หลังจากกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เผยแพร่รายงานประจำปี เรื่อง สถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 57 ซึ่งเป็นการสำรวจสถานการณ์ของทุกประเทศในโลก ได้สร้างความกังวลใจแก่ประเทศไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มภาคอุตสาหกรรมและผู้ส่งออกไทย เนื่องจากไทยถูกลดอันดับจากบัญชีกลุ่มที่ 2 หรือเทียร์ 2 จากที่ต้องจับตามอง ลงมาอยู่ในกลุ่มเทียร์ 3 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีสถานการณ์ค้ามนุษย์ระดับเลวร้ายที่สุดของโลก สถานการณ์นี้ทำให้ฐานะของประเทศไทย ถูกจัดรวมไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศแอลจีเรีย, แอฟริกากลาง, คองโก, คิวบา, อิเควทอเรียลกินี, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ, คูเวต, ลิเบีย, มาเลเซีย, มอริเตเนีย, ปาปัวนิวกินี, รัสเซีย, ซาอุดีอาระเบีย, ซีเรีย, อุซเบกิสถาน, เยเมน, เวเนซุเอลา, ซิมบับเว เป็นต้น แน่นอน! การเผยแพร่รายงานชิ้นนี้ ถือว่ามีผลกระทบต่อชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และอื่น ๆ อีกมาก ที่สำคัญยังทำให้การค้าการขายของภาคเอกชนต้องได้รับผลกระทบตามไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นบรรดาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมถึงสมาคมเอกชนอื่นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าประเภทกุ้ง ปลา เครื่องนุ่งห่ม และ อ้อย ต่างต้องมองหามาตรการรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง… การส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐ รวมถึงในกลุ่มประเทศยุโรป ที่แต่ละปีจะมีมูลค่าจำนวนมหาศาล เพราะผลที่ตามมาคือ กระทบต่อภาพลักษณ์ของสินค้าไทย ที่มีผลต่อการทำการค้ากับหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐได้ ที่สำคัญอาจถูกขยายผลโดยองค์กรต่าง ๆ ที่จับตามองไทย หรือแม้แต่สื่อต่างประเทศอาจนำไปขยายผลได้ว่า ไทยยังมีปัญหาการค้ามนุษย์ จนเป็นแรงกดดันต่อผู้บริโภคในการพิจารณาซื้อสินค้า ดังนั้นหันมาดูมาตรการที่ไทยดำเนินการรับมือกับผลกระทบการ บอยคอตสินค้าไทย โดยในระยะยาวนั้นก็จะมีการดำเนินการแผนการทำงานในอนาคตตามที่ได้แจ้งแก่สหรัฐเอาไว้ก่อนหน้านี้ การจัดทำแผนปฏิบัติการแก้ปัญหากระบวนการผลิตสินค้า 5 รายการที่ถูกสหรัฐขึ้นบัญชีว่ามีการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับเอาไว้ การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวแบบเชื่อมโยง การจัดทำมาตรฐานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานต่าง ๆ รวมถึงการดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องของแรงงานเถื่อนและการค้ามนุษย์อย่างเข้มงวด เป็นต้น ส่วนแผนเร่งด่วนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในระยะสั้นนั้น พบว่าหน่วยงานภาครัฐได้เตรียมดำเนินการคือ ขณะนี้สำนักพาณิชย์ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจต่อรัฐบาลสหรัฐ สภา คองเกรส บริษัทค้าปลีก และผู้นำเข้า เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาในเรื่องแรงงานที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการค้า ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ ยังมีแผนโรดโชว์จัดกิจกรรมในตลาดต่างประเทศ รวมทั้งการเดินสายไปพบปะผู้นำเข้ารายสำคัญในเมืองต่าง ๆ ของสหรัฐ อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อลูกค้าและผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าไทย ส่วนภาคเอกชนนั้นพบว่าหลายบริษัทไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออกกุ้ง