เดือน: มิถุนายน 2014

  • ตั้งขาดดุลงบปี 58 ที่ 2.5 แสนล้านบาท

    ตั้งขาดดุลงบปี 58 ที่ 2.5 แสนล้านบาท

    นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้เสนอการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 58 จากการหารือร่วมกัน 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณ ต่อ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ พิจารณา โดยสัดส่วนงบประมาณเบื้องต้น จะมีรายจ่ายอยู่ที่ 2.575 ล้านล้านบาท เป้าหมายจัดเก็บรายได้ อยู่ที่ 2.325 ล้านล้านบาท เป็นการทำงบประมาณแบบขาดดุล 250,000 ล้านบาท ส่วนแผนการจัดทำงบประมาณแบบสมดุลในปี 60 ได้หรือไม่ นั้นคงต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้งทั้งนี้ การจัดทำรายได้ในปี 58 ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาก เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดเก็บรายได้จริงในปี 57 แม้ว่าเศรษฐกิจในภาพรวมจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ประชาชนเริ่มเกิดการบริโภค เอกชนเริ่มมีสัญญาณการลงทุน เกิดความเชื่อมั่น จากการทำรัฐประหารก็ตาม แต่การจัดเก็บก็จะยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.27 ล้านล้านบาท ส่วนจะเป็นไปตามที่คาดไว้ว่าผลการจัดเก็บจาก 3 กรมภาษีจะต่ำกว่าเป้าหมายถึง 150,000 ล้านบาท หรือจะต่ำกว่าเป้าหมายน้อยกว่านั้นหรือไม่ คงต้องขอดูตัวเลขการยื่นแบบเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลผ่านอินเตอร์เน็ตที่เพิ่งเสร็จสิ้นในวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมาด้วยรายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การหารือกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง ร่วมกับฝ่ายเศรษฐกิจ คสช.ได้เสนอแผนขับเคลื่อนโครงการลงทุนภาครัฐ ในส่วนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ต้องขอรับการจัดสรรงบประมาณและบรรจุวงเงินกู้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปี 58 สำหรับการลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ในส่วนที่เป็นการลงทุนโครงการรถไฟฟ้า และรถไฟชานเมือง ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำกับดูแล วงเงินรวม 62,600 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 7 โครงการทั้งนี้ โครงการดังกล่าว ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค) 19,400 ล้านบาท, รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม (แบริ่ง-สมุทรปราการ) 3,940 พันล้านบาท, รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม (หมอชิต-สะพานใหม่) 6,590 ล้านบาท, รถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) 8,900 ล้านบาท, ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ 2,910 ล้านบาท, รถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) 1,910 ล้านบาท และรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) 18,900 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตั้งขาดดุลงบปี 58 ที่ 2.5 แสนล้านบาท

