราะราคากับคุณภาพมันต้องไปด้วยกัน แท็บเล็ตรุ่นนี้เหมาะสำหรับซื้อให้ลูกหลานใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบการเรียน เชื่อมต่อผ่านไวไฟ หากผู้ปกครองจะซื้อใช้เองก็ไม่ขัดข้อง เพราะจอใหญ่ เอเซอร์ ใส่ฟังก์ชั่น เด่น ๆ ที่คาดว่าผู้คนจะต้องใช้งานประจำมาไว้บนหน้าจอหลัก ยกแผงบริการกูเกิลมาทั้งหมด รวมถึงกล้องถ่ายรูป แม้กระทั่งการบันทึกภาพหน้าจอหลัก ซึ่งเป็นปัญหาหนักของหลายคน เพราะแต่ละแบรนด์ออกแบบไม่เหมือนกัน แต่อิโคเนีย วัน 7 เอาฟังก์ชั่นการใช้งานนี้มาไว้ที่มุมล่างหน้าจอหลักเลย แค่แตะไปที่ไอคอนรูปสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ มุมล่วงขวาก็พอ หากจะใส่การ์ดเพิ่มความจำ ให้เอาการ์ดเสียบที่ด้านล่างตัวเครื่อง ซึ่งรวมปุ่มเอชดีเอ็มไอ สายชาร์จ เสียบหูฟัง และลำโพง รวมอยู่ที่บริเวณนี้ ปุ่มเปิดปิดเครื่องและเพิ่มลดระดับเสียงจะอยู่ขอบด้านขวาตัวเครื่อง สำหรับผู้ที่ใช้งานแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ครั้งแรก อาจจะงงเวลาเปิดเครื่องครั้งแรก ขอแนะนำให้ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ ทำตามทีละขั้นตอน หากไม่แน่ใจให้เลือกติดตั้งเป็นภาษาไทยไว้ก่อน แล้วทำตามคำแนะนำ หากยังไม่มีเคยมีอีเมล ถ้าสะดวกก็สมัครตอนเปิดใช้งานเครื่องครั้งแรกก็ได้ หรือยังไม่อยากมีอีเมลก็กดข้ามขั้นตอนนี้ไป แต่อย่าลืมมาสมัครอีเมลภายหลัง ไม่เช่นนั้น จะดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น มาใช้งานไม่ได้ค่ะ ลองฝึกฝนตั้งค่าเครื่องเครื่องและ สมัครอีเมล ดาวน์โหลดแอพด้วยตัวเองบ่อย ๆ อีกไม่นานก็คล่อง แต่อย่าลืมจำพาสเวิร์ดหรือรหัสให้ได้นะคะ. ปรารถนา ฉายประเสริฐ prathana.chai@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอเซอร์ อิโคเนีย วัน 7 แท็บเล็ตราคาเบา – ฉลาดใช้
เดือน: มิถุนายน 2014
-

เอเซอร์ อิโคเนีย วัน 7 แท็บเล็ตราคาเบา – ฉลาดใช้
-

โทรศัพท์เลโก้ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
เชื่อว่าคุณผู้อ่านคอลัมน์วันพุธของผมหลายคนคงคิดเหมือนกันว่าเดี๋ยวนี้โทรศัพท์มือถือไม่ได้เป็นเครื่องมือสื่อสารธรรมดา ๆ สำหรับใช้รับสายโทรฯเข้า-โทรฯออกเพียงอย่างเดียว แต่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นจนหลาย ๆ คนซูฮกให้เป็นปัจจัยที่ 5 ที่ขาดกันแทบจะไม่ได้เลยทีเดียว ทางฝั่งค่ายมือถือต่าง ๆ เองก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ มานำเสนอผู้บริโภคอย่างเรา ยังคงขนเอาลูกเล่นใหม่ ๆ ความสะดวกสบายต่าง ๆ มาล่อตาล่อใจและดึงดูดเงินในกระเป๋าสตางค์ของเราให้ถูกจ่ายออกไปเป็นค่าซื้อมือถือรุ่นใหม่ ๆ กันอยู่เรื่อย ๆ ไม่เฉพาะแต่โทรศัพท์มือถือเท่านั้นนะครับ แต่หากลองสังเกตดูจะเห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่ พอเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรเสียทีก็เลือกที่จะแก้ปัญหาโดยการซื้อเครื่องใหม่เลย