วันนี้(14ก.ค) น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์กล่าวว่า ได้เชิญผู้บริหารของบริษัททรูวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน)ร่วมกันพิจารณาหามาตรการคุ้มครองเยียวยาผู้ใช้บริการของบริษัททรู วิชั่นส์ จำกัด (มหาชน)ที่จะได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการให้บริการจากกรณีที่สัญญาร่วมดำเนินการให้บริการโทรทัศน์ประเภทบอกรับเป็นสมาชิกระหว่างบริษัท อสมท จำกัด(มหาชน)กับบริษัท ทรูวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน)จะครบกำหนดลงในวันที่30 ก.ย.57 ซึ่งเมื่อครบกำหนดแล้วบริษัท ทรู วิชั่นส์ จำกัด(มหาชน)จะไม่สามารถให้บริการแก่สมาชิกได้อีกต่อไปโดยพิจารณาหามาตรการคุ้มครองเยียวยาผู้ใช้บริการที่ยังคงค้างอยู่ในระบบอีกประมาณ 2๐,๐๐๐ราย ส่วนสมาชิกจำนวนหนึ่งได้สมัครใจโอนย้ายไปยังบริษัททรูวิชั่นส์ กรุ๊ปส์ จำกัดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจากสำนักงานกสทช.แล้วโดยมีแรงจูงใจให้กับสมาชิกด้วยการสามารถรับชมช่องรายการในระบบ HD เพิ่มขึ้นโดยอนุกรรมการฯ ให้บริษัททรูวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน)ตรวจสอบเรื่องสัญญากับสมาชิกที่โอนย้ายเข้ามาในระบบใหม่ซึ่งต้องเป็นสัญญาที่เป็นไปตามประกาศกสทช.เรื่อง มาตรฐานของสัญญาการให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกพ.ศ.2556 และหากสมาชิกเดิมรายใดไม่ยินดีจะเป็นสมาชิกต่อหลังสัญญาสัมปทานหมดลงสามารถยุติได้โดยที่บริษัทจะต้องคืนเงินสมาชิกที่คงค้างได้อย่างครบถ้วนด้านนายสมพันธ์ จารุมิลินท รองประธานกรรมการบริหารบริษัท ทรูวิชั่นส์ จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า บริษัทได้ส่งแผนการรองรับการสิ้นสุดสัญญามาให้สำนักงาน กสทช.แล้วและได้ประชาสัมพันธ็ให้ผู้บริการทราบถึงการสิ้นสุดสัญญาร่วมดำเนินกิจการตั้งแต่เดือนพ.ค.ที่ผ่านมารวมถึงแจ้งสิทธิและหน้าที่ของผู้ใช้บริการภายใต้สัญญาให้บริการที่ทำไว้เช่น การหยุดให้บริการการคืนเงินค่าบริการที่จ่ายล่วงหน้า การคืนเงินค่าอุปกรณ์การเรียกเก็บค่าบริการค้างจ่ายผ่านช่องทางต่างๆ คอลเซ็นเตอร์ 02-7252525และระบบอัตโนมัติศูนย์บริการลูกค้าของบริษัททรูฯ เว็บไซต์ โซเซียล มีเดียทุกช่องทางการแจ้งข้อความผ่านหน้าจอโทรทัศน์ในรายการต่างๆของบริษัททรูฯ ข้อความสั้นและพร้อมที่จะดำเนินการตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯที่ให้ข้อเสนอเพิ่มเติมซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พิจารณามาตรการดูแลลูกค้าทรูวิชั่นส์หลังหมดสัมปทาน
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