ปลา และสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม ได้ทยอยหารือและทำความเข้าใจกับลูกค้าต่างประเทศ ที่มีออร์เดอร์หรือค้าขายกันมานานเพื่อสร้างความเข้าใจ เพราะมั่นใจว่าสินค้าส่วนใหญ่มีการใช้แรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งลูกค้าในต่างประเทศส่วนใหญ่เข้าใจ และยืนยันที่จะหาซื้อสินค้าของไทยต่อไป เห็นได้จากสมาคมผู้นำเข้าอาหารทะเลรายใหญ่ของสหรัฐ (เอ็นเอฟไอ) ออกแถลงการณ์ยืนยันทำการค้ากับไทยในฐานะคู่ค้าที่ตั้งใจและปฏิบัติตามมาตรฐานในด้านแรงงานต่อไป แต่จะไม่นำเข้าสินค้าเฉพาะโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานเรื่องแรงงานเท่านั้น ขณะที่องค์กรธุรกิจของไทยทั้งสภาหอฯ สภาอุตฯ สมาคมอาหารแปรรูป ก็เดินหน้าทำความเข้าใจกับองค์กรเอกชนต่างประเทศเพื่อเป็นช่องทางหนึ่งในการทำความเข้าใจกับบริษัทในต่างประเทศที่เป็นสมาชิกองค์กรนั้น ๆ รวมถึงองค์กรเอกชนเหล่านั้นสามารถไปสร้างความเข้าใจกับบรรดานักการเมืองของสหรัฐหรือในกลุ่มยุโรปได้ เพราะอย่าลืมว่าในปัจจุบันรัฐบาลทุกประเทศจะให้ความสำคัญกับองค์กรธุรกิจของตนเองอย่างมาก อย่างไรก็ตามแม้ว่าหลายฝ่ายต่างกังวลเรื่องมาตรการลงโทษของสหรัฐเกี่ยวกับสินค้าไทย รวมถึงภาพลักษณ์สินค้าไทยในสายตาของลูกค้ากลุ่มยุโรปและสหรัฐ แต่ในภาพรวมแล้ว! หากศึกษาให้ดีเกี่ยวกับข้อมูลของประเทศที่เคยอยู่ในระดับเทียร์ 3 กว่า 20 ประเทศ พบว่า หลายประเทศก็ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมเกี่ยวกับการส่งออกไปยังสหรัฐ เพราะสามารถขอการยกเว้นจากสหรัฐได้ หากไทย… ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งชี้แจงข้อเท็จจริงต่อบริษัทคู่ค้าไปแล้ว บริษัทต่าง ๆ น่าจะมั่นใจทำการค้ากับไทยต่อไปอีกนาน เพราะในภาพรวมสินค้าไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันบทลงโทษตามตัวกฎหมายของสหรัฐ ในการจัดอันดับครั้งนี้ คงไม่รวมถึงเรื่องของการค้าและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่อาจมีบทลงโทษในลักษณะพิจารณาระงับให้ความช่วยเหลือ เช่น ไม่สนับสนุนเงินทุนให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลประเทศที่มีปัญหาการค้าแรงงานมนุษย์ ในโครงการแลกเปลี่ยนการศึกษา วัฒนธรรม และความร่วมมือต่าง ๆ รวมถึงอาจจะคัดค้านการให้ความช่วยเหลือประเทศที่มีปัญหาการค้ามนุษย์บนเวทีขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก เป็นต้น ดังนั้น ณ เวลานี้ ทุกอย่างจึง เป็นหน้าที่ของทุก ๆ ฝ่ายที่ต้องร่วมมือร่วมใจในการแก้ปัญหาเรื่องของการใช้แรงงานที่ผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง ก็เชื่อว่า ปัญหาทุกอย่างคงได้รับการแก้ไขอย่างราบรื่นและยั่งยืนต่อไป!. บัญชีสถานการณ์การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์แต่ละประเทศตามกฎหมายสหรัฐ เทียร์ 1ประเทศที่ดำเนินการสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายของสหรัฐ ในการป้องกันและบังคับใช้กฎหมายการต่อต้านการค้ามนุษย์ เทียร์ 2ประเทศที่มีการดำเนินการยังไม่สอดคล้องกับกฎหมายของสหรัฐ แต่ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะแก้ไขปัญหา เทียร์ 2 (ที่ต้องจับตามอง)ประเทศที่มีรายงานเหยื่อการค้ามนุษย์เพิ่มขึ้น หรือไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาลได้พยายามต่อต้านการค้ามนุษย์ เทียร์ 3ประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายสหรัฐ และไม่มีความพยายามแก้ไขปัญหา มนัส แวววันจิตร
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เร่งชี้แจง-โรดโชว์บริษัทคู่ค้า รับมือสหรัฐขึ้นบัญชีดำไทย
