ไอบีเอ็มเผยแนวโน้มเทคโนโลยีอนาไลติกส์รุ่ง แต่ขาดแคลนกำลังคน พร้อมจับมือ 9 มหาวิทยาลัยและสมาคมทีเอ็มเอ หนุนเพิ่มทักษะยกระดับความสามารถบัณฑิตไทย นางพรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบัน บิ๊กดาต้า โมบายล์คอมพิวติ้ง และคลาวด์คอมพิวติ้งส่งผลให้เทคโนโลยีบิ๊กดาต้าและอนาไลติกส์ กลายเป็นกลไกสำคัญของการทำธุรกิจ สร้างโอกาส และส่งผลให้เกิดความต้องการบุคลากรด้านไอทีที่มีศักยภาพสูงขึ้น ซึ่งไอดีซีคาดว่าเทคโนโลยีบิ๊กดาต้าและธุรกิจบริการจะเติบโตเฉลี่ย 27% ต่อปี จนมีมูลค่า 32.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2560 หรือสูงกว่า 6 เท่าเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตของตลาดไอซีทีโดยรวม ขณะที่ตลาดการให้บริการเทคโนโลยีอนาไลติกส์จะเติบโตในอัตรา 10.8% ต่อปี ไปจนถึงปี 2560 ส่วนตลาดแรงงาน การ์ทเนอร์ระบุมีความต้องแรงงานด้านนี้ 4.4 ล้านอัตราทั่วโลกภายใน ปี พ.ศ.2558 แต่จะมีบุคลากรที่พร้อมเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น เพราะปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะความชำนาญที่เหมาะสม ล่าสุดไอบีเอ็มร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.เกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ม.แม่โจ้ ม.มหิดล ม.เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ม.รังสิต ม.ธรรมศาสตร์ และสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือทีเอ็มเอ ในการนำความรู้ความสามารถด้านอนาไลติกส์เสริมศักยภาพในการแข่งขันให้กับบุคลากรไทย พร้อมเชื่อมต่อภาคการศึกษาและเอกชน เพื่อต่อยอดธุรกิจ ภายใต้ความร่วมมือนี้ ผู้เชี่ยวชาญของไอบีเอ็มจะถ่ายทอดทักษะความรู้ด้านอนาไลติกส์ให้แก่อาจารย์ผู้สอน พร้อมนำองค์ความรู้จากไอบีเอ็มเข้าร่วมพัฒนาวิชาในสาขาที่เกี่ยวข้อง 36 รายวิชา ขยายความร่วมมือด้านการสร้างศูนย์บ่มเพาะความเป็นเลิศเพิ่มจากเดิมที่มี 3 แห่งเป็น 5 แห่งในปีนี้ นอกจากนี้ยังมีการอบรม การสอบรับประกาศนียบัตร และฝึกงานในสภาพแวดล้อมจริงทางธุรกิจ ทั้งนี้สามารถใช้ซอฟต์แวร์และคลาวด์ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย คาดว่าปีนี้จะมีนักศึกษากว่า 5,000 คนที่ได้เรียนรู้ทักษะดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการเพิ่มบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอนาไลติกส์ของไทยจากเดิมที่มีประมาณ 2 หมื่นคน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไอบีเอ็มหนุนสร้างกำลังคนด้านอนาไลติกส์
เดือน: มิถุนายน 2014
-

ไอบีเอ็มหนุนสร้างกำลังคนด้านอนาไลติกส์
-

เอไอเอสเตรียมกำหนดวงเงินซื้อแอพ
ใครจะไปนึกว่าเกมคุกกี้รัน (cookie run) จะกลายเป็นประเด็นทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์ของคนไทย ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุเกิดจากลูกค้าของเอไอเอส 3จี หลายสิบราย ในระบบรายเดือน ต่างได้รับใบแจ้งหนี้รอบบิลปัจจุบัน แล้วเกิดอาการบิลช็อกกับหนี้ค่าใช้บริการและซื้อสินค้าหลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน เมื่อตรวจสอบกับคอลเซ็นเตอร์พบว่า เป็นการใช้งานจริงที่เกิดจากการซื้อไอเท็มในเกมคุกกี้รัน ซึ่งคนไทยกำลังฮิตเล่นกันทั่วบ้านทั่วเมือง จนทำเอาคนที่ไม่เล่นบ่นพึมพำ แทบจะลบเบอร์ออกจากเครื่อง เพราะวัน ๆ ได้รับแต่คุกกี้รันมาให้ นายปรัธนา ลีลพนัง รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานตลาด เอไอเอส เล่าให้ฟังว่า ระบบการเก็บเงินโดยโอปเรเตอร์ นั้น เป็นบริการของกลุ่มสิงเทล ซึ่งเอไอเอสเป็นหนึ่งในนั้น ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าทั้งระบบเติมเงินและรายเดือน ที่ไม่มีบัตรเครดิต หรือไม่ต้องการใช้บัตรเครดิต ซื้อแอพพลิเคชั่นในสโตร์ทั้งกูเกิลเพลย์ สโตร์ และแอพสโตร์ เปิดบริการครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน แต่ช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคม ระบบตรวจสอบมียอดเงินจากการใช้งานในแอพสูงผิดปกติ และมีการร้องเรียนจากลูกค้า จึงปิดระบบทันที เมื่อตรวจสอบก็พบว่า เป็นยอดเงินที่เกิดจากการใช้งานจริง กดซื้อจริง “ระบบจะกำหนดเลยว่า เวลาซื้อไอเท็มแต่ละครั้ง จะต้องมีการยืนยันและส่งใบเสร็จยืนยัน แต่มีข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากหลายคนว่า เล่นแบบนี้แล้วฟรี ไปแฮกแบบที่มีให้ดูบนวิดีโอคลิป ซึ่งจุดนี้ทำให้เอไอเอสกังวลมาก เพราะทำไปแล้วทำให้เกิดค่าใช้จ่าย เพราะมีการใช้งานเกิดขึ้น ไม่สามารถจะไปหยุดบิลได้ แต่เมื่อลูกค้าเดือดร้อนจริง ๆ เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มียอดเก็บเงินสูงมาก จึงเลือกจะดูแลลูกค้าทุกคนก่อน แม้เวลานี้การหารือกับกูเกิล ซึ่งเป็นเจ้าของร้านค้าจะยังไม่มีข้อสรุป “กลุ่มที่ยอดสูงมาก ๆ มีจำนวนประมาณหกสิบคน ที่เหลือเป็นยอดสูงปานกลาง ต่ำสุดหลักร้อยบาท สูงสุดประมาณหกแสนบาท เอไอเอส รับทราบข้อมูลก่อนจะรู้จากสื่อ เริ่มดูแลมาตั้งแต่ต้น เพราะลูกค้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์จริง ๆ ไม่มีใครตั้งใจโกง เพราะถ้ารู้ว่า ใช้งานแล้วจะเสียเงินมากขนาดนี้ คงไม่มีใครกล้า” ผู้บริหารเอไอเอส ยอมรับว่า ระบบการชำระเงิน แม้จะเป็นมาตรฐานโลก มีความปลอดภัยสูง แต่ร้านค้าเป็นผู้กำหนดการจ่ายเงิน การจ่ายเงินผ่านเอไอเอสจึงไม่ได้กำหนดวงเงินค่าใช้จ่าย ต่อไปนี้เอไอเอสจะมีระบบกั้นไว้อีกชั้น เพื่อกำหนดวงเงินซื้อสินค้า เหมือนที่กำหนดวงเงินค่าโทรฯ เพื่อความสบายใจและมั่นใจของลูกค้า คาดว่า จะเริ่มให้บริการได้ภายในเดือนกรกฎาคม ขณะนี้ กำลังหารือเรื่องวงเงินที่จะกำหนดเอาไว้เป็นค่ากลาง ลูกค้าสามารถกำหนดได้ด้วยตัวเอง เป็นรายบุคคล นอกจากนี้ จะเน้นเรื่องให้ความรู้การใช้งานสมาร์ทโฟนว่ามีเครื่องมือ หรือมีแอพพลิเคชั่นใหม่ ๆ อะไรบ้างที่ควรระมัดระวังเรื่องการใช้งาน คาดว่าภายใน 1 สัปดาห์นับจากนี้ จะเห็นการรณรงค์เรื่องนี้จากสื่อทุกช่องทาง “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการใช้งานที่เกิดขึ้นจริง ๆ สิ่งแรกที่ควรคำนึงก็คือ อย่าเชื่อทุกอย่างบนอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะข้อมูลที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน หากไม่แน่ใจควรสอบถามจากคอลเซ็นเตอร์ของเอไอเอสโดยตรง” ปัญหานี้ ส่วนใหญ่เกิดกับผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ เพราะเป็นระบบปฏิบัติการที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด. วิธีการตั้งรหัสผ่านโทรศัพท์ระบบแอนดรอยด์ก่อนซื้อของในกูเกิลเพลย์ เพื่อป้องกันเด็ก ๆ เผลอกดซื้อของในเกม วิธีการตั้งรหัสให้เข้าไปที่แอพ PlayStore สโตร์ผ่านทางสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต