พีพีทีวี ระบุ ผลพลอยได้จากการที่ คสช.เข้ามาจัดระเบียบทีวีดาวเทียม ส่งผลให้ช่องทีวีดิจิตอลเกิด ผู้ชมรู้จักมากขึ้น แนะ ปัจจัยกระตุ้นเม็ดเงินโฆษณาทีวีดิจิตอลมาจากการแจกคูปองกล่องทีวีดิจิตอลและการวัดเรตติ้งที่ชัดเจน นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บางกอกมีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด และผู้อำนวยการสถานีช่องทีวีดิจิตอลพีพีทีวี (PPTV) กล่าวว่า ในช่วงที่มีการติวเข้มรายการทีวีดาวเทียมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับช่องทีวีดิจิตอล ส่งผลให้แบนด์วิธสัญญาณมีความคมชัดขึ้น และช่องขยะหายไปเยอะ คนไทยเข้าถึงช่องของบริษัทมากขึ้น ดังนั้น หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ มีการจัดระเบียบที่ชัดเจน อนาคตที่ทีวีดิจิตอลจะเกิดขึ้นนั้นจะเร็วขึ้นจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ ยอมรับว่า จากภาพรวมของตลาดอุตสาหกรรมโฆษณาที่ติดลบมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นปี ทำให้เม็ดเงินที่จะเข้ามาในช่องทีวีดิจิตอลไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ขณะนี้ต้องมีการทบทวนแผนการดำเนินงานทุก 2-3 เดือน เน้นจัดทำผังรายการให้นิ่ง และการแข่งขันตลาดทีวีดิจิตอลยังไม่สมบูรณ์ ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิตอลของ กสทช. โดยเฉพาะการแจกคูปองส่วนลดสำหรับซื้อกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลที่ยังไม่นิ่ง อีกทั้งการวัดเรตติ้งก็ยังไม่ชัดเจน ทำให้บริษัทวางแผนและซื้อสื่อไม่มีข้อมูลตัวเลขผู้ชมมาใช้วางแผนได้ทำให้เม็ดเงินโฆษณายังไม่เกิด ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งงบการลงทุนด้านเนื้อหารายการปีนี้ 1,000 ล้านบาท.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทีวีดิจิตอลยังไม่นิ่งรอคูปองแจกฟรีช่วยกระตุ้น
เดือน: มิถุนายน 2014
-

ทีวีดิจิตอลยังไม่นิ่งรอคูปองแจกฟรีช่วยกระตุ้น
-

16 ก.ค.ไม่ขายสลากคู่ละ 80 บาท ถูกยึดโควตา
รายงานข่าวจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ส่ง พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้ามาดูแลการแก้ปัญหาสลากแพง โดยได้เรียกประชุมร่วมกับผู้บริหารสลากแล้ว และต้องการให้ลงโทษอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่จำหน่ายสลากเกินราคา แม้ที่ผ่านมาสำนักงานสลากฯ ได้ขอความร่วมมือให้ขายในราคาคู่ละ 80 บาท แต่มองว่าเป็นมาตรการที่เบาเกินไป ส่งผลให้สำนักงานสลากฯ ต้องส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้ค้าในต่างจังหวัด รวมถึงกำชับไปยังผู้ค้าที่มารับสลากที่สำนักงานใหญ่ฯ เพื่อไปจำหน่ายในงวด 16 ก.ค.นี้ หากไม่ขายในราคาที่กำหนดจะถูกยึดโควตาที่ได้รับไปทันที โดยปัจจุบันมีผู้ค้ารายย่อย นิติบุคคล องค์กรการกุศล คนพิการ ที่ได้รับโควตากับสำนักงานสลากฯกว่า 40,000 ราย นางกุณฑีรา ตันติรังสี รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ กล่าวว่า มาตรการดูและสลากแพงนั้นสำนักงานสลากฯ ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ด้วยการแจ้งไปยังผู้ค้าที่ทำสัญญากับสำนักงานสลากทั้งรายเล็กและรายใหญ่ว่าให้ปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับกองสลาก คือ ต้องนำไปขายปลีกเท่านั้น และต้องขายในราคาที่กำหนด 80 บาท ห้ามขายส่ง โดยต้องนำไปขายยังแผงค้าสลากที่ระบุไว้ตอนทำสัญญาว่าแผงค้าอยู่ตรงไหน ซึ่งจะไปสุ่มตรวจการขายสลากของผู้ค้าทั้งทีมตรวจสอบของจากคสช. และทีมตรวจสอบของสำนักงานสลากเอง หากผู้ค้ารายใดผิดสัญญาต้องถูกยึดโควตา โดยจะเริ่มตรวจสอบอย่างเข้มงวดในการวางขายสลากงวดต่อไปวันที่ 2 ก.ค.เป็นต้นไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 16 ก.ค.ไม่ขายสลากคู่ละ 80 บาท ถูกยึดโควตา -

