เดือน: มิถุนายน 2014

  • ขู่ฟ้องดับบลิวทีโอกลับ

    ขู่ฟ้องดับบลิวทีโอกลับ

    นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานหอการค้าไทย เปิดเผยว่า กรณีที่สหภาพยุโรป (อียู) จะปรับลดระดับความสัมพันธ์ไทย-อียูลงนั้น ไม่น่าจะกระทบต่อการค้าการลงทุนนัก เพราะมองว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นการเมืองล้วน ๆ และอียูก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาแซงก์ชั่น หรือคว่ำบาตรการค้าของไทยได้ เพราะผิดกฎขององค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ไทยสามารถฟ้องร้องต่อดับปลิวทีโอได้ทันที“ปัจจุบันไทยส่งออกไปยังตลาดอียูเพียง10%จากมูลค้าการส่งออกทั้งหมดหรือคิดเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณปีละ2-3หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ”ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไท ยกล่าวว่า สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย และสมาพันธ์ผู้ผลิตสินค้าประมงไทย ได้ชี้แจงความจริงด้านแรงงานไทย ภายหลังที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่รายงานด้านการค้ามนุษย์ประจำปี 57 ซึ่งไทยได้ถูกปรับลดระดับเป็นเทียร์ 3 และหนังสือพิมพ์การ์เดียนของอังกฤษ ได้นำเสนอรายงานเกี่ยวกับการใช้แรงงานในอุตสาหกรรมประมงไทยที่ผิดไปจากความจริง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกุ้งและทูน่า ไม่มีปัญหาแรงงานเด็ก และบังคับแรงานแต่อย่างใด ที่สำคัญทางกลุ่มได้ดูแลสมาชิกเป็นอย่างดีหากสมาชิกรายใดใช้แรงงานไม่ถูกตามกฎหมาย ก็จะถูกให้ออกจากสมาชิก ซึ่งจะไม่สามารถส่งสินค้าออกไปยังสหรัฐและยุโรปได้ทั้งนี้ในวันที่ 1 5ก.ค.นี้จะนำหลักฐานของอุตสาหกรรมกุ้งและทูน่า ไปยื่นให้กระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา พิจารณาถอดถอนสินค้าออกจากข้อกล่าวหาการแรงงานเด็ก หรือแรงงานบังคับ ซึ่งกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา จะทบทวนการประกาศกลุ่มสินค้าที่เข้าข่ายการใช้แรงงานเด็กในเดือนก.ย.นี้“ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมกุ้งและทูน่า ได้พยายามขจัดขบวนการค้ามนุษย์มาโดยตลอด แต่ก็ต้องยอมรับผลการพิจารณาของสหรัฐในครั้งนี้ ได้สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์อุตสาหกรรมไทยอย่างมาก แต่อยากฝากไปยังกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา ให้พิจารณารายละเอียดจากไทยอย่างชัดเจน และเป็นธรรมส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จะต้องรอดูท่าทีการพิจารณาตัดสินใจคว่ำบาตรภายใน 90 วันจากนาย บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่าจะผ่อนปรนหรือไม่”นายชนินทร์ ชริศราพงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมทูน่าไม่มีปัญหาเรื่องของมาตรฐานแรงงาน เนื่องจากในแต่ละปีไทยจะนำเข้าปลาทูน่าจากต่างประเทศ 8-9แสนตัน ส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้ามาจากผู้ประกอบการเรือ จากสหรัฐยุโรป ญี่ปุ่น ไต้หวัน ซึ่งประเทศเหล่านี้ดูแลเรื่องมาตรฐานของแรงงานเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงมั่นใจว่า อุตสาหกรรมทูน่าจะไม่มีปัญหาแรงงานผิดกฎหมายแน่นอน เพราะหากผิดกฎหมาย ก็แสดงว่าประเทศที่เป็นต้นทางวัตถุดิบ ก็มีปัญหาเรื่องของแรงงานผิดกฎหมายด้วย“อุตสาหกรรมทูน่าไทยใช้แรงงานต่างด้าว 40,000 คนหรือ 80% ที่แรงงานในอุตสาหกรรมนี้ และที่เหลือ 10,000 คนเป็นแรงงานไทย โดยแต่ละโรงงานมีการดูแลผู้ใช้แรงงานถูกต้องตามกฏหมายแรงงานไทย และกฏหมายสากล และที่สำคัญทางสมาคมฯ มีหลักฐานเกี่ยวกับแรงงานมายืนยัน และพร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบเต็มที่”นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า การส่งออกกุ้งไทยในภาพรวม 4 เดือนแรกของปี 5740,000 ตันลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 45% มูลค่า 16,677 ล้านบาท ลดลง 17% เนื่องจากไทยประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุ เพราะกุ้งเจอโรคตายด่วน (อีเอ็มเอส) และในปีนี้คาดว่า ไทยจะส่งออกกุ้งได้ประมาณ 2แสนตัน โดยมีตลาดหลักในสหรัฐ ยุโรปและ ญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม หากมีปัญหาในตลาดยุโรปและสหรัฐผู้ประกอบการไทยก็มีแผนสำรองในการขยายตลาดใหม่เข้ามาทดแทนคือ ตลาดจีน และ รัสเซียซึ่งตลาดเริ่มมีกำลังซื้อสูง“ต้องจับตาว่าสื่อมวลชนสหรัฐฯ จะไปขยายผลในเรื่องนี้มากน้อยแต่ไหน ในในทางกฎหมายสหรัฐฯ ไม่สามารถคว่ำบาตรไทยได้ แต่สื่อเขาประโคมข่าวที่รุนแรงเกินความเป็นจริง ทำให้กระทบต่อภาพพจน์สินค้าของไทย จนทำให้ยอดขายลดลงได้อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้นำเข้าสหรัฐฯนั้น สมาคมพร้อมที่จะให้ทุกบริษัทเดินทางมาตรวจเยี่ยมโรงงา นและฟาร์มกุ้งทุกแห่ง เพื่อให้ผู้ซื้อสหรัฐฯรู้ดีว่า ไทยผลิตกุ้งมีความปลอดภัยสูงในทุก ๆ ด้าน“