แล้วเลือกที่แท็บตรงมุมด้านบนซ้ายมือจากนั้นกดที่ การตั้งค่า > ต้องป้อนรหัสผ่านเพื่อสั่งซื้อ > เลือกที่สำหรับการสั่งซื้อทั้งหมดผ่านทางกูเกิลเพลย์ บนอุปกรณ์นี้จากนั้นก็ทำการกรอกรหัสผ่าน จีเมลเป็นการยืนยันรหัส เมื่อทำการตั้งค่าเช่นนี้แล้วเวลาที่กดซื้อคอนเทนต์ทั้งหมดผ่านกูเกิล ก็จะต้องทำการกรอกรหัสเพื่อยืนยันคำสั่งซื้อทุกครั้ง (โดยจะใช้เป็นรหัสจีเมลของเรา) ส่วนผู้ใช้ระบบปฏิบัติการไอโอเอสของแอปเปิล สามารถเลือกปิด In-App Purchases โดยตั้งค่าง่าย ๆ ไปที่ Settings >General >Restrictions > Enable Restrictions> In-App Purchases > OFF
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอไอเอสเตรียมกำหนดวงเงินซื้อแอพ -

คสช.คืนความสุขชาวนารอบ 2 ลดต้นทุน-ดันสร้างความยั่งยืน
มาตรการช่วยเหลือชาวนา….ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยการเลือกวิธีปรับลดต้นทุนการผลิตให้ชาวนา โดยใช้เงินงบประมาณไม่ถึง 5,000 ล้านบาท สำหรับฤดูกาลผลิตข้าวประจำปี 57/58 อาจเทียบไม่ได้กับมาตรการของนักการเมืองไม่ว่าจะเป็นการประกันราคาข้าวหรือ การจำนำข้าว ที่ใช้เงินภาษีของคนไทยทั้งประเทศเป็นหลักหมื่นหลักแสนล้านบาท เรื่องนี้ถือว่าเป็นการ “คืนความสุข ระลอกสอง” ให้กับชาวนา หลังจาก คสช.ได้คืนความสุขรอบแรก ให้กับชาวนาไปแล้วด้วยการเร่งคืนเงินค่าจำนำข้าวประจำปี 56/57 กว่า 92,000 ล้านบาท หลังจากค้างคามานานจนเป็นชนวนหนึ่งที่ทำให้กำลังซื้อในประเทศถดถอยลดน้อยหายไป ช่วยลดต้นทุนการผลิต แม้การคืนความสุขระลอกสอง อย่างไรก็ตาม การคืนความสุขระลอกสองให้ชาวนาในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการช่วยเหลือในระยะสั้น ๆ แบบเฉพาะหน้าไปก่อน โดยเฉพาะการลดต้นทุนด้านปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ทั้ง ค่าปุ๋ย ค่าเช่าที่นา ค่าใช้รถเกี่ยวข้าว รวมทั้งเมล็ดพันธุ์ ลงมาอีกไร่ละ 432 บาท หรือคิดจากต้นทุนเฉลี่ยโดยรวมที่ชาวนาต้องจ่ายไร่ละ 4,787 บาทต่อไร่ ลดลงมาเหลือไร่ละ 4,355 บาท เบื้องต้น…แม้เป็นเรื่องดี เพราะชาวนาไม่ต้องมาควักเนื้อเป็นจำนวนมากเหมือนปีที่ผ่านมา แต่หากดูถึงความต้องการที่แท้จริงแล้ว นอกจากต้องการต้นทุนที่ถูกแล้ว ราคาข้าวที่ขายก็ต้องให้ได้ราคาเหมือนกัน ไม่เช่นนั้น ถ้าขืนทำต่อไปก็เหนื่อยเปล่า! แม้ราคาข้าวอาจไม่หวือหวาเหมือนโครงการรับจำนำก็ตาม ทั้งนี้ตามหลักการช่วยเหลือชาวนานี้ มีการประมาณการกันว่าชาวนาอาจขายข้าวได้ประมาณตันละ 8,000-9,000 บาท หรือเป็นราคาที่สูงกว่าตลาดประมาณ 10-20% ขณะที่ต้นทุนที่สามารถลดให้กับชาวนาได้นั้นจะอยู่ที่ประมาณไร่ละ 432 บาท ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ยเคมี ที่ถูกลงไร่ละ 40 บาท ค่าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ไร่ละ 20 บาท ที่กรมการค้าภายในเป็นผู้ไปรับผิดชอบจัดหาปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงราคาถูกให้เกษตรกร ให้เพียงพอกับความต้องการ พร้อมทั้งควบคุมคุณภาพและราคา โดยจะปิดป้ายประกาศ และใช้มาตรการควบคุมไม่ให้ขึ้นราคาล่วงหน้า ส่วนเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าว ได้ปรับลดลงไร่ละ 122 บาท ที่เป็นหน้าที่ของกรมการข้าว ต้องจัดหาเมล็ดพันธุ์ราคาถูก พร้อมทั้งเพิ่มศูนย์ข้าวชุมชนในท้องถิ่นให้ครอบคลุม โดยขอความร่วมมือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ขณะที่ค่าบริการรถเกี่ยวข้าวก็ลดลงเช่นกัน ในอัตราไร่ละ 50 บาท โดยกรมการค้าภายในรับหน้าไปดูแลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพราะว่ามีอัตราค่าเช่าต่างกันเป็นขั้นบันได ขณะที่เรื่องของค่าเช่านา….