รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย แจ้งว่า มหกรรมฟุตบอลโลกครั้งที่ 20 ที่ประเทศบราซิล ที่จะเริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 12 มิ.ย.-13 ก.ค.นี้ คาดว่าจะมีเงินสะพัดไปยังธุรกิจจำหน่ายสินค้าบริโภค และสินค้าที่เกี่ยวข้อง ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกกว่า 21,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ โดยธุรกิจกลุ่มอุปกรณ์การรับชม จะมีมูลค่าสูงถึง 13,500 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มธุรกิจอาหาร และเครื่องดื่มมีมูลค่า 8,000 ล้านบาท และกลุ่มธุรกิจเสื้อผ้ากีฬามีมูลค่า 100 ล้านบาท ซึ่งวงเงินส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นหลัก แตกต่างจากการแข่งขันฟุตบอลโลก 53 ที่ส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ที่ธุรกิจสินค้าบริโภคส่วนอุปกรณ์หลัก ที่เป็นที่นิยมสำหรับการรับชมฟุตบอลโลก ยังคงเป็นเครื่องรับโทรทัศน์ โดยเฉพาะเครื่องรับโทรทัศน์หน้าจอใหญ่ 40 นิ้วขึ้นไป ที่มีความชัดของภาพ และเสียงที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงกล่องรับสัญญาณต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกล่องรับสัญญาณดาวเทียม หรือเคเบิ้ลทีวี ที่มีช่องรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันแบบครบทุกแมทช์ การแข่งขันด้วยภาพ ที่มีความละเอียดสูง หรือกล่องรับสัญญาณทีวีระบบดิจิตอล ที่แพร่ภาพการแข่งขันบนช่องฟรีทีวี ด้วยภาพที่มีความละเอียดสูง เป็นต้นนอกจากนี้ การที่ผู้ประกอบการในธุรกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการผลิต และจัดจำหน่ายเครื่องรับโทรทัศน์ และกล่องรับสัญญาณต่าง ๆ ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ดิสเค้าท์สโตร์ ธนาคารหรือผู้ให้สินเชื่อ เป็นต้น ได้เข้ามาทำการตลาดกระตุ้นยอดขายเครื่องรับโทรทัศน์ และกล่องรับสัญญาณดาวเทียมเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่จะเกิดขึ้นสูง ในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก เช่น การผ่อนชำระเป็นระยะเวลายาวนาน โดยไม่มีดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ยต่ำการให้ส่วนลด หากชำระผ่านบัตรเครดิต หรือการได้รับส่วนลดเพิ่ม หากชำระเป็นเงินสดเป็นต้น ซึ่งโปรโมชั่นต่าง ๆ นี้ เขื่อว่าจะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าดังกล่าวได้ง่ายขึ้นสำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า นอกเหนือจากปัจจัยทางด้านการเมืองที่มีความชัดเจน และมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการใช้จ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัว มหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลกน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยกระตุ้น และผลักดันให้ตลาดเครื่องดื่ม เคลื่อนไหวคึกคักมากขึ้น โดยคาดว่าช่วงระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก จะเพิ่มยอดจำหน่ายเครื่องดื่ม 5-10 %จากช่วงปกติ หรือ 2,800 ล้านบาท ซึ่งถือว่าลดลงจากในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งก่อน ๆ ที่จะเติบโต 10-15%% อย่างไรก็ตาม การแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้ จัดขึ้นที่ประเทศบราซิลในทวีปอเมริกาใต้ โดยมีระยะการถ่ายทอดสดการแข่งขันค่อนข้างดึก ส่วนใหญ่จะเริ่มตั้งแต่ช่วง 02-00 น. ไปจนถึง 05.00 น.