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขู่ฟ้องดับบลิวทีโอกลับ

  • แนะลดบทบาทภาครัฐ

    แนะลดบทบาทภาครัฐ

    นายรพี สุจริตกุล กรรมการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการเสวนาแนวทางต่อต้านคอร์รัปชั่นของภาคเอกชนมองว่า ปัญหาที่เผชิญในขณะนี้ คือคอรัปชั่นอยู่กับคนไทยจนกลายเป็นเรื่องปกติ อาทิ ระบบอุปถัมน์ใช้เส้นสายมีอยู่มากในกลุ่มนักการเมืองไทย และการเร่งรัดจ่ายเงิน เพื่อการดำเนินงานให้รวดเร็วมากขึ้นในภาคเอกชน ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน ภายใต้มาตรฐานเดียวกันภายในองค์กร ที่มีกฏระเบียบข้อบังคับชัดเจน โดยผู้นำบริษัทต้องเป็นแบบอย่างในการดำเนินการ และติดตามสร้างบทลงโทษที่ชัดเจน รวมทั้งสิ่งที่จะตามมาคือความอดทนในบรรทัดฐานที่มีความโปร่งใส และความภูมิใจหลังจากต้านคอรัปชั่นสำหรับแนวทางที่ภาคเอกชนจะร่วมมือกับภาครัฐ คือ การแก้ไขเชิงโครงสร้าง ด้านการปฏิรูปกฏหมาย ควบคู่การสร้างการมีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐ แก้ไขระบบทางการเมืองให้มีความโปร่งใส และสร้างการตรวจสอบอย่างจริงจัง อีกทั้งภาคเอกชนยังถูกควบคุมโดยภาครัฐ ซึ่งมีการกดดันให้เกิดการทุจริตมายาวนาน ดังนั้นจึงควบคิดโครงสร้างใหม่ เพื่อผลักดันและก่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น อาทิ การให้รางวัลกับบริษัทที่ต่อต้านคอรัปชั่นเพื่อเป็นการการันตี"ในปัจจุบันรัฐไทยเติบโตมากขึ้น แบบไร้การยับยั้ง แต่ขาดประสิทธิภาพ และไมมีความโปร่งใส ดังนั้นควรแก้บทบาทของภาครัฐให้ลดลง แต่จะปรับลดอย่างไรให้เข้มข้นมากขึ้น"