ที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของชาวนาในเวลานี้ เพราะในช่วงของโครงการจำนำข้าวที่ผ่านมาบรรดาเจ้าของที่นาก็ร่ำรวยจากหลังของชาวนามาไม่น้อยทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของกรมการปกครองที่เข้ามากำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งกำหนดค่าเช่าและออกประกาศ รวมถึงติดตามรายละเอียดอย่างใกล้ชิด ธ.ก.ส.ช่วยเรื่องเงิน ไม่เพียงเรื่องของการลดต้นทุน ที่เป็นมาตรการเฉพาะหน้าหรือเบื้องต้นเท่านั้น คสช.ยังกำหนดให้มีมาตรการเสริม…ทั้งมาตรการทางด้านการเงิน โดยให้ธ.ก.ส.ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับชาวนารายละไม่เกิน 50,000 บาท คิดดอกเบี้ยในอัตรา 3% ต่อปี ระยะเวลา 6 เดือน เพื่อให้ชาวนานำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ในการลงทุนปลูกข้าวในฤดูกาลต่อไป โดยในส่วนนี้คิดเป็นการลดต้นทุนให้กับชาวนาได้ 150 บาทต่อไร่ ครอบคลุมจำนวนชาวนา 3.57 ล้านราย และยังให้ธ.ก.ส.ปล่อยเงินกู้อีกก้อน เพื่อให้ชาวนาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยให้แก่สถาบันเกษตรกร 20,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายรวบรวมข้าวเปลือกเพื่อจำหน่าย 3–4 ล้านตัน และรวบรวมไว้แปรรูปอีกประมาณ 400,000 ตัน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการรส่งเสริมการตลาดออกมาช่วยเสริม เช่น การหาตลาดใหม่ ๆ ที่กรมการค้าต่างประเทศ อยู่ระหว่างดำนินการที่จะผลักดันการส่งออกข้าวในตลาดสำคัญ รวมไปถึงการส่งเสริมการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ และส่งเสริมการขายข้าวภายในประเทศ และต่างประเทศ รวมทั้งช่วยเหลือผู้ประกอบการการค้าข้าวในการเก็บสต๊อกข้าว ก่อนชดเชยดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการรับซื้อข้าวเปลือกและเก็บสต๊อกไว้ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากปริมาณ 2 ล้านตัน ไม่เกิน 6 เดือน และชดเชยดอกเบี้ยในอัตรา 3%ขณะเดียว กันยังให้เชื่อมโยงตลาดข้าวในประเทศและต่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์รับบทหลักในการจัดหาช่องทางขายข้าวใหม่ ๆ ในส่วนราชการต่าง ๆ ทั้ง โรงพยาบาล เรือนจำ ค่ายทหาร และสุดท้ายเป็นการชะลอสินเชื่อเกษตรเพื่อชะลอการขายข้าวเปลือก หรือการประกันยุ้งฉาง โดยจะให้สินเชื่อเกษตรกรในอัตรา 80% ของราคาตลาดเฉลี่ย เพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกออกสู่ตลาดมาก โดยการเก็บไว้ในยุ้งฉางเพื่อรักษาระดับราคา ที่มีประสิทธิภาพ มีเป้าหมาย 1.5 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งทุกมาตรการ คาดว่า จะช่วยส่งเสริมให้ราคาข้าวอยู่ที่ประมาณตันละ 8,500-9,000 บาท เสริมด้วยประกันภัยนาข้าว อีกหนึ่งมาตรการคือ การประกันภัยข้าว ที่จูงใจให้ชาวนาเข้ามาทำประกันภัยข้าวในฤดูกาลนาปี 57 เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาภัยธรรมชาติ และภัยพิบัติต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตของตนเอง โดยมาตรการนี้เป็นมาตรการตามความสมัครใจโดยคุ้มครองไร่ละ 1,111 บาท พื้นที่เป้าหมาย 1.5 ล้านไร่ โดยเกษตรกรจ่ายเบี้ยประกันไร่ละ 60-100 บาท และธ.