และถ่ายทอดในช่วงเวลา 23.00 น. เพียง 24 คู่เท่านั้น จาก 64 คู่ จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ช่องทางการจัดจำหน่ายเครื่องดื่มแต่ละประเภท ได้รับอานิสงส์ทางด้านยอดจำหน่ายในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้ ในระดับที่แตกต่างกัน โดยช่องทางการจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีก หรือตลาดที่ผู้บริโภคซื้อเครื่องดื่มผ่านร้านค้า ห้างสรรพสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต และมินิมาร์ท เพื่อนำไปดื่มที่บ้าน ที่พักอาศัยจะได้รับผลดีในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกมากกว่าช่องทางอื่น ส่วนช่องทางการจำหน่าย ณ จุดขาย ตามสถานบันเทิงและร้านอาหารต่าง ๆจะลดลง เพราะช่วงเวลาถ่ายทอดส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่ร้านอาหารสถานบันเทิงปิดให้บริการแล้ว ส่วนหนึ่งยังต้องติดมาตรการเคอร์ฟิวในช่วง 00.01 น.ซึ่งนอกจากจะเป็นอุปสรรคทางด้านการเดินทางของผู้ใช้บริการคนไทยแล้วยังส่งผลถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ฟุตบอลโลกเงินสะพัดกว่า21,600 ล้านบาท
เดือน: มิถุนายน 2014
-

ฟุตบอลโลกเงินสะพัดกว่า21,600 ล้านบาท
-

ยอดยกเลิกจองซื้อบ้านยังพุ่ง
นายกร ธนพิพัฒนศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยอดการยกเลิกจองซื้อบ้านของบริษัทยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 10% เป็น 15% และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงเลย จากการที่สถาบันทางการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมของประเทศด้วย เพราะภาวะเศรษฐกิจยังชะลอตัวลง แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เร่งบริหารต้นทุนการก่อสร้างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ยังมั่นใจว่าทั้งปีนี้จะมียอดขาย 3,200 ล้านบาท ยอดรับรู้รายได้ 2,700 ล้านบาทตามเป้าหมายที่วางไว้ “ช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา บริษัทยังมียอดขายตามเป้าหมายอยู่ ดังนั้นจึงยังไม่ปรับลดเป้าหมายแต่อย่างใด และมั่นใจว่าจะทำกำไรสุทธิได้ 19% ซึ่งสูงกว่าปีก่อนที่ 17-18% จากการเปิดขายโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้มีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ 6-8 โครงการ รวมมูลค่า 4,000 ล้านบาท ด้านน.ส. ชุติมา ตั้งมติธรรมผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายบัญชีการเงิน บริษัทมั่นคงเคหะการ จำกัดกล่าวว่า ยอดการยกเลิกจองซื้อที่อยู่อาศัยของบริษัทลดลงจากเดิม 11% เหลือเพียง 9% เท่านั้น เนื่องจากเน้นการตรวจสอบคุณสมบัติ และให้คำแนะนำลูกค้า พร้อมทั้งให้ยื่นขอสินเชื่อก่อนจะจองซื้อบ้าน หากกู้ไม่ผ่านก็จะไม่รับจอง และจากนี้ไป หากทิศทางตลาดอสังหาฯ เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน บริษัทก็จะรุกตลาดเพิ่มเติม โดยเน้นในส่วนของแนวราบเป็นหลัก และจะเปิดโครงการใหม่เพิ่มอีก 4 โครงการ มูลค่ากว่า 3,300 ล้านบาท ทำให้มั่นใจว่าทั้งปีนี้จะมีายอดขาย 2,800 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดยกเลิกจองซื้อบ้านยังพุ่ง -

คสช.เห็นชอบงบปี 58 เร่งใช้ทัน1 ต.ค.นี้
นายสมศักดิ์โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เห็นชอบกรอบงบประมาณประจำปี 58 มีวงเงินงบประมาณรายจ่าย 2.575 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 50,000 ล้านบาท โดยมีรายจ่ายลงทุน 450,625ล้านบาท พร้อมทั้งประมาณการรายได้สุทธิ 2.325 ล้านล้านบาทและขาดดุล 250,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมุติฐานการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ที่ 4% และอัตราเงินเฟ้อ 2.3% โดยยังคงเป้าหมายงบประมาณสมดุลในปี 60 ตามเดิมทั้งนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบปฏิทินงบประมาณรายจ่ายปี 58 ซึ่งมีกรอบการดำเนินงานคือ ขั้นตอนการวางแผนงบประมาณ ที่สำนักงบประมาณกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะร่วมพิจารณารอบวงเงิน โครงสร้าง เป้าหมายและยุทธศาสตร์ จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่12 มิ.