ทรูออนไลน์ รุกตลาดบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ชูเทคโนโลยีสุดล้ำ ผสานยุทธศาสตร์คอนเวอร์เจนซ์รวมบริการต่าง ๆที่คุ้มค่ากว่าเสนอให้ลูกค้า ตั้งเป้าสิ้นปีมีลูกค้าเพิ่มเป็น 2.2 ล้านราย นายมนัสส์ มานะวุฒิเวช หัวหน้าสายงานการพาณิชย์และพัฒนาธุรกิจ ทรูออนไลน์และทรูวิชั่นส์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2557 ทรูออนไลน์มีฐานผู้ใช้บริการบรอดแบนด์เพิ่มขึ้นเป็น 1.9 ล้านราย ถือเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตของไทย โดยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีส่วนแบ่งตลาดมากถึง 65% ปีนี้ ทรูออนไลน์จะให้ความสำคัญกับคุณภาพของบริการผ่านหลากหลายเทคโนโลยี อาทิ เทคโนโลยี DSL, DOCSIS 3.0 และ FTTx ที่ให้บริการผ่านเครือข่ายสายไฟเบอร์ที่คุณภาพสูงสามารถให้ความเร็วตั้งแต่ 10-200 Mbps มีความเสถียรและปลอดภัยต่อข้อมูล โดยตั้งเป้าหมายขยายฐานลูกค้าเพิ่มเป็น 2.2 ล้านรายภายในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ปัจจุบันทรูออนไลน์ได้ขยายบริการอัลตร้าไฮสปีดอินเทอร์เน็ตครอบคลุมแล้วกว่า 4.4 ล้านครัวเรือนใน 66 จังหวัดและภายในสิ้นปี พ.ศ. 2557 นี้จะขยายบริการครอบคลุม 5 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ สำหรับกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าในปีนี้ทรูออนไลน์ยังคงเดินหน้ายุทธศาสตร์คอนเวอร์เจนซ์ ซึ่งเป็นจุดเด่นและแตกต่างของกลุ่มทรู โดยผสมผสานบริการต่าง ๆ ในกลุ่มเข้าด้วยกันเพื่อมอบความคุ้มค่าสูงสุดแก่ลูกค้าด้วยแพ็กเกจคอนเวอร์เจนซ์ที่ประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าทั่วประเทศ อาทิ ทั้งแพ็กเกจเน็ตทรูดับเบิ้ลสุข,เน็ตทรูสุขคูณสอง,เน็ตทรูสุขคูณสองพลัสและทรูสุขคุณสาม ฯลฯ โดยเฉพาะสำหรับลูกค้าใหม่ที่สมัครแพ็กเกจ “ทรูสุขคูณสาม” ด้วยการอัพสปีดความเร็วเริ่มต้นเป็น 30 Mbps แถมยังได้รับชมรายการคุณภาพจากทรูวิชั่นส์และทรูมูฟ เอช 4 จีแอลทีอีในราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 1,000 บาท.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ทรูออนไลน์’ย้ำกลยุทธ์คอนเวอร์เจนซ์ รักษาผู้นำตลาดบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต
เดือน: มิถุนายน 2014
-

‘ทรูออนไลน์’ย้ำกลยุทธ์คอนเวอร์เจนซ์ รักษาผู้นำตลาดบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต
-

แท็บเล็ต-สมาร์ทโฟนอุปกรณ์คู่ใจขาช้อปออนไลน์ – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ
ผลสำรวจล่าสุด “อีคอมเมิร์ซ อินเด็กซ์” จากราคูเท็น หนึ่งในผู้นำด้านตลาดออนไลน์ โดยศึกษาเทรนด์การชอปปิงใน 14 ตลาด พบว่า ยอดการใช้งานแท็บเล็ตเพิ่มขึ้นถึง 41.9% ในปีที่ผ่านมา ในขณะที่ยอดการใช้งานสมาร์ทโฟนโตเพียงแค่ 9.7% เมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกันราคูเท็นพบว่า มีผู้พึงพอใจในการใช้แท็บเล็ตในการชอปปิงออนไลน์ถึง 6.1% ในขณะที่ 6.8% ชอบใช้สมาร์ทโฟน โดยสหราชอาณาจักรเป็นตลาดที่มีผู้ใช้แท็บเล็ต มากที่สุดแซงแชมป์เก่าอย่างสหรัฐอเมริกา ด้วย 12.2% ของชาวอังกฤษผู้ตอบแบบสำรวจบอกว่าชอบใช้แท็บเล็ตมากกว่า ขณะที่มีชาวอเมริกันเพียง 11.3% เท่านั้นที่ชอบใช้แท็บเล็ต มีเพียง 0.7%ของนักช้อปชาวบราซิลเท่านั้นที่ชอบช้อปและใช้ประโยชน์จากแท็บเล็ต นักช้อปชาวไทยก็ชอบใช้สมาร์ทโฟนในการช้อปถึง 13.3% ขณะที่ชาวไทยเพียงแค่ 8.5% นิยมการใช้งานแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์เท่านั้น