ทั้ง ๆ ที่ความเสียหายนั้นอาจเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ หนึ่งจุดท่ามกลางจุดอื่น ๆ ส่วนใหญ่ที่ยังคงทำงานได้ตามปกติ ในทำนองเดียวกันครับ การต้องซื้อมือถือใหม่ทั้งเครื่องเพียงเพราะต้องการฟีเจอร์ใหม่เพิ่มเติมเพียงแค่ 1-2 อย่างมันก็ดูไม่คุ้มค่ากันเท่าไหร่นัก จนเกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า จะเป็นไปได้ไหมที่เราจะปรับแต่งโทรศัพท์มือถือโดยการถอดชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าออกได้ง่าย ๆ เหมือนกับการต่อรูปตัวต่อเลโก้ ทีนี้พอใครอยากอัพเกรดโทรศัพท์มือถือให้มีฟังก์ชั่นครบตามต้องการ ก็เพียงแค่เปลี่ยนเพิ่มเอาส่วนตรงนั้นเข้าไปในเครื่องเก่า แทนที่จะต้องโละเครื่องเก่าทิ้งไป ซื้อใหม่ทั้งหมด ไอเดียโทรศัพท์มือถือตัวต่อนี้เริ่มต้นมาจากนายเดฟ แฮคเก้นส์ (Dave Hakkens) นักประดิษฐ์และดีไซเนอร์ชาวดัตช์ที่เสนอให้โทรศัพท์มือถือสามารถถูกถอดประกอบได้ง่าย ๆ เพื่อให้ผู้ใช้อย่างเรา ๆ สามารถที่จะปรับแต่งฟีเจอร์ต่าง ๆ ของมือถือได้เองตามความต้องการ โดยไอเดียของโทรศัพท์ตัวต่อนี้มีชื่อเรียกว่า “PhoneBloks” ซึ่งเกิดจากการนำคำว่า Phone ที่แปลว่าโทรศัพท์ มารวมกับคำว่า Bloks ที่หมายถึงบล็อกหรืออุปกรณ์ย่อยที่แยกเป็นส่วน ๆ แต่สามารถถูกนำมาประกอบเข้ากับตัวแกนหลักของโทรศัพท์ได้ ต้นแบบของเจ้า PhoneBloks นี้จะมีส่วนของฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ถูกแยกออกมาเป็นบล็อกเล็ก ๆ หลากหลายขนาด ตัวอย่างเช่น บล็อกหน้าจอ บล็อกหน่วยความจำ บล็อกแบตเตอรี่ บล็อกกล้องถ่ายรูป ฯลฯ โดยทุกบล็อกจะทำงานร่วมกันบนแผงหลักที่มีสกรูยึดส่วนต่าง ๆ เอาไว้ และเมื่อนำบล็อกทั้งหมดมาต่อรวมเข้าด้วยกันก็จะได้เป็นโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานได้จริงหนึ่งเครื่อง เมื่อไหร่ที่เราอยากจะอัพเดตเจ้าโทรศัพท์นี้ขึ้นมา เราก็แค่เปลี่ยนชิ้นส่วนนั้นออกโดยการถอดเปลี่ยนเข้าออกได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการในการปรับแต่งหน้าจอโทรศัพท์มือถือให้เป็นแบบธรรมดา แบบทัชสกรีน หรือแบบฟูลเอชดี (Full HD) ความต้องการในการเปลี่ยนแป้นพิมพ์ให้เป็นหน้าตาหรือภาษาแบบที่เราต้องการ ความต้องการในการเพิ่มความจุของแบตเตอรี่ ปรับแต่งไวไฟ บลูทูธ เพิ่มความจำในตัวเครื่อง เปลี่ยนรุ่นกล้อง หูฟัง ลำโพง ล้วนแต่สามารถทำได้เองง่าย ๆ โดยการถอดบล็อกเก่าเฉพาะส่วนนั้น ๆ ออกแล้วแทนที่ด้วยบล็อกใหม่ สิ่งที่เจ๋งที่สุดคือบล็อกต่าง ๆ เหล่านี้ผู้ใช้จะสามารถซื้อแยกได้จากร้านที่เรียกว่า BlokStore ที่มีรูปแบบการซื้อขายเหมือน ๆ กันกับ App Store เลยครับ อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ ไอเดียนี้ยังอยู่ในช่วงของการศึกษาครับ ว่าบุคคลทั่วไปมีความสนใจและความต้องการในโทรศัพท์ตัวต่อนี้มากน้อยเพียงใด