นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันในปี 57 ของไทยว่า ในปี 57 เงินใต้โต๊ะหรือเงินเพิ่มพิเศษที่ผู้ประกอบการทำธุรกิจกับภาครัฐต้องจ่ายจ่ายแก่ข้าราชการ หรือ นักการเมืองเพื่อให้ได้สัญญาเฉลี่ยที่ 15-25% ของโครงการ หรือคิดเป็นเงิน 150,763 – 251,272 ล้านบาท ลดลงจากปี 53-56 เอกชนต้องจ่าย 25-35% คิดเป็นเงิน 251,272 – 351,781 ล้านบาท หรือลดลง 100,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เรื่องคอร์รัปชันในไยเริ่มลดลง ส่วนหนึ่งมาจากการรณรงค์ของหน่วยงานราชการ เอกชน ประชาชน และการเข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจังของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) “เป็นการสำรวจในช่วงเดือน มิ.ย. 57 ซึ่งเป็นเดือนที่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งตัวเลขต่างๆที่ออกมาค่อนข้างที่จะเป็นเรื่องที่ดีมากขึ้นในมุมมองของข้าราชการ นักธุรกิจ และภาคประชาชน ซึ่งปริมาณของเงินใต้โต๊ะที่ลดลงตามโครงการต่างๆ พบว่าเงินดังกล่าวก็จะกลับไปสะท้อนที่เนื้องานให้มีคุณภาพมากขึ้น” ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าแนวทางในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ดีที่สุด เช่น ต้องมีการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายให้มีบทลงโทษต่อผู้กระทำผิดอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นให้ออกจากราชการ ยึดทรัพย์ จำคุกตลอดชีวิต ประหาร พร้อมทั้งดำเนินการอย่างจริงจังและเคร่งครัด ขณะเดียวกันก็ให้ภาคประชาชน ภาคเอกชน มีส่วนร่วมในการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้น หรือจัดตั้งหน่วยงานตรวจสอบโดยภาคประชาชน นอกจากนี้ควรปลูกจิตสำนึกและสร้างคุณธรรม จริยธรรมให้แก่ข้าราชการ นักการเมือง ประชาชนและเยาวชนในเรื่องของการทุจริต, ควรมีการเปิดเผยข้อมูลโครงการต่างๆ อย่างโปร่งใสชัดเจน และต่อเนื่องอย่างโปร่งใส และ รณรงค์ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ แก่ประชาชนให้ทราบถึงองค์ความรู้ ถึงลกระทบของการคอร์รัปชัน สำหรับผลสำรวจดัชนีสถานการ์คอร์รัปชันไทยเดือน มิ.ย. โดยรวมอยู่ที่ 46 คะแนน (สถานการณ์อยู่ในระดับปานกลาง) เพิ่มขึ้นจาก 39 คะแนน (สถานการณ์อยู่ในระดับรุนแรง) ในการสำรวจครั้งก่อนเมื่อเดือนธ.ค.56ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ถือเป็นค่าดัชนีสูงสุดในรอบ 5 ปีหรือตั้งแต่ปี 53 ที่มีการสำรวจดัชนีนี้หรือดีที่สุดที่มีการสำรวจ “ดัชนีที่สูงขึ้นในทุกตัวแสดงให้เห็นว่าปัญหาความรุนแรงของคอร์รัปชันในไทยเริ่มน้อยลง มีการห้องกันเรื่องนี้กันอย่างจริงจริงมากขึ้น และที่สำคัญผู้เกี่ยวข้องมีการปราบปรามเข้มข้นและประชาชน ข้าราชการ นักธุรกิจ มีจิตสำนึกที่ดีขึ้นกว่าเดิม” นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้มีศาลฏีกา แผนกที่มีการตัดสินคดีเกี่ยวกับเรื่องคอร์รัปชันโดยเฉพาะและไม่ควรใช้เวลาเกิน 1 ปีต่อคดี เชื่อว่าจะแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ในเมืองไทยได้แน่นอน เนื่องจากในอดีตบางคดีต้องใช้เวลาในการตัดสินเป็น 10 ปี ซึ่งบางครั้งคู่ความก็เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งนี้ภาคเอกชนต้องการให้ คสช. ดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพราะเห็นจากข้อมูลแค่การเข้ามาบริหารประเทศของ คสช. 1 เดือนสามารถลดปัญหาการเรียกเงินใต้โต๊ะประมาณ 10% หรือ 100,000 ล้านบาทได้แล้ว ซึ่งหากมีการดำเนินการเข้มงวดต่อเนื่องของผู้บริหารประเทศ ประกอบกับการเอาจริงเอาจังของภาคเอกชน ข้าราชการ และประชาชนทั่ว เชื่อว่าในอนาคตคอร์รัปชันก็ไม่มีเกิดขึ้นในประเทศไทย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คอร์รัปชั่นไทยลดหลังคสช.บริหารประเทศ