ก.ส.สมทบไร่ละ 10 บาท ซึ่งถ้าหากประสบภัยชาวนาจะได้ชดเชยถึงไร่ละ 2,224 บาท สำหรับเงื่อนไขของมาตรการนี้ ได้กำหนดให้ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ รับภาระค่าเบี้ยประกันภัยตามลำดับความเสี่ยงของพื้นที่ แบ่งเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ระดับต่ำมากยันสูงสุด คือ คิดอัตราค่าเบี้ยประกันภัยอยู่ที่ไร่ละ 129.47 บาท ไปจนถึงไร่ละ 510.39 บาท โดยมาตรการนี้ ธ.ก.ส.ได้เริ่มเป่านกหวีดลุยโครงการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา “ลักษณ์ วจนานวัช” ผู้จัดการ ธ.ก.ส. บอกว่า เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวนาแห่เข้ามาทำประกันภัยนาข้าว ธ.ก.ส.จะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้ชาวนาที่เป็นลูกค้าอีกไร่ละ 10 บาท ซึ่งการประกันภัยจะคุ้มครองความเสียหายที่เกิดจาก น้ำท่วม ภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บและไฟไหม้ โดยได้รับชดเชยไร่ละ 1,111 บาท ยกเว้นศัตรูพืชและโรคระบาด ได้รับการชดเชยไร่ละ 555 บาท ซึ่งยังไม่ได้รวมการช่วยเหลือจากรัฐอีกไร่ละ 1,113 บาทด้วย ระยะยาวดูให้ยั่งยืน อย่างไรก็ดี คสช. ยังมองภาพในระยะยาว โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ รับเป็นแม่งานไปคุยกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางช่วยเหลือชาวนาระยะกลางและระยะยาว แบ่งเป็น วางแนวทางส่งเสริมปัจจัยการผลิตให้กับชาวนา ตั้งแต่ ไปจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าว ส่งเสริมให้ชาวนาใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี เพื่อเพิ่มผลผลิตให้ได้อีก 10–15% ต่อไร่ จัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนนำร่องจำนวน 40 แห่ง และตั้งคณะกรรมการเพื่อส่งเสริมการดำเนินการเรื่องดังกล่าว ทำโซนนิ่งพื้นที่ปลูกข้าว โดยการลดพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่มีศักยภาพหรือผลผลิตข้าวต่ำกว่ามาตรฐาน ที่มีอยู่ประมาณ 27 ล้านไร่ลง โดยใช้มาตรการจูงใจให้ปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ทดแทน และส่งเสริมการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการปลูกข้าวและการเกษตรในพื้นที่ที่เหมาะสม ซึ่งตอนนี้อยู่ในแผนบริหารจัดการน้ำที่ คสช.รับไปดูแลแล้ว นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้จัดตั้งกองทุนข้าวและชาวนาแห่งชาติ เพื่อหาแนวทางการชดเชย และช่วยเหลือชาวนาในช่วงที่ราคาข้าวเปลือกตกต่ำหรือวิธีการอื่น ๆ ที่เหมาะสม โดยลดการพึ่งพางบประมาณของภาครัฐลงในระยะยาว และยังให้ไปดูแนวทางตั้งสถาบันเพิ่มศักยภาพการค้าข้าว เป็นหน่วยงานกลางที่รวบรวมและวิเคราะห์ ข้อมูลการค้าข้าว การตลาด และแปรรูปข้าวแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง แม้ คสช.ต้องการปฏิรูปเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่ถูกต้องของประเทศ ซึ่งก็รวมถึงวิธีการดูแลชาวนาที่ถือเป็นกระดูกสันหลังของประเทศด้วย เช่นกัน แต่การพลิกหน้ามือเป็นหลังมือแบบทีเดียวในครั้งนี้ จะเดินหน้าได้อย่างราบรื่นหรือไม่คงต้องรอพิสูจน์กันต่อไป!. วสวัตติ์ โอดทวี
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คสช.คืนความสุขชาวนารอบ 2 ลดต้นทุน-ดันสร้างความยั่งยืน