พิจารณามาตรการดูแลลูกค้าทรูวิชั่นส์หลังหมดสัมปทาน
-

เตือนนักท่องเที่ยวหน้าฝนเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัย
น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และรักษาการที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ขณะนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความเป็นห่วงประชาชนในพื้นที่เสียงภัยพิบัติธรรมชาติเป็นอย่างมาก โดยได้ย้ำให้เจ้าหน้าที่ ทหาร และผู้เกี่ยวข้องให้ติดตามข้อมูลของศูนย์เตือนภัยฯ พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เกิดดินโคลนถล่ม น้ำป่าไหนหลากในช่วงหน้าฝนนี้ โดยเฉพาะการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปขุดลอกคูคลองเพื่อเพิ่มทางเดินของน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวในภาคเหนือเมื่อวันที่ 5 พ.ค.57 ที่ผ่านมา บางอำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย ที่ติดแม่น้ำฝาง เนื่องจากหน้าดินมีการขยับตัว ผิวดินเปลี่ยนไปทำให้พื้นดินมีการไหลตัว เกิดการทรุดของพื้นดินได้ง่ายซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายได้ง่ายอย่างไรก็ตาม ปีนี้ฝนมาช้ากว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เป็นประโยชน์ในบางพื้นที่ โดยปริมาณน้ำฝนมาเติมใน บึง หนอง คู คลองที่ปริมาณน้ำน้อยได้มีความชุ่มฉ่ำ เกษตรกรมีน้ำใช้เพื่อการเกษตร บางพื้นที่ที่อยู่ท้ายเขื่อนยังมีน้ำน้อยอยู่ จึงอยากเตือนให้ประชาชนบริเวณดังกล่าว ใช้น้ำอย่างประหยัด ในขณะที่พื้นที่ที่มีน้ำเยอะ อยู่ใกล้แม่น้ำโขง แม่น้ำฝาง จะได้รับผลกระทบคือ เกิดน้ำล้น น้ำป่าไหลหลาก เป็นต้นน.อ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ น้ำเข้าสู่ระบบนิเวศมากขึ้น แต่ยังมีพื้นที่บริเวณที่ราบเชิงเขาให้ระวังน้ำไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ส่วนภาคใต้ฝั่งอันดามัน จะได้รับผลกระทบตลอดชายฝั่ง ในจ.กระบี่ พังงา ระนอง ที่มีฝนตกหนัก ให้ระวังน้ำทะเลหนุนสูงเวลากลางวันและกลางคืน แต่ขณะนี้สภาพอากาศทั่วไปถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่จะเกิดฝนตกหนักอีกครั้งในวันที่ 17 ก.ค.57 นี้"ช่วงหน้าฝนนี้ ประชาชนในแต่ละพื้นที่มักจะทราบกันดีว่าพื้นที่ไหนเสี่ยงภัย แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือ นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเส้นทาง หากฝนตกหนักควรจอดรถในที่ปลอดภัย และรับฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่หรือผู้เกี่ยวข้องในแต่ละสถานที่ท่องเที่ยวด้วย" น.อ.สมศักดิ์ กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เตือนนักท่องเที่ยวหน้าฝนเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัย -

เยอรมันแนะไทยให้เวทีประชุมใหญ่เมืองแฮมเบิร์กชี้แจงการใช้แรงงาน
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยกรณีไทยถูกกล่าวหาใช้แรงงานทาสในเรือประมงว่าขณะนี้สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมันได้รายงานการเข้าหารือกับสหพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมประมงและผู้ค้าส่งอาหารทะเลของประเทศเยอรมันซึ่งสหพันธ์ฯได้แนะนำให้ไทยใช้เวทีการประชุมใหญ่ที่เมืองแฮมเบิร์กชี้แจงกับสมาชิกในวงการ 90 รายที่ประกอบด้วยผู้ประกอบการด้านอาหารทะเลผู้นำเข้าและห้างค้าปลีก เพื่อให้ข้อมูล สร้างความเข้าใจและประสานงานเรื่องต่างๆ“สมาพันธ์ฯได้นำข้อมูลจากหน่วยงานไทยและเครือซีพีอธิบายให้สมาชิกเข้าใจสภาพความเป็นจริงของผู้ส่งออกและอาหารที่นำเข้าทำให้เยอรมนีต้องนำเข้าสินค้าประมงจากต่างประเทศ แต่ด้วยสภาพการผลิตในเยอรมนีนั้นยังต้องนำเข้าอาหารทะเลมากกว่าปลาที่จับเองและผลิตในประเทศถึง 6 เท่าโดยนำเข้าจากไทยเป็นอันดับ 5 ขณะที่อาหารเยอรมนีผลิตเองได้ เช่นปลาแฮริ่งในกระป๋อง ปลารมควัน อาหารทะเลสำเร็จรูป ใช้วัตถุดิบนำเข้าจากอลาสก้าเป็นต้น เนื่องจากสภาพทะเลเหนือกับทะเลบอลติค รวมทั้งโควตาการจับกุ้งปลาของเยอรมันที่จับได้น้อย”น.ส.ณัฐิยา สุจินดาผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรุงเบอร์ลิน กล่าวว่า การส่งออกสินค้าไทยไปอียูในช่วง 5 เดือนแรก(ม.ค.-พ.ค.)ปีนี้ เพิ่มขึ้น 6.4%หรือมีมูลค่า 8,752 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าส่งออกสูงสุดยังเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 25%คิดเป็นมูลค่า 1,064 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รองลงมาเป็น อัญมณีและเครื่องประดับ ลดลง 0.5%หรือ 660 ล้านเหรียญสหรัฐฯ,เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบเพิ่มขึ้น26%มูลค่า443ล้านเหรียญสหรัฐฯ,รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบเพิ่ม27%มูลค่า 418 ล้านเหรียญสหรัฐฯ, ไก่แปรรูปเพิ่ม23%มูลค่า392ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นต้นสำหรับสินค้านำเข้าลดลง 16.3%คิดเป็นมูลค่า7,887ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ลดลง 1.5%มูลค่า1,598ล้านเหรียญสหรัฐฯ รองลงมาเป็นสินค้าเคมีภัณฑ์เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรมส่วนประกอบแลอุปกรณ์ยานยนต์เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เยอรมันแนะไทยให้เวทีประชุมใหญ่เมืองแฮมเบิร์กชี้แจงการใช้แรงงาน