นายธัชพล กาญจนกูล รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ออมสินได้จัดกิจกรรมตอบแทนลูกค้า ที่สมัครบัตรออมสิน หรือใช้บัตรออมสินทำธุรกรรมทำธุรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็มของธนาคาร ภายใต้แคมเปญ ลุ้นรถ รวยทอง กับบัตรออมสิน ลุ้นรับรถยนต์ โตโยต้า ออล นิว ยาริส รุ่น 1.2อี ซีวีที รวมทั้งสิ้น 18 คัน และสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 1 บาท รวม 180 รางวัล เพียงทำรายการถอนเงิน โอนเงินระหว่างธนาคาร จ่ายบิล เติมเงินโทรศัพท์ ซื้อสลากออมสินพิเศษ หรือฝากเงินสงเคราะห์ชีวิต ที่ตู้เอทีเอ็มของธนาคาร จะได้รับจำนวนสิทธิ์ลุ้นรางวัลตามที่กำหนดไว้ โดยไม่ต้องส่งสลิป รวมทั้ง ออมสินยังได้เปิดตัวนายภูภูมิ พงศ์ภาณุ หรือ เคน ภูภูมิ มาเป็นพรีเซนต์เตอร์คนใหม่ในโครงการนี้อีกด้วย ทั้งนี้ ผู้ที่สามารถลุ้นรับรางวัลดังกล่าวได้ มีอยู่ 2 กลุ่มลูกค้า คือ สมัครบัตร ได้แก่ บัตรออมสินวีซ่าเดบิต สมาร์ทไลฟ์, บัตรออมสินวีซ่าเดบิต, บัตรออมสินวีซ่าเดบิต อินสแตนท์, บัตรออมสินเอทีเอ็ม หรือใช้บัตรออมสินวีซ่าเดบิต สมาร์ทไลฟ์, บัตรออมสิน วีซ่าเดบิต, บัตรออมสินวีซ่าเดบิต อินสแตนท์, บัตรออมสิน วีซ่า อิเล็กคตรอน, บัตรออมสินเอทีเอ็ม และบัตรเอทีเอ็มพอเพียง ที่ออกให้โดยธนาคาร “ออมสินได้พัฒนาและรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสมและหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการปรับปรุงระบบให้บริการด้านอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มตู้เอทีเอ็มให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้า ซึ่งขณะนี้มีอยู่กว่า 5,000 ตู้ทั่วประเทศ และจะเพิ่มเป็น 6,100 ตู้ ภายในสิ้นปี 57 นี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุมทุกธุรกรรม และทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ออมสินจัดแคมเปญ-เปิดตัว”เคน ภูภูมิ”
เดือน: มิถุนายน 2014
-

ออมสินจัดแคมเปญ-เปิดตัว”เคน ภูภูมิ”
-

สอท.จับมือรัฐผลักดันกรีนโปรดัก
น.ส.พรรรัตน์ เพชรภักดี ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)เปิดเผยในงานสัมมนา “การจัดทำแนวทางปฎิบัติที่เป็นเลิศเพื่อกรีนซับพลายเชนของอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อการส่งออก”ว่า ส.อ.ท.อยู่ระหว่างการร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชนนักวิชาการและกลุ่มเอ็นจีโอในการส่งเสริมการผลิตสินค้าของโรงงานทั้งการส่งออกและจำหน่ายในประเทศมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับกระแสความต้องการของตลาดโลกและป้องกันไม่ให้ประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯและ อียูนำมาตรการสิ่งแวดล้อมมากีดกันทางการค้าเหมือนกับเรื่องของแรงงานและสถานการณ์การค้ามนุษย์มาใช้กับไทยสำหรับแนวทางในการส่งเสริมในเบื้องต้นได้ประสานงานกับห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ ในการเพิ่มคะแนนสะสมหรือเพิ่มแต้มมากกว่าการซื้อสินค้าทั่วไปประมาณ2 เท่า เพื่อนำมาแลกเป็นเงินสด หรือของรางวัลและส่วนลดต่างๆซึ่งตอนนี้ก็มีเทสโก้โลตัส, บิ๊กซี, เซ็นทรัล, เดอะมอลล์, เซเว่น อีเลฟเว่น,โฮมโปร เป็นต้นตอบรับเข้าร่วมโครงการแล้วขณะเดียวกันก็มีการร่วมมือสมาคมธนาคารไทยโดยให้ธนาคารมีการให้สิทธิพิเศษอื่นๆเพิ่มในส่วนของการใช้บัตรเครดิตเป็นต้นนอกจากนี้ทางสถาบันฯจะมีการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆในการจัดงานแฟร์หรืองานแสดงสินค้าประเภทสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ลูกค้าและผู้บริโภครู้จักประเทศไทยในการผลิตสินค้าประเภทนี้มากขึ้นและในอนาคตต้องการที่จะร่วมงานกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างในการนำผู้ประกอบการไปแสดงสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในประเทศต่างๆทั้งในญี่ปุ่น ยุโรป และ สหรัฐ เป็นต้นสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทางสถาบันจะเน้นให้ความสำคัญก่อนคือ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมผลไม้อบแห้งและอาหารเกษตรอินทรีย์ที่อยู่ในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพเพราะเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าส่งออกไปยังตลาดดังกล่าวจำนวนมากรวมทั้งยังรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในสินค้าเกษตรอีกด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สอท.จับมือรัฐผลักดันกรีนโปรดัก -

ขายสินค้าผ่าน “ไทยเทรดดอดคอม”ฟีเวอร์
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาคอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิด “ศูนย์ไทยเทรดดอทดคอมเซ็นเตอร์” ณ อาคารริมน้ำ ชั้น 5 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จังหวัดนนทบุรีว่า เพื่อเป็นศูนย์ให้บริการอย่างเป็นทางการสำหรับผู้ประกอบการทั้งผู้ซื้อ-ผู้ขายในประเทศและต่างประเทศรวมทั้งประชาชนที่มีความสนใจ พร้อมทั้งให้คำปรึกษาให้ความรู้และความเข้าใจด้านการค้าออนไลน์เสริมสร้างศักยภาพการทำการค้าออนไลน์บนเว็บไซต์thaitrade.com และเพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมการจับคู่เจรจาธุรกิจทั้งออนไลน์และออฟไลน์ “จากความสำเร็จการดำเนินงานของเว็บไซต์ Thaitrade.com ทำให้มีผู้ประกอบการกว่า 60,000 ราย ไว้วางใจนำเสนอสินค้ามากกว่า 200,000 รายการมีผู้ซื้อจากประเทศต่างๆ เข้าชมสินค้ามากกว่า 2,107,619 ราย จากกว่า 200 ประเทศทั่วโลกด้วยบริการภาครัฐที่มีความก้าวหน้าในแนวคิดการบริหารงานเชิงรุกและใช้เทคโนโลยีเพื่อการให้บริการที่โดดเด่น“ สำหรับกลุ่มสินค้าที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รองลงมาเป็น เสื้อผ้า ของขวัญหัตถกรรม เครื่องแต่งกาย ความงามและการดูแลส่วนบุคคลตามลำดับ ซึ่งประเทศที่เข้าชมมากที่สุดนอกจากคนไทยแล้ว จีนอินเดีย สหรัฐอเมริกา ปากีสถานตามลำดับ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขายสินค้าผ่าน “ไทยเทรดดอดคอม”ฟีเวอร์