  • สศค.เสนอออกกฎหมายคุมแบงก์รัฐ

    สศค.เสนอออกกฎหมายคุมแบงก์รัฐ

    รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เสนอแผนแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (โรดแมป) ปฏิรูปสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาและเห็นชอบ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 เรื่อง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการเติมเต็มช่องว่าทางการเงินโดยเน้นการให้บริการประชาชนที่เข้าไม่ถึงการบริการทางการเงินเป็นหลัก และออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลแบงก์รัฐเป็นการเฉพาะ รวมทั้งการเพิ่มความมั่นคงในระบบแบงก์รัฐ ที่ต้องแก้ไขปัญหาการดำเนินงานและการพัฒนาระบบการกำกับดูแล เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองทั้งนี้ การปรับบทบาทของแบงก์รัฐให้เหมาะสมกับการพัฒนาของระบบสถาบันการเงิน โดยเน้นให้บริการประชาชนที่เข้าไม่ถึงการบริการทางการเงิน ทั้งการปรับกฎเกณฑ์การกำกับดูแลความมั่นคงทางการเงิน รวมถึงปรับปรุงระบบประเมินผลและค่าตอบแทน แนวทางการแยกบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ และปรับปรุงกฎหมายการจักตั้งแบงก์รัฐ เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่อง“ปัจจุบันแบงก์รัฐมีความสำคัญมากขึ้นในระบบสถาบันการเงินไทย โดยมีหน้าที่ในการให้บริการประชาชนและธุรกิจที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ควรปรับปรุงระบบการกำกับดูแลและตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะควรสร้างความแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ และมีกรอบการดำเนินงานที่แตกต่างจากรัฐวิสาหกิจทั่วไป เนื่องจากมีการรับฝากเงินจากประชาชนซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการคลังไม่ได้ออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลเท่าใดนัก ทำให้แบงก์รัฐยังขาดการกำกับดูแลที่ครอบคลุมความเสี่ยงที่ครบถ้วน”สำหรับ การออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลแบงก์รัฐเป็นการเฉพาะนั้น จะต้องมีคณะกรรมการนโยบายสถาบันแบงก์รัฐ โดยให้ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และมีกรรมการเป็นผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สศค.เป็นเลขานุการ เพื่อรับผิดชอบและกำกับดูแลแบงก์รัฐ กำหนดแผนธุรกิจและประเมินผลงานและบรรษัทภิบาลในด้านต่างๆอย่างไรก็ตาม ต้องให้ ธปท.มีหน้าที่ตรวจสอบแบงก์รัฐ และรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการฯ สั่งแก้ไข ยกเว้นกรรมการหรือผู้บริหารแบงก์รัฐมีการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริตหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายตอแบงก์รัฐ ให้ ธปท.มีอำนาจร้องทุกข์หรือกล่าวโทษบุคคลดังกล่าวได้ทันที และมีกระบวนการแก้ไขปัญหากรณีเกิดการกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และกรณีที่แบงก์รัฐมีปัญหาฐานะทางการเงิน รวมทั้ง กำหนดบทลงโทษการฝ่าฝืนหากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และกรอบการดำเนินงานตามพันธกิจที่แตกต่างจากรัฐวิสาหกิจทั่วไปที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน เช่น สศค.จัดทำแผนธุรกิจร่วมกับแบงก์รัฐ ประเมินผลและค่าตอบแทนที่ไม่เน้นกำไรเป็นหลัก“ที่ผ่านมาการตรวจสอบของ ธปท. กรณีที่ไม่ได้กำหนดเกณฑ์กำกับดูแลแบงก์รัฐไว้ ธปท.จะตรวจสอบตามเกณฑ์กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอาจมีความเข้มงวดเกินไปสำหรับการดำเนินพันธกิจของแบงก์รัฐ ดังนั้น เชื่อว่าหากมีการกำหนดเกณฑ์การกำกับดูแลโดยเฉพาะแล้ว จะสามารถครอบคลุมความเสี่ยงที่สำคัญครบทุกด้านและเป็นมาตรฐานระหว่างแบงก์รัฐด้วยกัน เพื่อให้มีเกณฑ์กำกับดูแลแบงก์รัฐที่เหมาะสม"

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.เสนอออกกฎหมายคุมแบงก์รัฐ

  • ปลัดพลังงานสยบข่าวลือลดเชื้อเพลิงทีเดียวร่วม 10 บาท

    ปลัดพลังงานสยบข่าวลือลดเชื้อเพลิงทีเดียวร่วม 10 บาท

    จากกระแสข่าวในโซเชียลมีเดีย ระบุว่า ผลการประชุมด้านพลังงาน ตามคำสั่ง พล.อ.อ ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับนายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน ปรากฏว่ามีการปรับราคาเชื่อเพลิงลงกว่า 10 บาทแทบทุกชนิด จนเป็นกระแสฮือฮาในสื่อสังคมออนไลน์ เรียกว่าเป็นของขวัญชิ้นแรกจาก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. นั้นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงานว่า กระแสข่าวในโซเชียลมีเดียนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากการปรับลดพลังงานลงกว่า 10 บาท ในทุกชนิดนั้น ตามหลักการปรับแล้วจำเป็นต้องมีคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติร่วมพิจารณาตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง จะให้ราคาลดลงอย่างรวดเร็วหลายบาทนั้น เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปลัดพลังงานสยบข่าวลือลดเชื้อเพลิงทีเดียวร่วม 10 บาท