นายราฆพ ศรีศุภอรรถ อธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยถึงกรณีการแก้ปัญหาสลากหาย 42,800 ฉบับ ว่า สำนักงานสลากฯ ได้ประชุมได้ข้อสรุปว่า สลากที่หายจำนวนดังกล่าว ถือว่าเป็นสลากที่มีการพิมพ์เพื่อออกจำหน่ายครบทั้ง 72ล้านฉบับ หากกรณีที่สลากชุดนี้เกิดถูกรางวัลเงินรางวัลที่ได้ทั้งหมด จะต้องถูกนำส่งเป็นรายได้เข้าแผ่นดิน เพราะเปรียบเหมือนเป็นสลากที่ไม่มีคนมาขึ้นเงินรางวัล แต่หากมีใครนำสลากดังกล่าวมาขึ้นเงินรางวัล จะถูกดำเนินคดีความผิดตามกฎหมายอาญา ในฐานะยักยอกทรัพย์สินหาย เพราะสำนักงานสลากฯ และไปรษณีย์ ได้แจ้งความทรัพย์สินหายไปแล้ว“ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานสลาก ได้ดูข้อกฎหมาย และจะฟ้องเรียกค่าเสียหายกับบริษัทไปรษณีย์ไทย ในข้อหาละเมิด และให้ชดใช้ความเสียหายตามมูลค่าหน้าสลากที่หายไปหรือ 17ล้านกว่าบาท และงวดนี้หากใครถูกรางวัลยังคงได้เงินเต็มจำนวนเช่น ถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 2 ล้านบาท ก็จะได้รับรางวัลเหมือนเดิมเพราะสำนักงานสลากฯ เห็นว่ากรณีนี้ เป็นเรื่องของสลากหายไม่ได้เรื่องการขายไม่หมด จึงให้จ่ายเงินรางวัลเต็ม”อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาสลากราคาแพง ให้เหลือคู่ละ80นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว และขณะนี้คณะกรรมการสลากไม่สามารถประชุมได้ เพราะผู้อำนวยการสำนักงานสลากลาออกมีผล 1ก.ค.นี้ ตามกฎหมายของสลากระบุไว้ชัดว่า กรณีที่ไม่มีผู้อำนวยการสำนักงานสลากคณะกรรมการจะไม่สามารถประชุมอนุมัติใด ๆ ได้เลย นอกจากการประชุมเพื่อสรรหาผู้อำนวยการใหม่เท่านั้นนอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการสลากที่ยื่นใบลาออกแล้ว 3 ค นได้แก่พล.ท.รุจวินท์ กิจวิทย์ ,นายวีรภัทร ศรีไชยา และพล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ยิ่งส่งผลให้ไม่สามารถประชุมเพื่อตัดสินใจในนโยบายที่สำคัญ ๆ ได้ ทั้งนี้ คณะกรรมการจะหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อเร่งสรรหากรรมการผู้อำนวยการคนใหม่โดยเร็วต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขู่จับผู้นำล็อตเตอรี่ที่แจ้งหายมาขึ้นเงิน
เดือน: มิถุนายน 2014
-

ขู่จับผู้นำล็อตเตอรี่ที่แจ้งหายมาขึ้นเงิน
-

สคบ.ชงตั้งคณะกรรมการ 3 ชุด
ร.ต.ไพโรจน์ คนึงทรัพย์ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ฝ่ายบริหารของสคบ.เตรียมเสนอคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ที่มีพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเร็วๆ นี้ พิจารณาเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการ 3 ชุดคือ คณะกรรมการด้านโฆษณาด้านฉลาก และด้านสัญญาเพื่อเร่งแก้ไขข้อร้องเรียนของด้านต่าง ๆ ที่ยังค้างอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ด้านสัญญาที่ยังมีเรื่องการแก้ไขปัญหาการควบคุมดูแลธุรกิจรับจ้างดูแลผู้ป่วยและคนชรารวมถึงธุรกิจรับจ้างก่อสร้าง“ตอนนี้มีงานที่ต้องสานต่ออยู่หลายงาน โดยเฉพาะเรื่องของธุรกิจรับจ้างดูแลผู้ป่วยและคนชรา ซึ่งปัจจุบันได้ศึกษาแนวทางการควบคุมไว้เกือบเสร็จแล้ว เหลือแค่ตั้งคณะกรรมการด้านสัญญามาดูงานต่อ โดยตามขั้นตอน ต้องให้คณะกรรมการชุดนี้แต่งตั้งคณะอนุฯมาดูแลเป็นพิเศษ และต้องออกมาตรการต่าง ๆ ออกมาดูแล แต่เรื่องก็กลับต้องค้าง ไว้ส่วนเรื่องอื่น ๆ เช่น ด้านฉลากและโฆษณา ก็มีบางเรื่องที่เร่งด่วน และอยู่ในความดูแล เพียงแค่เสนอเข้าที่ประชุม คคบ. พิจารณาซึ่งล่าสุด สคบ.