แม้ว่าจะมีการเติบโตของเอ็มคอมเมิร์ซ คอมพิวเตอร์ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมเพื่อใช้ในการเข้าถึงเว็บไซต์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตามยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในการชอปปิงทั่วโลกมีจำนวน 81.8% เมื่อเทียบกับ ปี 2556 ที่มี 83.2% ซึ่งหมายความว่า ยอดการใช้งานผ่านโมบายเพิ่มขึ้น 13.8% จาก 12% ของเมื่อปีที่แล้ว สำหรับในประเทศไทย มีผู้ช้อปออนไลน์ผ่านคอมพิวเตอร์ 57.3% และ 25.3% ที่ช้อปผ่านโมบายดีไวซ์ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Rakuten TARAD.com กล่าวว่า กำลังเฝ้าสังเกตดูการเปลี่ยนแปลงของวิธีการที่ผู้บริโภคใช้ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้ค้าปลีกผ่านช่องทางดิจิตอล หลังจากที่มีการเปิดตัวไอแพด ส่งผลให้แท็บเล็ตกลายเป็นอุปกรณ์ที่ยอดฮิตขึ้นมาทันที ด้วยหน้าจอที่ใหญ่กว่าสมาร์ทโฟน ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้สะดวกสบายขึ้น แต่มีร้านค้าจำนวนมากที่ไม่สามารถวัดประสิทธิภาพทางการค้าผ่านการใช้แอพพลิเคชั่นได้ ทำให้ร้านค้าอาจจะพลาดการใช้ประโยชน์จากจุดนี้ ช่วงปีที่ผ่านมาบางตลาดได้เล็งเห็น “ความเบื่อหน่ายทางสังคม” จากจำนวนการแนะนำสินค้าผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ลดลง โดยจากผลสำรวจล่าสุดพบว่าเหลือเพียง 41.9% ซึ่งลดจำนวนลงจาก 44% เมื่อปี 2556 ส่วนในประเทศไทยพบว่า มีชาวไทยจำนวน 65% ที่ตอบแบบสอบถามมักจะค้นหาข้อมูลหรือรีวิวสินค้าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ นักช้อปต่างใช้ Pinterest หรือ Twitter ในการค้นหาสินค้าที่ต้องการซื้อและดูความคิดเห็นประกอบการตัดสินใจ ซึ่งแน่นอนร้านค้าสามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางนี้ในการปฏิสัมพันธ์กับนักช้อปและแนะนำสินค้าได้เช่นกัน เสื้อผ้าและเครื่องประดับ เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลกออนไลน์ทั่วโลกแต่นักช้อปจากบราซิลและญี่ปุ่นกลับสวนทาง เพราะที่บราซิลนั้น สินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยจำนวนเกินครึ่งของสินค้าอื่น (55.1%) ขณะที่ญี่ปุ่น สิ่งที่นักช้อปนิยมมากที่สุดก็คือ การดาวน์โหลดหนังสือ หรือนิตยสาร โดยนิยมสูงสุดถึง 59.7% จากสินค้าทั้งหมดที่ผู้คนจับจ่าย สำหรับประเทศไทยสินค้าที่ฮอตฮิตที่สุดก็คือ สินค้าประเภทเสื้อผ้าและเครื่องประดับ 51.9% สุขภาพและความงาม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และรองเท้า.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แท็บเล็ต-สมาร์ทโฟนอุปกรณ์คู่ใจขาช้อปออนไลน์ – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ -

จับตาคสช.เดินหน้าลงทุน กระตุ้นศก.-คืนสุขคนไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงการที่ถูกจับตามากที่สุดในแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือ โครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ ที่คสช.ได้ขอเวลาอีก 2 สัปดาห์พิจารณาว่า จะยกเครื่องโครงการลงทุนด้านน้ำ อากาศ ระบบราง และถนน ที่เคยกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ของอดีตรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ได้มากน้อยเพียงใด และจะเดินหน้าโครงการใดบ้าง ? ต้องยอมรับว่าเวลานี้ นาทีนี้ การเดินหน้าลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยหลังจากที่ซบเซามานานให้ผงกหัวฟื้นตัวขึ้นมาได้ เพราะนับตั้งแต่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อปลายปีก่อน