เดือน: มิถุนายน 2014
-

เร่งชี้แจง-โรดโชว์บริษัทคู่ค้า รับมือสหรัฐขึ้นบัญชีดำไทย
-

สทท.จี้รัฐเร่งแจงทูตสร้างความเชื่อมั่น
นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า ภาครัฐต้องหามาตรการสร้างความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรป (อียู) ที่ควรจะเร่งเข้าไปชี้แจงเกี่ยวกับการคว่ำบาตรไทยในขณะนี้เป็นเพียงเรื่องการเมืองเท่านั้น แต่สิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการคือความปลอดภัย ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมแล้ว เพราะไม่มีการชุมนุมบ้านเมืองอยู่ในภาวะปกติ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ที่กำลังจะมาถึง ขณะเดียวกันตลาดจีนกระทรวงการท่องเที่ยวะกีฬาควรจะเร่งหารือ กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำเนินการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าจีนและไต้หวันเป็นเวลา 12 เดือน เพราะเป็นตลาดที่กระตุ้นได้ทันทีรวมถึงเห็นผลอย่างรวดเร็ว"ตอนนี้การทำความเข้าใจกับเอกอัครราชทูตจากอียู เพื่อชี้แจงความคืบหน้าเรื่องปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะนักท่องเที่ยวจะกังวลกับเรื่องนี้มากที่สุด และคณะทูตก็เคนร้องขอให้ใส่ใจกับเรื่องนี้ตั้งแต่การเข้าหารือในปี 55 แล้ว ขณะที่การยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าต้องยอมรับว่าเป็นยาแรงมากที่กระตุ้นการท่องเที่ยวในตลาดจีนและไต้หวันได้ดีกว่าการระดมงบไปจัดแฟมทริป หรือการจัดงานิทศกาลรื่นเริงขนาดใหญ่ที่เปลืองงบประมาณกว่า เพราะจีนและไต้หวันจะมองเห็นว่าไทยพร้อมแล้ว ทั้งนี้หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ สทท.คาดการณ์ว่า ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้นักท่องเที่ยวจะเดินทางมา 6.84 ล้านคนเพิ่มขึ้นถึง 5.23%จากปีก่อนที่เดินทางมา 6.5 ล้าคน"อย่างไรก็ตามหากไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ทันเวลาในไตรมาส 3 นี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวเพียง 6.18 ล้านคน ลดลง 4.92% จากปีก่อน และจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4 ด้วยที่นักท่องเที่ยวจะมีเพียง 7.26 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.01% จากปีก่อนสำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในไตรมาส 2 ปี 57 ได้ประเมินภาพรวมการท่องเที่ยวในประเทศจะดีขึ้น เห็นได้จากผู้ประกอบการกว่า 40% มีแผนเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันแม่ที่คาดว่าจะมีวันหยุดยาว 4 วัน และหากในระยะยาวรัฐบาลอนุญาติให้นักท่องเที่ยวไทยนำค่าใช้จ่ายไปหักลดภาษีเงินได้ ก็จะส่งผลดีต่อธุรกิจตนเอง ส่วนตลาดต่างชาติผู้ประกอบการโดยเฉพาะในกรุงเทพฯกว่า 40% ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวลดลง รวมถึงคะแนนความพอใจท่องเที่ยวยังลดลงอยู่ที่ 3.08 จาก 3.89 ในปีก่อน จากคะแนนเต็ม5นายธเนศ วรศรัณย์ รองประธานสทท. กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องเร่งใช้มาตรการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า เพราะเป็นยาแรงกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีน เพราะจากตัวเลขนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน มี5 ประเทศได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย และอินเดีย ที่ท่องเที่ยวในไทยรวมกันถึง 43% และใน 5 ประเทศนี้เป็นประเทศจีนกว่า 68% บวกกับปัจจัยเกี่ยวกับหลังเหตุการณ์การชุมนุมสงบะมีคสช.เข้ามาบริหารประเทศ ทางการจีนก็ส้งสัญญาณที่ดีมาว่าควรให้โอกาสประเทศไทยอีกครั้ง หากใช้มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าได้สำเร็จก็จะดึงนักท่องเที่ยวจีนให้ กลับมาได้แน่นอน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สทท.จี้รัฐเร่งแจงทูตสร้างความเชื่อมั่น -