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะลดบทบาทภาครัฐ

  • บอร์ดร.ฟ.ท.และกทท. ไขก๊อก

    บอร์ดร.ฟ.ท.และกทท. ไขก๊อก

    พล.ต.ท.คำรณวิทย์  ธูปกระจ่างอดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบ.ชน.)ในฐานะประธานคณะกรรมการ การท่าเรือแห่งประเทศ(กทท.) เปิดเผยภายหลังประชุมบอร์ด กทท. วันที่24 มิ.ย. ว่า คณะกรรมการ กทท. มีมติยื่นหนังสือลาออกทั้งคณะยกเว้นนายายกฤษฎา อุทยานิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1ก.ค.57 นี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการวางรากฐานให้กับกทท.เพื่อเตรียมพร้อมในการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและการดูแลทีมฟุตบอลสโมสรการท่าเรือ  “เดิมคิดจะลาออกตั้งแต่คสช.เข้ามาบริหารประเทศ แต่มีภารกิจต้องสานต่อให้เสร็จเพราะเรื่องนี้ถือเป็นสปิริต เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลบอร์ดชุดเก่าก็ต้องลาออกแต่มีภารกิจงานหลายอย่างที่จะต้องดำเนินการจึงเพิ่งลาออกในขณะนี้ คาดว่าภายใน 1เดือนจะมีการแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวว่า สิ่งที่ห่วงกังวลมี 2 – 3 เรื่อง  เช่นการวางรากฐานงานของกทท.เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  เรื่องทีมฟุตบอล สโมสรการท่าเรือ  เพราะรับปากประธานสโมสรฟุตบอลสิงห์ท่าเรือไว้ว่าจะดูแลทีมไม่ให้ตกชั้นเหมือนปีที่ผ่านมา หลังจากปีนี้ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่ในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกได้ จึงต้องฝากผู้บริหารชุดใหม่ให้เข้ามาดูแลเรื่องนี้  รวมทั้งเรื่องการความสามัคคีให้กับพนักงานภายในองค์กร กทท. ส่วนสาเหตุที่ผ่านมายังไม่มีการแต่งตั้งผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกทท.คนใหม่นั้น  เนื่องจากที่ผ่านมาต้องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กรก่อนเป็นอันดับแรก    สำหรับบอร์ด กทท. ที่ยื่นลาออกพร้อมพล.ต.ท. คำรณวิทย์  ประกอบด้วย นายศรศักดิ์ แสนสมบัติอธิบดีกรมเจ้าท่า  นายจุฬา สุขมานพผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)  นายกฤษฎา บุณยสมิต รองอธิบดีอัยการ สำนักงานที่ปรึกษากฎหมายสำนักงานอัยการสูงสุด  พลเอก นิพัทธ์ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม  พลเรือเอกเกียรติศักดิ์ ดามาพงศ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพเรือ  พลตำรวจเอก ชลธารจิราณรงค์อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนัก  นางศรีรัตน์รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์และ นายเรวัต พจนวิลาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์พีแมนเนจเม้นท์ จำกัด   แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)  กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายบุญสมเลิศหิรัญวงศ์ได้ยื่นหนังสือลาออกจาก ประธานกรรมคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. แล้วโดยได้ยื่นต่อศูนย์เลขานุการคณะกรรมการ รฟท. และคาดว่าภายในสัปดาห์นี้กรรมการที่เหลือจะทยอยลาออกทั้งหมดเพื่อเปิดทางให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่กำกับดูแลงาน ด้านเศรษฐกิจจะหารือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.แต่งตั้งผู้เหมาะสมเข้ามาเป็นกรรมการแทน สำหรับรายชื่อคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. ประกอบด้วย นายบุญสม เลิศหิรัญวงศ์อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธาน  ส่วนกรรมการมีนายสราวุธเบญจกุลเลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา  นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ปลัดกระทรวงการคลัง  นายชูศักดิ์ เกวีรองปลัดกระทรวงคมนาคม   นายจุฬา สุขมานพผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) นายประภัสร์ จงสงวนผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นายยุทธพงษ์ อภิรัตนรังษี นักกฎหมาย และนายสุธรรม ศิริทิพย์สาครนักธุรกิจเจ้าของ บริษัท สถาปนิก สุธรรม จำกัด            “บิ๊กแจ๊ด” นำทีมบอร์ด กทท.ไขก๊อก มีผล 1 ก.ค.นี้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บอร์ดร.ฟ.ท.และกทท. ไขก๊อก