เศรษฐกิจไทยต้องบอบช้ำมาตลอดจนเบื้องต้นได้คาดการณ์กันว่าในปีนี้ อาจเติบโตไม่ถึง 2% ก็เป็นไปได้ แถมยังเป็นอัตราเติบโตที่ต่ำที่สุดในกลุ่มชาติอาเซียน ที่สำคัญ…การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นสิ่งที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว และเป็นแรงดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในอนาคตด้วย เพราะที่ผ่านมาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งของไทยล้าหลังมาก โดยเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม จัดอันดับศักยภาพขนส่งทางถนน ปรากฏว่า ไทยถูกจัดชั้นอยู่ในอันดับ 36 ของโลก เป็นรองสิงคโปร์ และมาเลเซีย ขณะที่ระบบรางของไทยหล่นไปถึงอันดับ 57 ของโลก ดังนั้นหากไทยไม่ลงทุนในช่วงนี้ อนาคตไปไม่รอดแน่นอน เพราะเวลานี้ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสปป.ลาว เมียนมาร์ หรือมาเลเซีย ต่างเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเต็มที่ เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียนในสิ้นปี 58 ทั้งนี้ตามแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามพ.ร.บ.ฉบับเดิม น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ระบบราง 1.5-1.6 ล้านล้านบาท หรือมากกว่า 70% ของวงเงินลงทุนทั้งหมด มีโครงการสำคัญ เช่น รถไฟทางคู่ 3.83 แสนล้านบาท รถไฟความเร็วสูง 7.83 แสนล้านบาท รถไฟฟ้าสารพัดสาย 4.56 แสนล้านบาท รองลงมาเป็นทางถนนที่มีมูลค่าลงทุน 2.4 แสนล้านบาท และที่เหลือเป็นการพัฒนาท่าเรือ สถานีขนส่งสินค้า และอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ยังจมไข้เช่นนี้ การตัดสินใจลงทุนใหญ่ทั้งหมดคงเป็นเรื่องยาก เพราะไทยยังมีอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะการจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อการลงทุน ที่แต่ละปีมีไม่เกิน 3 แสนล้านบาทเศษหรือประมาณ 16% ของงบประมาณทั้งหมด ขณะเดียวกันยังมีปัญหาเรื่องกฎระเบียบการลงทุนอีกสารพัด ทั้งการรับฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่ การเวนคืนที่ดิน การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นภาพการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต้องมีการจัดอันดับความสำคัญ ทั้งด้านงบประมาณ กฎระเบียบ และบริบทอื่นด้วย ชงเดินหน้ารถไฟฟ้า7สาย แต่หากไม่มีการขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุน ประเทศไทยจะยิ่งดิ่งเหวจมลึกลงไปมากยิ่งขึ้น ดังนัั้นจึงเชื่อได้ว่าการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานจะเกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ เพราะเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการอยู่แล้ว และได้มีการขอการจัดสรรงบประมาณและบรรจุวงเงินกู้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปี 58 รวม 7 โครงการ วงเงิน 62,600 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค) 19,400 ล้านบาท, รถไฟฟ้าสายสีเขียว (แบริ่ง-สมุทรปราการ) 3,940 ล้านบาท, รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม (หมอชิต-สะพานใหม่) 6,590 ล้านบาท, รถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) 8,900 ล้านบาท, ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ 2,910 ล้านบาท, รถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) 1,910 ล้านบาท และรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) 18,900 ล้านบาท รอเคาะรถไฟรางคู่-ขยายถนน ส่วนโครงการใหม่ที่ยังไม่ได้ดำเนินการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้เสนอโครงการทั้งการพัฒนาระบบ รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า ขยายถนนทางหลวง 4 เลน สถานีขนส่งสินค้า ปรับปรุงท่าเรือลำน้ำและชายฝั่ง ให้ คสช.