เดือน: มิถุนายน 2014
-

คอร์รัปชั่นไทยลดหลังคสช.บริหารประเทศ
-

ส่งออกพ.ค.ติดลบ2.14%
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ยอดการส่งออกไทยในเดือนพ.ค. 57 มีมูลค่า 19,401.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อรวม 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่าส่งออกรวม 92,862.1 ล้านเหรียญฯ ลดลง 1.22% เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรหลายประเภทมีราคาลดลงอย่างมากโดยเฉพาะ ยางพารา มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย ขณะที่กุ้งประสบปัญหาเรื่องของโรคตายด่วน อย่างไรก็ตามกรมฯมั่นใจว่าตลอดทั้งปีสามารถผลักดันยอดการส่งออกให้ขยายตัวเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ 3.5% หรือเฉลี่ยมูลค่าส่งออกไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านเหรียญฯต่อเดือนในช่วงที่เหลือของปีได้แน่นอน สำหรับยอดนำเข้าเดือน พ.ค. 57 มีมูลค่า20,210.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 9.32% เมื่อรวม 5 เดือนยอดนำเข้าอยู่ที่ 94,418.4 ล้านเหรียญฯ ลดลง 14% ส่งผลให้ในช่วงเดือน พ.ค. 57 ไทยขาดดุลการค้า 808.8 ล้านเหรียญฯ และ เมื่อรวม 5 เดือนไทยขาดดุลการค้า 1,556.2 ล้านเหรียญฯ “สินค้าส่วนใหญ่มีปริมาณส่งออกที่มากกว่าปีก่อนแต่เพราะราคาสินค้าในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างชนิดสินค้าส่งผลให้มูลค่าส่งออกเมื่อคิดเป็นเงินเหรียญสหรัฐจะลดลง อย่างไรก็ตามหากคิดเป็นเงินบาทพบว่าตัวเลขส่งออกไทยกลับเป็นบวกเนื่องจากค่าเงินบาทไทยในเดือน พ.ค. 57 จะอ่อนค่าลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8% เห็นได้จากเดือน พ.ค. 57 มูลค่าส่งออกคิดเป็นบาทอยู่ที่621,197.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.81% เมื่อรวม 5 เดือนยอดส่งออกอยู่ที่ 2.99 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.26%%” อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของปีกรมฯจะร่วมมือกับภาคเอกชนในการประเมินแผนการส่งเสริมการค้าตามตลาดต่างๆ อย่างใกล้ชิดหากตลาดใดที่มีอนาคตก็จะเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการขายเพิ่มเติมเพื่อให้ยอดส่งออกเพิ่มขึ้น นางนันทวัลย์ กล่าวว่า หากพิจารณาการส่งออกในเดือน พ.ค. เป็นรายตลาด ยังพบว่าตลาดสหรัฐฯ ขยายตัว 2.8% หรือมูลค่า 2,067 ล้านเหรียญฯ, ตลาดยุโรป (15 ประเทศ) มูลค่า 1,939 ล้านเหรียญฯ ขยายตัว 11.9% ,ตลาดญี่ปุ่น มูลค่า 1,824 ล้านเหรียญฯ ลดลง 9.9% เพราะค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าลงส่งผลให้สินค้าไทยที่ส่งออกไปญี่ปุ่นจะแพงขึ้น ตลาดอาเซียน มูลค่า 5,338 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 0.1%, ตลาดจีน 2,032 ล้านเหรียญฯ ลดลง 5.7%, อินเดีย 513 ล้านเหรียญฯ เพิ่ม 19.4%, ตะวันออกกลาง 1,007 ล้านเหรียญฯ เพิ่ม 1%, ทวีปออสเตรเลีย 812 ล้านเหรียญฯ ลดลง 27.6% สาเหตุมาจากยอดส่งออกรถยนต์ไทยลดลงเพราะออสเตรเลียรณรงค์ให้มีการใช้สินค้าประเภทนี้ที่ผลิตในประเทศให้มากที่สุด สำหรับปัจจัยที่ผลกระทบต่อการส่งออกไทยและต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด คือเรื่องของเศรษฐกิจจีนที่ยังมีสัญญาณอ่อนแรงจากการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ซึ่งจะส่งผลต่อการนำเข้าวัตถุดิบขั้นกลางจากไทยไม่ว่าจะเป็นเคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และยางพารา เป็นต้น รวมถึงต้องติดตามความคืบหน้าในการปฎิรูปเศรษฐกิจจีนเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะที่สถานการณ์การค้าปลีกของเกาหลีใต้ยังชะลอตัวเช่นกัน เนื่องจากเหตุการณ์เรือเฟอร์รีล่มที่ส่งผลต่อภาวะจิตใจของประชาชนทั่วประเทศทำให้ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง บันเทิง โรงแรมและร้านอาหารถูกระทบต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน เม.