ชงคสช.เฟ้นหาเอกชนเดินหน้าตั๋วร่วม
นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) เปิดเผยหลังประชุมการจัดทำระบบตั๋วร่วมหรือบัตรใบเดียวใช้ได้กับทุกระบบ เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า ทางด่วน และเรือโดยสารว่า กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้พิจารณาจัดหาบริษัทเอกชนเข้ามาบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมภายในสัปดาห์หน้า หาก คสช.อนุมัติจะสามารถเดินหน้าดำเนินโครงการได้ทันที โดยคาดว่าจะเปิดประกวดราคาได้ในเดือนต.ค.นี้ จากนั้นได้บริษัทที่จะเข้ามาดำเนินการประมาณเดือนพ.ค.58 ทั้งนี้เบื้องต้นได้กำหนดคุณสมบัติของบริษัทเอกชนที่จะเข้ามาดำเนินโครงการ คือ ต้องเป็นบริษัทเอกชนที่มีรัฐถือหุ้นด้วย เช่น บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบีเอ็มซีแอล ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) หรือทีเอ็มบี เป็นต้น เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน พร้อมกับดำเนินงานด้านการตลาดเพื่อกระตุ้นให้มีการใช้ตั๋วร่วม ตลอดจนเปิดโอกาสให้หน่วยงานของรัฐเข้าไปร่วมดำเนินงานด้วย “การกำหนดรูปแบบเช่นนี้ ไม่ใช้การล็อคสเปกให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เพื่อให้รัฐเข้าไปร่วมดำเนินงานด้วยได้ เพราะเป็นเรื่องให้บริการประชาชน และคาดว่าจะไม่มีบริษัทเอกชนสนใจเข้าดำเนินการมากนัก เพราะการลงทุนด้านนี้ไม่สามารถสร้างผลกำไรได้มากนัก โดยบริษัทที่จะเสนอตัวเข้ามาต้องเป็นไปตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) คือ ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น เพราะจะต้องดูแลเงินเข้าออกระบบเป็นจำนวนมาก และต้องจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมโดยเฉพาะ” นายจุฬา กล่าวว่า ในระหว่างที่ยังไม่มีบริษัทเข้ามาบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)จะตั้งหน่วยธุรกิจขึ้นมาดำเนินการในเรื่องนี้ก่อน เนื่องจากปัจจุบัน สนข.อยู่ระหว่างประกวดราคาหาบริษัทเอกชนเข้ามาจัดทำระบบตั๋วร่วมแล้ว คาดกว่าจะเริ่มวางระบบได้ในเดือนส.ค.นี้ โดยระหว่างวางระบบจะต้องมีผู้บริหารจัดการไปทดสอบระบบให้สามารถใช้งานได้จริงด้วย โดยคาดว่าหน่วยธุรกิจนี้จะต้องดำเนินการไปจนถึงเดือนพ.ค.57 จากนั้นเมื่อสามารถหาบริษัทเข้ามาบริหารจัดการได้แล้ว หน่วยธุรกิจดังกล่าวจะยุบรวมไปอยู่กับบริษัทที่เข้ามาดำเนินงานต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงคสช.เฟ้นหาเอกชนเดินหน้าตั๋วร่วม