พิจารณาแล้ว และ คสช. ก็ให้น้ำหนักไปที่การพัฒนาระบบรางเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการสร้างรถไฟทางคู่ เป็นโครงการที่มีโอกาสเกิดมากสุด เพราะระบบรางเดี่ยวแบบปัจจุบันมีความทรุดโทรม ล่าช้า และไม่ปลอดภัย การลงทุนรถไฟทางคู่ในระยะแรกใน 5 เส้นทาง ประกอบด้วย ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ, ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ, ช่วงนครปฐม-หัวหิน, ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น, ช่วงประจวบคีรีขันธ์ – ชุมพร วงเงินรวมกว่า 1.17 แสนล้านบาท รวมถึงจะมีการสร้างรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย เข้าไปเพิ่มเติมอีก เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าในเมืองที่จะเสนอเพิ่มเติมจากที่ดำเนินการไปแล้วอีก 3 สาย คือ สายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี 1.1 แสนล้านบาท กับสายสีชมพู แคราย-ปากเกร็ด-มีนบุรี วงเงิน 5.6 หมื่นล้านบาท และในปี 59 จะเสนอเพิ่มอีกเป็นสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง อีก 4.8 แสนล้านบาท พัฒนาถนนเชื่อมต่อเพื่อนบ้าน ถัดจากระบบราง…ความสำคัญต่อมาคือการพัฒนาถนนทางหลวง และทางหลวงชนบท โดยเน้นขยายเส้นทางเชื่อมโยงพรมแดนกับเพื่อนบ้านลาว เมียนมาร์ กัมพูชา โดยขยายจาก 2 ช่องทาง เป็น 4 ช่องทางทั้งหมด เพื่อเพิ่มตามปริมาณขนส่งสินค้าชายแดนที่เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงการทำถนนสายหลักที่เชื่อมโยงกับอาเซียนจากทิศเหนือ-ใต้ ทิศตะวันออก-ตะวันตก ตลอดจนซ่อมแซมทางหลวงสายหลัก การสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แม่น้ำป่าสัก จ.พระนคร ศรีอยุธยา รวมถึงการสร้างท่าเรือปากบารา จ.สตูล และยังมีอีกหลายโครงการที่ไม่ต้องพึ่งงบประมาณลงทุนจากรัฐบาลโดยตรง เช่น โครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 3 ,183 คัน วงเงิน 13,162 ล้านบาท ที่ค้างเติ่งมาหลายรัฐบาล การพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองเฟสสอง วงเงินกว่า 70,000 ล้านบาท ยังไม่ยุติไฮสปีดเทรน ส่วนโครงการที่หลายคนจับตามองมาก อย่างรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง เรื่องนี้ คสช.ยังไม่ฟันธงว่าจะยุติ แต่มีโอกาสก่อสร้างน้อย เนื่องจากเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณสูงกว่า 7 แสนล้านบาท และมีความคุ้มค่าน้อยกว่าเมื่อเทียบกับโครงการอื่น ๆ ที่จำเป็นเร่งด่วน แต่จะต้องจับตาแรงกดดันจากต่างชาติโดยเฉพาะจีนที่ต้องการให้ไทยสร้างรถไฟความเร็วสูงโดยเร็ว เพื่อเชื่อมจากตอนใต้จีน ผ่านลาว มายังไทย ใช้เป็นเส้นทางขยายอิทธิพลสู่ชาติอาเซียน ซึ่งหากไทยยอมสร้างก็อาจได้รับอานิสงส์ด้านอื่นจากจีนมาช่วยสนับสนุนด้วยเช่นกัน นี่…เป็นเพียงโครงการลงทุนในเบื้องต้นเท่านั้น จากนี้ไปเชื่อได้ว่าคำถามจากสังคมที่จะเกิดขึ้น คงไม่แตกต่างจากรัฐบาลพลเรือนทั่วไป โดยเฉพาะในเรื่องของความโปร่งใส ที่คนไทยทุกคนรอคำตอบ!!. ศักดิ์ชัย อินทร์จันทร์
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จับตาคสช.เดินหน้าลงทุน กระตุ้นศก.-คืนสุขคนไทย