ย. 57 รวมถึงเรื่องของการส่งออกน้ำตาลทรายที่ได้รับผลจากความตกลงเขตการค้าเสรีเกาหลีใต้-ออสเตรเลีย ทำให้เกาหลีใต้หันไปนำเข้าน้ำตาลจากออสเตรเลียเนื่องจากเสียภาษีในอัตรา 0% นางนันทวัลย์ กล่าวว่า ในส่วนของการนำเข้าเดือน พ.ค. 57 ที่ลดลง 9.3% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มสินค้าทุน ยานพาหนะ อุปกรณ์การขนส่ง อาวุธ เป็นต้น โดยสินค้านำเข้าสำคัญ เช่น กลุ่มเชื้อเพลิงมูลค่า 4,941 ล้านเหรียญฯ, ลดลง 9.3%, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 1,822 ล้านเหรียญฯ ลดลง 5.7%, เครื่องจักรไฟฟ้า และส่วนประกอบ 1,309.9 ล้านเหรียญฯ เพิ่ม 0.9%, เครื่องบิน เครื่องร่อน และอุปกรณ์ 106 ล้านเหรียญฯ ลดลง 64.3%, วัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป 7,507 ล้านเหรียญฯ ลดลง 11.3%, เครื่องอุปโภคและบริโภค 1,853 ล้านเหรียญฯ ลดลง 4.7%, ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง 907 ล้านเหรียญฯ ลดลง 25.8% เป็นต้น ส่วนกรณีที่มีบางประเทศในยุโรปและสหรัฐฯ ออกข่าวว่าจะแบนสินค้าประมงจากไทยนั้น เป็นเพียงแค่บางบริษัท ไม่ใช่ทุกบริษัท และไม่ได้แบนทันที บางรายแค่ชะลอการนำเข้าในช่วงนี้ แต่ถ้าไทยสามารถชี้แจงและยืนยันให้ลูกค้าเข้าใจและมั่นใจได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องแรงงาน ก็จะทำการค้ากับไทยต่อไป ซึ่งเท่าที่ทราบทางกลุ่มซีพีเอฟ ก็ได้มีการชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้ซื้อในยุโรปแล้ว ขณะเดียวกัน ยังมีอีกหลายบริษัทที่ยังคงยืนยันทำการค้ากับไทย เช่น สมาคมผู้นำเข้าอาหารทะเลรายใหญ่ของสหรัฐฯ (เอ็นเอฟไอ) เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ส่งออกพ.ค.ติดลบ2.14% -

สลิงช็อตแอพใหม่จากเฟซบุ้ก
ข่าวจากเฟซบุ้ก (Facebook) แจ้งว่า เฟซบุ้ก เปิดให้บริการสลิงช็อต ( Slingshot) แอพพลิเคชั่นใหม่ล่าสุดจากครีเอทีฟ แล็บส์ (Creative Labs) ของเฟซบุ้กแก่ผู้ใช้งานทั่วโลกแล้ว ความพิเศษของ สลิงช็อต คือผู้ใช้งานสามารถแชร์ช่วงเวลาพิเศษไม่ว่าจะเหตุการณ์เล็กหรือใหญ่ไปยังผู้คนจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว แอพดังกล่าวถือเป็นกระดานข่าวหรือฟีดรูปแบบใหม่ โดยทุกคนสามารถเป็นผู้สร้างเนื้อหาได้เพียงบันทึกรูปภาพหรือวิดีโอของสิ่งที่สนใจและ ‘สลิง’ หรือส่งต่อไปยังกลุ่มเพื่อนๆ เพื่อนผู้รับภาพหรือวิดีโอจะยังไม่สามารถเห็นสิ่งที่คุณส่งมาในฟีดของพวกเขาจนกว่าจะสลิงรูปภาพหรือวิดีโอกลับไป ความพิเศษนี้ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมบนสลิงช็อต อย่างแท้จริง ทั้งยังช่วยลดความกดดันในการสื่อสารและเพิ่มความสร้างสรรค์ในการแชร์สิ่งต่างๆ มากยิ่งขึ้น แอพสลิงช็อต เปิดให้บริการในสหรัฐอเมริกาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนจะขยายขอบเขตการเปิดตัว Slingshot ในระยะแรกไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เข้าชม http://www.sling.me/ และบล็อกของทีมงาน Slingshot เพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม Slingshot เปิดให้บริการในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษบน ไอโฟน (iOS7) และแอนดรอยด์ (เจลลีบีน และคิทแคท)
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สลิงช็อตแอพใหม่จากเฟซบุ้ก