ห้างสรรพสินค้าโหมจัดงานกระตุ้นยอดขาย
นายชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหารบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมทุ่มงบกว่า 60% ของงบการตลาดทั้งปีมูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท จัดกิจกรรมกระตุ้นยอดขายครึ่งปีหลัง เพื่อผลักดันยอดขายทั้งปีให้เติบโตตามเป้าหมาย 2-3% เป็นมูลค่า 50,000 ล้านบาท หลังเห็นสัญญาณบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และบรรยากาศโดยรวมของประเทศที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง จากที่ช่วงครึ่งปีแรกที่มียอดขายไม่เติบโตเลยทั้งนี้ยอดขายของบริษัทส่วนใหญ่เติบโตมากกว่า 2-3% แต่เนื่องจากปีนี้รวมถึงปีที่ผ่านมาประสบกับวิกฤตหลายอย่าง ทำให้ยอดขายเติบโตแค่ระดับต่ำกว่าปกติ โดยยอดขาย 3 เดือนแรก อยู่ในระดับติดลบเกือบสองหลัก จากนั้นจึงเริ่มปรับตัวดีขึ้นมาเรื่อย ๆ โดยไตรมาสสอง ยอดขายโตขึ้นมา 2-3% ทำให้ครึ่งปียอดขายคงตัวที่มูลค่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งตั้งแต่เริ่มเห็นสัญญาณการจับจ่ายที่ชะลอตัวในต้นปี บริษัทจึงลดการจัดกิจกรรมการตลาดลง เพราะเชื่อว่าไม่สามารถจะกระตุ้นอารมร์การซื้อได้แน่นอน ทำให้ใช้งบไปเพียง 800 ล้านบาท จากงบการตลาดทั้งปีที่ 2,000 ล้านบาท”ทั้งนี้ในครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมจัด 2กิจกรรมใหญ่ที่มั่นใจว่าจะทำยอดขายได้สูงถึง1,500 ล้านบาทแบ่งเป็น แคมเปญมิดไนท์เซลล์ ที่จัดกิจกรรมลดราคาสินค้าสูงสุดถึง 70% โดยตั้งเป้าหมายยอดขายที่ 1,200 ล้านบาท จากนั้นในเดือนก.ค.จะจัดงานมหกรรมลดทะลุพิกัด ที่เมืองทองธานี นำสินค้าจากศูนย์การค้าในเครือมาขายในงานมากกว่า1 ล้านรายการ พร้อมมอบส่วนสูงสุดถึง 80% ทั้งนี้เป้าหมายรายได้ตลอดการจัดงานที่ 300ล้านบาทนายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาด บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้ทุ่มงบการตลาดในครึ่งปีหลังมากกว่า1,000ล้านบาท กระตุ้นยอดขายเกาะกระแสการจับจ่ายที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง เพื่อดันยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายทั้งปีเริ่มต้นจากแคมเปญใหญ่ที่สุดที่ใช้งบกว่า 400 ล้านบาท ร่วมกับบริษัทสรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด,บริษัทเซ็นทรัลรีเทลคอร์ปอเรชั่นจำกัด และ ห้างสรรพสินค้าโรบินสันจัดแคมเปญ เดอะเกรท เทรสแกรนด์ เซลล์มั่นใจผลักดันยอดขายในช่วงที่จัดงานเติบโต 20-30% เป็นรายได้4,000-5,000ล้านบาทแน่นอนด้านน.ส.ชนิสา แก้วเรือน รองกรรมการผู้จัดการสายส่งเสริงการตลาด บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้าสยามพารากอนสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ กล่าวว่า บริษัทได้ทุ่มงบการตลาด50% ของทั้งปี เป็นมูลค่ากว่า 600ล้านบาทจัดกิจกรรมการตลาดกว่า 50 กิจกรรมภายใต้ชื่อแคมเปญเฟิร์มธิซึ่ม ชูจุดเด่นมอบสิทธิพิเศษเพิ่มเติมจากสิทธิเดิมแก่ลูกค้าเก่ารวมถึงมอบส่วนลดดึงดูดลูกค้าใหม่ กระตุ้นจำนวนผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนจากก่อนหน้านี้ ในครึ่งปีแรกที่มีผู้มาใช้บริการน้อยลง โดยเฉพาะชาวต่างชาติ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ห้างสรรพสินค้าโหมจัดงานกระตุ้นยอดขาย