ซึ่งหากผลการศึกษาออกมาว่าผู้คนสนใจกันมากเพียงพอ ก็คาดว่าการผลิตเพื่อนำออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการน่าจะแล้วเสร็จวางขายได้ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2015 นี้ครับ สำหรับตอนนี้คงจะเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าโทรศัพท์เลโก้นี้จะเจริญรอยตามสมาร์ทโฟนและได้กลายเป็นหนึ่งหน้าของประวัติศาสตร์ที่พลิกโฉมวงการโทรศัพท์มือถือได้หรือไม่ เนื่องจากยังมีอีกหลายตัวแปรที่ต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านราคาว่าจะเหมาะสมกับผู้ใช้ทุกระดับหรือไม่ ด้านความเสถียรของตัวเครื่องที่แม้ชิ้นส่วนจะถูกถอดเข้าถอดออกยังไงก็ยังต้องสามารถทำงานได้ ด้านความเป็นมิตรกับผู้ใช้ รวมถึงด้านความคุ้มค่าของเหล่าผู้ผลิตเองด้วย แต่อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าไอเดียนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของมนุษย์เรานะครับ ที่ไม่มีเลยแม้ในหนึ่งหน้าของประวัติศาสตร์ที่จะหยุดสรรค์สร้างไอเดียใหม่ ๆ ออกมาหล่อเลี้ยงและขับเคลื่อนสังคม ไอเดียที่ช่วยเนรมิตให้โลกนี้สะดวกสบาย ไอเดียที่ช่วยให้พวกเราพร้อมต่อการก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางที่ไม่รู้ตอนจบของอนาคตที่ทอดยาวรออยู่ข้างหน้านี้ได้ครับ. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โทรศัพท์เลโก้ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี -

เรียนฟรีออนไลน์กับสถาบัน MIT
การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ทั้งจากหลักสูตรในชั้นเรียนและการศึกษาเพิ่มเติม เพราะโอกาสมักอยู่รอบตัวเองเสมอและอยู่ที่ว่าใครจะได้รับโอกาสมากกว่ากัน สถาบันเอ็มไอที หรือ Massachusetts Institute of Technology ได้นำบทเรียนกว่า 2,000 วิชาตีพิมพ์ใน ocw.mit.edu เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการศึกษาด้วยตนเองแบบไม่เอาปริญญาศึกษาฟรีได้ทั่วโลก เพียงแต่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเข้าถึงหลักสูตรของ สถาบันเอ็มไอทีได้ทันที อาจารย์อรภัค สุวรรณภักดี นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและในฐานะผู้ก่อตั้งชมรม เรียนฟรี MIT OCW CLUB THAILAND โดยการจัดตั้งแฟนเพจเมื่อหลายปีก่อน เล่าว่า มหาวิทยาลัยเริ่มโครงการนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 และปัจจุบันมีทุกสาขาวิชา แต่มีในภาคภาษาอังกฤษเป็นหลัก และมีหลายประเทศทั่วโลกนำเนื้อหามาแปลเป็นอังกฤษเพื่อให้คนในประเทศพวกเขาได้เข้าศึกษา ในขณะที่ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อได้พาร์ทเนอร์กับทางสถาบันแต่ก็ไม่ยอมแปล หรือตีพิมพ์ในวงกว้าง อีกทั้งรัฐบาลเอง ก็ไม่เคยนำเรื่องนี้มาศึกษาและทำให้เกิดเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ หากเข้าไปดู MIT OPENCOURSEWARE