ยังต้องรอประสานจากหัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษก่อน ว่าจะเริ่มประชุมเมื่อใด โดยคาดว่าอย่างเร็วที่สุดคงเป็นช่วงปลายเดือนมิ.ย.นี้”ขณะที่การแต่งตั้งคณะกรรมการด้านขายตรงนั้น ยังไม่สามารถแต่งตั้งได้ เพราะตามหลักแล้ว ต้องแต่งตั้งโดย ครม .เนื่องจากคณะกรรมการชุดนี้ ต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาเป็นกรรมการด้วย โดยงานยังค้างอยู่ของคณะกรรมการชุดดังกล่าว คือ การผลักดันการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพขายตรงและตลาดแบบตรงไทยเพื่อตรวจสอบกลไลของธุรกิจ ระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน และการควบคุมธุรกิจที่ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค รวมทั้ง บริษัทที่แฝงมิจฉาชีพเช่น บริษัทแชร์ลูกโซ่ขณะเดียวกันคณะกรรมการชุดดังกล่าว ยังมีงานที่ต้องควบคุมธุรกิจขายตรงอื่น ๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในช่วงก่อนเปิดประชาคมอาเซียนด้วยนอกจากนี้สคบ.ยังเตรียมเสนอคสช.พิจารณาแผนงานเร่งด่วนของสคบ.ในปี57โดยเฉพาะการผลักดันแผนแม่บทการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งยังค้างอยู่ในขั้นตอนการขอพิจารณาเห็นชอบจาก ครม.โดยแผนดังกล่าวจะประกอบด้วย5ยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือยุทธศาสตร์แรกเป็นการพัฒนากลไกนโยบายมาตรการและกฎหมายที่เป็นเครื่องมือในการคุ้มครองผู้บริโภคยุทธศาสตร์ เป็นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการเฝ้าระวังป้องกันและแก้ไขปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคยุทธศาสตร์ การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและการสื่อสารสาธารณะยุทธศาสตร์ การสร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและยุทธศาสตร์การส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สคบ.ชงตั้งคณะกรรมการ 3 ชุด -

ใช้เครือข่ายทรูมูฟ 3จี เก็บข้อมูลสุขภาพโครงการ ‘24DHS’
การเข้าถึงเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพื้นที่ที่ห่างไกล ถ้าไม่มีผู้ที่สนับสนุนและผลักดันที่แท้จริง กลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถือเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ประกอบธุรกิจโทรคมนาคมไทยสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีตลอดมา ผ่านโครงการ 3 จี เพื่อโรงเรียนและชุมชน ขณะที่ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีเพื่อการแพทย์ จัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายสุขภาพระดับอำเภอเพื่อมุ่งสู่อำเภอสร้างเสริมสุขภาพ หรือที่เรียกกันว่า 24 DHS เพื่อพัฒนาศักยภาพของทีมผู้บริหาร ทีมบริการสาธารณสุข ภาคประชาชน และภาคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้มีความสามารถบริหารจัดการแบบบูรณาการเพื่อก่อให้เกิดความเข้มแข็งของการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ ดร.กันทิมา กุญชร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร กลุ่มทรู เล่าว่า ด้วยนโยบายขององค์กรที่ต้องการให้ประชาชนในประเทศไทยได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตและใช้ประโยชน์จากโครงข่ายและศักยภาพของกลุ่มทรูได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ผ่านเครือข่าย 3 จี ของทรูมูฟเอช ทั้งนี้ 24 DHS ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งทรูสนับสนุนแอร์การ์ด พร้อมซิม 3 จี โดยใช้งานดาต้าไม่จำกัด บนคลื่น 850 และ 2100 เมกะเฮิรตซ์ ให้กับเจ้าหน้าที่โครงการเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างดำเนินงาน