ย.57 จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณที่ทุกส่วนราชการต้องจัดทำรายละเอียดเสนอมายังสำนักงบ ก่อนเสนอให้หัวหน้าคสช.เห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณในวันที่ 29 ก.ค.57 ก่อนนำเสนอฝ่ายนิติบัญญัติขณะที่ขั้นตอนการอนุมัติงบประมาณ หลังจากที่ผ่านการเห็นชอบจากคสช.แล้วในวันที่ 6 ส.ค.57 ฝ่ายนิติบัญญัติ จะแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ในวาระที่ 1 จากนั้นในวันที่ 7 ส.ค.- 5 ก.ย.57 คณะกรรมการธิการฯจะพิจารณาร่างพ.ร.บ.และจัดทำข้อเสนอต่อฝ่ายนิติบัญญัติ วาระที่ 2-3 เพื่อพิจารณาในวันที่9 ต.ค. 57 และหลังจากนั้นในวันที่ 15ก.ย.57 สำนักเลขาธิการครม.จะนำร่างดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เพื่อให้งบประมาณปี 58 มีผลบังคับใช้ได้ในวันที่ 1ต.ค.57 อย่างไรก็ตามหากยังไม่สามารถจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้นมาพิจารณาได้อาจตั้งตั้งคณะกรรมการธิการงบประมาณขึ้นมาพิจารณาร่างงบประมาณแทนอย่างไรก็ตาม คสช.ยังได้เห็นชอบยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ 8 เรื่อง คือ ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเร่งรัดวางรากฐานที่ดีของประเทศยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐ ยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมยุทธศาสตร์การศึกษา สาธารณสุข คุณธรรม จริยธรรม และคุณภาพชีวิต ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการวิจัยและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และรายจ่ายค่าดำเนินการภาครัฐทั้งนี้ในยุทธศาสตร์แรก คสช.ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเร่งด่วน 8 เรื่อง คือ เร่งรัดการช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วนฟื้นฟูความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน สร้างความปรองดองสมานฉันท์ป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐดำเนินการตามกรอบข้อตกลงประชาคมอาเซียน ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเร่งรัดใช้งานวิจัยและพัฒนา และเร่งแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้นายสมศักดิ์กล่าวว่า คสช.ยังเห็นชอบมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณปี 57 เพราะล่าสุดการเบิกจ่ายงบลงทุนเบิกจ่ายไปเพียง 40% ต่ำกว่าเป้าหมายที่60% จึงต้องออกมาตรการเพิ่มเพื่อให้การเบิกจ่ายทั้งปีเป็นไปตามเป้าหมายที่95%คือ หากโครงการใดยังจำเป็นต้องดำเนินงาน มีความพร้อมก่อหนี้ผูกพันได้ทันวันที่30 มิ.ย.นี้ ให้เร่งเบิกจ่ายให้เสร็จภายใน 30 ก.ย.57 ส่วนโครงการใดไม่ทันวันที่ 30 มิ.ย. ให้เสนอหัวหน้าฝ่ายที่รับผิดชอบพิจารณาเป็นรายกรณีขณะที่โครงการใดที่ไม่ทันและหมดความจำเป็น ไม่สามารถดำเนินการได้ มีความซ้ำซ้อนเหลือจ่าย ให้ปรับแผนโดยโอนเปลี่ยนแปลงงบไปยังโครงการที่มีความพร้อม นอกจากนี้ในรายจ่ายงบกลางที่เหลือจ่ายให้ส่งคืนสำนักงบประมาณ และเงินกันไว้เหลือมปีที่ยังไม่มีข้อผูกพันก็ให้ทบทวนถึงความจำเป็นต่อไปนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการครม. กล่าวว่า หัวหน้าคสช.ให้ความสำคัญกับงานเร่งด่วนเรื่องของการดูแลค่าครองชีพพื้นฐานใหกับประชาชนที่มีรายได้น้อยพร้อมทั้งเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณปี 57 ขณะที่การจัดเก็บรายได้ ก็ให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาแนวทางการดำเนินงานส่วนการปรับโครงสร้างภาษีนั้น กระทรวงการคลังกำลังเสนอเรื่องมาให้คสช.พิจารณาเร็วๆนี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คสช.เห็นชอบงบปี 58 เร่งใช้ทัน1 ต.ค.นี้