จะพบว่า การเรียนมีทั้งให้เรียนจาก Powerpoint, เอกสารอ้างอิงจากหนังสือต่าง ๆ, คลิปเสียง, คลิปวิดีโอโดยที่ผู้บรรยายเป็น ศาสตราจารย์จากเอ็มไอที นักเรียนนักศึกษา ส่วนมากไม่รู้จัก MIT OPEN COURSEWARE เพราะไม่มีใครบอกว่า มีแหล่งเรียนฟรีที่นี่ อีกทั้งปัญหาของการไม่รู้ภาษาอังกฤษ จึงทำให้อ่านไป ก็ไม่เข้าใจ เคยคุยกับหนึ่งในผู้ก่อตั้ง MIT OPEN COURSEWARE ผู้ใหญ่ทางนั้นเล่าว่า ทางไทยล้าหลังมาก กับการแปลเนื้อหาเรียนฟรีทั้ง ๆ ที่ฟรีอยู่แล้ว และมหาวิทยาลัยดังแห่งหนึ่งได้รับเรื่องไปว่าจะแปล แต่เงียบหายไปซึ่งต่างจาก จีน และเวียดนาม ได้เข้ามาแปลเนื้อหาไปแล้ว และเวียดนามเองได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากกว่าไทย “การใช้ OPENCOURSEWARE สามารถใช้ได้ในคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ไอแพด หรือแม้แต่ดูได้จากไอโฟน ซึ่งการเรียนฟรีนอกจากจะมีจาก MIT OPEN COURSEWARE แล้วสามารถหาแหล่งเรียนได้จากยูทูบด้วย” สำหรับ ocw.mit.edu จะมีช่องค้นหา และ มีรายชื่อหลักสูตรซึ่งผู้สนใจศึกษาด้วยตนเองสามารถเลือกวิชาที่ต้องการเรียนรู้ได้ทั้งระดับชั้นปริญญาตรี และปริญญาโท ซึ่งปัจจุบันแม่แบบของการเรียนฟรีที่เริ่มจาก สถาบันนี้ได้เป็นแม่แบบให้กับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยดัง ๆ ทั่วโลก อาจารย์อรภัค เล่าว่า วิธีการปฏิรูปการศึกษาไทยควรนำ OPEN COURSEWARE ทุกระดับชั้น และกำหนดการสอบและออกใบประกาศนียบัตร โดยอาจจะมีการจัดสอบออนไลน์ หรือจัดสอบโดยตั้งศูนย์ไอทีทั่วภูมิภาค เพื่อจะเร่งผลิตบุคลากรในหลายสาขาวิชาที่ทำได้ด้วย MIT OPEN COURSEWARE ทั้งนี้ เชื่อว่าหากใช้ Itunes University มาผสมกับ MIT OPEN COURSEWARE และมีการผนวกด้วย e-library และ e-book store ระบบการศึกษาไทยจะพัฒนาได้รวดเร็วภายใน 3 ปี อีกทั้งควรมีการผลักดันคณาจารย์ทั่วประเทศตั้งทีมปฏิรูปการศึกษาด้วยไอที โดยนำองค์ความรู้สะสมในแต่ละมหาวิทยาลัยเข้ามาเสริมทัพ ในการจัดตั้ง OPEN COURSEWARE ของมหาวิทยาลัยทั้งประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายเรียนฟรี และมีนโยบายแจกแท็บเล็ตในแต่ละรัฐบาล แต่ว่าการศึกษาไทยยังรั้งท้ายในระดับนานาชาติ เพราะนโยบายไม่ครอบคลุม และไม่ใช้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาวิจัย ดังนั้น ไอทีจะช่วยให้การปฏิรูปการศึกษาทำได้เร็วที่สุดในเวลานี้ ก่อนเข้าเออีซี ในอดีตคนยังเข้าเฟซบุ๊กไม่เป็น แต่ปัจจุบันการเรียนรู้ด้วยไอที ทำได้เร็วกว่าแต่ก่อน และยังมีความเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้ ถ้าทำจริงหากทุกฝ่ายช่วยกันปฏิรูปการศึกษา ทุกวันนี้งบที่ผลาญไปไม่ช่วยอะไร เพราะรัฐบาล ทุกยุคไม่ศึกษาโมเดลเรียนฟรี ทำให้ประเทศเสียเงินไปมากมายแต่กลับไม่ได้อะไรเลย. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เรียนฟรีออนไลน์กับสถาบัน MIT