นอกจากนี้ ทรู ยังสนับสนุนโซลูชั่นในการจัดเก็บข้อมูลสุขภาพประกอบด้วย เซิร์ฟเวอร์สำหรับเก็บฐานข้อมูลของ 24 อำเภอ และแท็บเล็ตในการเก็บข้อมูลจำนวน 240 ชุด ให้ใช้งานอย่างเรียลไทม์ทั้ง 24 อำเภอ และความร่วมมือของนักเรียนในโครงการทรูปลูกปัญญาในพื้นที่ 24 อำเภอ กว่า 111 โรงเรียน เข้าร่วมเป็นจิตอาสาในการเก็บข้อมูล ซึ่งเด็กนักเรียนจะรับรู้และเข้าใจในวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ได้ดี “ถือเป็นการสานต่อความตั้งใจนำเทคโนโลยีมาช่วยในโครงการ เพราะบางพื้นที่ห่างไกลไม่มีแพทย์ประจำ แต่มีชาวบ้านจำนวนมาก มีเพียงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเท่านั้น เมื่อเราสามารถสื่อสารแบบเห็นหน้าติดต่อกับหมอโดยตรง จะทำให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเดินทางของชาวบ้านด้วย” ดร.กันทิมา เล่าว่า เรามีแอพพลิเคชั่นวัดหัวใจคนไข้ไว้บนรถพยาบาล สามารถส่งคลื่นหัวใจได้ทันที เพราะด้วยการที่มีเทคโนโลยี ทำให้สามารถส่งข้อมูลและอัพเดทข้อมูลในชุมชนต่าง ๆ ทันที สามารถวิเคราะห์ความเป็นอยู่ของแต่ละพื้นที่ได้ ผศ.ดร.นพ.ภูดิท เตชาติวัฒน์ คณบดี คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และผู้จัดการโครงการ 24 DHS เล่าว่า ต้องการให้ได้ข้อมูลที่รู้จริงในพื้นที่ทั้งภาควิชาการและทฤษฏี เพราะจะมีผลต่อการปฏิบัติงานจริง จึงได้ประสานกับกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สสส.เพื่อบริหารจัดการปัญหาสำคัญของข้อมูลสุขภาพในอดีตจากตำบลไปสู่อำเภอ เขต จังหวัด การเก็บข้อมูลด้วยกระดาษ ได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ดังนั้น แนวคิดการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาจัดเก็บข้อมูลถือว่าสำคัญ ซึ่งทางกลุ่มทรูได้สนับสนุนอุปกรณ์ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการจัดเก็บข้อมูล อีกทั้งยังได้เด็กนักเรียนในโครงการทรูปลูกปัญญามาเป็นอาสาสมัครช่วยเก็บข้อมูลด้วย เมื่อได้ข้อมูลการวางแผนร่วมกันเกิดข้อมูลที่เป็นจริงสามารถสร้างแผนปฏิบัติงานร่วมกันในทุกพื้นที่ เราจะเห็นข้อมูลภาพรวมประชากรสาธารณสุขในแต่ละพื้นที่มองเห็นถึงปัญหาช่วยเหลือตรงจุดที่สุด สำหรับลักษณะข้อมูลที่ใช้ อาทิ ที่เป็นตารางหลายรูปแบบ แยกตามตำบล และสามารถเปรียบเทียบ ข้ามตำบล ข้ามอำเภอได้ เจอข้อมูลแต่ละตำบลได้อย่างละเอียด สามารถกำหนดคำถามแต่ละพื้นที่ได้ โดยคำถามแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่นั้นด้วย ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด นอกจากนี้ ยังได้ประสานกับ กูเกิล แม็พ เมื่อคลิกเข้าไปยังบ้านเลขที่ไหน ก็จะทราบและเห็นถึงข้อมูลลักษณะของบ้านที่ชัดเจนว่าบ้านหลังนี้มีประชากรอยู่กี่คน มีโรคประจำตัวหรือไม่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม โครงการนี้จะเป็นโครงการนำร่องภาคเหนือตอนล่าง 10 จังหวัด 24 อำเภอ เขตพื้นที่เครือข่ายบริการสุขภาพที่ 2 และ3 (พิษณุโลก-นครสวรรค์) ตั้งเป้า 3 ปี จะเห็นผล 100% โดยจะประเมินผลทุก 6 เดือน เน้นความร่วมมือและการมีส่วนร่วมและการบริหารของชุมชนว่ามีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหรือไม่อย่างไร เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน มีการเก็บข้อมูลที่ตรงจุด ทำให้ทราบปัญหาที่แท้จริง เชื่อว่าการผลักดัน “เครือข่ายสุขภาพระดับอำเภอที่เข้มแข็ง” น่าจะเห็นผลในไม่ช้า. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ใช้เครือข่ายทรูมูฟ 3จี เก็บข้อมูลสุขภาพโครงการ ‘24DHS’